การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเสียเวลาไปแล้ว 1 ปียังเหลือเวลาอีก 3 ปี ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดเผด็จการแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะคลอดออกมาเมื่อไหร่??ยังไม่มีคำตอบชัดๆจากรัฐบาล“แม่ลูกจันทร์” ฟังคำชี้แจงจาก นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตอบคำถาม สส.ฝ่ายค้านในสภาฯนายชูศักดิ์ยืนยันว่าเป้าหมายของรัฐบาลต้องการเร่งให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยเร็ว!!แต่จะเร็วหรือช้า? เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องร่วมกันผลักดันนายชูศักดิ์ ชี้แจงว่า หนึ่งปีที่ผ่านไปไม่ถึงกับสูญเปล่าอย่างที่ฝ่ายค้านโจมตีเพราะต้องสาละวนแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ที่เขียนยักเงี่ยงไว้จนกระดิก กระเดี้ยอะไรไม่ได้เลยแถมศาลรัฐธรรมนูญยังตั้งเงื่อนไขต้องทำประชามติรัฐธรรมนูญถึง 3 ครั้งต้องสิ้นเปลืองงบทำประชามติเพิ่มเป็น 3 เท่าตัว!!พี่น้องประชาชนต้องเสียเวลาทำมาหากินไปลงประชามติซ้ำ 3 ครั้ง ซึ่งมันมากเกินความจำเป็นแต่ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตั้งเงื่อนไขไว้อย่างนี้รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามนายชูศักดิ์ รัฐมนตรีมือกฎหมายรัฐบาล ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับแก้ไขใหม่ ยังค้างเติ่งอยู่ที่วุฒิสภาต้องรอให้ พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จึงจะสามารถลงประชามติครั้งที่ 1 ว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่??ถ้าผลประชามติเห็นชอบ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจะเริ่มต้นนับหนึ่งทันที!!คาดว่าต้นปีหน้าการลงประชามติ รัฐธรรมนูญครั้งแรกจะเกิดขึ้นแน่นอนแต่ช่วงที่รอการลงประชามติครั้งแรกอีกครึ่งปี พรรคเพื่อไทยได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเพื่อปลดกุญแจล็อกให้มี ส.ส.ร. จำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 180 วัน หรือภายใน 6 เดือนขั้นต่อไปต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วันจากนั้นจะส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปให้ กกต.จัดลงประชามติภายใน 90 วัน หรือไม่เกิน 120 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯประกาศใช้อย่างเป็นทางการ“แม่ลูกจันทร์” ประเมินว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี หรือ 24 เดือนโชคดีที่ สว.ลากตั้งที่รวมหัวกันขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเก็บฉากกลับบ้านยกทีมการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ยักตื้นติดกึกอย่างที่ผ่านมาถ้ารัฐบาลไม่เบี้ยวซะอย่าง 2 ปีจบแน่นอน!!แม่ลูกจันทร์คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม