โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ประเภททดน้ำและส่งน้ำ พร้อมทั้งระบายน้ำ ก่อสร้างในปี 2511 แล้วเสร็จในปี 2537 ช่วยแก้ปัญหาช่วงน้ำท่วมและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งให้กับประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงแต่เนื่องจากการใช้งานมาอย่างยาวนาน เริ่มเสื่อมสภาพในปี 2544-2546 ส่งผลให้เกิดปัญหาและเกิดความเสียหาย อาทิ ปัญหาการระบายน้ำ ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่การเกษตร ระบบชลประทานและอาคารชำรุดทรุดโทรม นายไพโรจน์ แซ่ด่าน ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี นายศุภกิจ จันทร์จุลเจิม ผอ.โครงการชลประทานปัตตานี สุพรชัย ปรีชา ผอ.โครงการชลประทานยะลา ร่วมชี้แจงผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี.กรมชลประทาน จึงเตรียมทุ่มงบ 17,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงทั้งระบบ พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาความเหมาะสมเพื่อลงพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ต.ตาเซะ อ.เมืองปัตตานี พบปะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงประชาชน เพื่อหารือและร่วมเสนอแนวทางการดำเนินโครงการดังกล่าวให้ลุล่วงไปด้วยดีสำหรับการปรับปรุงเน้นการเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำในเขื่อนปัตตานี เสริมเส้นทางระบายน้ำ (spillway) จากระดับ 12.75 เมตร จะเพิ่มสูงขึ้น 30 ซม. เป็นระดับ 13.05 เมตร และจะขุดลอกอ่างเก็บน้ำลึกลงไปอีก 1 เมตร เป็นระดับความลึก 11.75 เมตร จะเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำจากเดิม 8.30 ลบ.ม. เป็น 8.50 ลบ.ม. นายไพโรจน์ แซ่ด่าน ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี.นายไพโรจน์ แซ่ด่าน ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี เปิดเผยว่า กรมชลประทาน มีการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการ โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.66–29 ส.ค.67 ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของประชาชนเพื่อหวังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่ ก่อนเริ่มดำเนินการทั้งระบบนอกจากนี้ มีการจัดประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ที่โรงแรมซีเอส อ.เมืองปัตตานี เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสมในการปรับปรุงโครงการทั้งระบบโดยเชิญผู้เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมรับฟังคำชี้แจง หารือผลดำเนินการ รวมถึงให้ประชาชนเสนอความคิดเห็น และเสนอปัญหาต่างๆเพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพนายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า หัวใจหลักโครงการคือปรับปรุงเพิ่มความจุของเขื่อนปัตตานี มีการระบายน้ำมากกว่าเดิม รวมถึงการซ่อมแซมอาคารอยู่ในสภาพชำรุด ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มศักยภาพกลุ่มผู้ใช้น้ำให้มีความเข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น“จะช่วยลดความเสียหายของปัญหาอุทกภัย การเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้านการเกษตร ลดความเสี่ยงเรื่องน้ำเค็มรุกล้ำเพราะมีการสร้างประตูระบายน้ำกั้นบริเวณปลายคลอง เพิ่มแลนด์มาร์กให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว หลังจากสำรวจและออกแบบจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณ คาดว่าภายใน 5-10 ปี จะแล้วเสร็จ” นายไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย สภาพน้ำท่วมในตัวเมืองปัตตานี สร้างความเสียหาย จนกรมชลประทานทุ่มงบประมาณ 17,000 ล้านบาท แก้ปัญหา.ด้าน นายไพรัตน์ วีรุตมเสน ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปัตตานีตอนล่าง จะเกิดขึ้นเมื่อมีปริมาณน้ำหลากไหลผ่านเขื่อนปัตตานีมากกว่า 750 ลบ.ม.ต่อวินาทีทำให้เกิดน้ำหลากไหลล้นทางระบายน้ำล้นของเขื่อนปัตตานี จนคลองระบายน้ำสายต่างๆ ระบายน้ำออกสู่ทะเลไม่ทัน ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมรับฟังคำชี้แจง โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ของกรมชลประทาน.มีความจำเป็นต้องปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานีทั้งระบบ แผนการดำเนินงานปรับปรุงโครงการ ได้แก่ แผนงานปรับปรุงซ่อมแซมคลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ อาคารประกอบ แผนงานบรรเทาอุทกภัย แผนงานขยายพื้นที่ชลประทาน แผนการปรับปรุงด้านองค์กร และการบริหารจัดการน้ำแบบอัจฉริยะหากโครงการแล้วเสร็จประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประโยชน์ทางการเกษตร การใช้น้ำอุปโภคบริโภค การบรรเทาอุทกภัย การส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างแหล่งสันทนาการ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชนอีกด้วยนับเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน.สุไลมาน แวมามะ รายงานอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่