“ชัยธวัช” ย้ำยังมั่นใจพรรคจะชนะคดี วอนสังคมโฟกัสเนื้อหาคำวินิจฉัยคำร้องยุบก้าวไกล ชี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าเรื่องของพรรค แต่กระทบการเมืองไทยโดยรวมในอนาคต แฉพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคจ้องซื้องูเห่าสีส้ม “สรวงศ์” หวัง ก.ก.คงไม่ถูกยุบ ชี้ พท.ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมืองไม่ว่ากรณีใด “เศรษฐา-อนุทิน” ควงคู่ดับกระแสนายกฯสำรอง “เสี่ยหนู”อวยนายกฯแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน นายกฯดับฝัน ปชป.การันตี 314 เสียงมั่นคงแล้ว ไม่มีดึงพรรคไหนเข้ามาเพิ่ม “อธิบดีกรมราชทัณฑ์” ไม่กังวลพร้อมแจง ป.ป.ช.ปมช่วย “ทักษิณ” ยึดข้อมูลแพทย์ชี้ขาดส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ นายกฯลงพื้นที่ชายแดนใต้จับเข่าคุย “อันวาร์” จับมือยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาล-อัปเกรดท่องเที่ยวในภูมิภาค เตือน ปชช.อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมหลอกยื้อลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ตหลัง14ส.ค.หลังจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้แถลงตอกย้ำแนวทางข้อต่อสู้คดียุบพรรค ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 7 ส.ค. นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค ก.ก.ได้ออกมาระบุว่าอยากให้สังคมโฟกัสเนื้อหาในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ อย่างไร โดยจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฉพาะพรรค ก.ก.เท่านั้น แต่จะส่งผลต่อการเมืองไทยโดยรวมในอนาคต“ชัยธวัช” เเฉพรรค รบ.จ้องซื้องูเห่าสีส้มเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าว สส.พรรค ก.ก.จะย้ายสังกัดไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า คิดว่าเรื่องนี้พูดกันได้ แต่เรื่องยังไม่เกิด และที่ผ่านมาต้องเรียนตามตรงว่ามีความพยายามจากหลายพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล ที่จะติดต่อกับสมาชิกของพรรค ก.ก.เยอะมาก เพื่อหวังจะดึง สส.พรรคก้าวไกล หรือที่เรียกว่า “ซื้องูเห่า” และจนถึงวันนี้ยังมีความมั่นใจใน สส.ของพรรค ก.ก.ว่าจะเคารพกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ อย่างไรก็ตาม เป็นการพูดในสิ่งที่ยังไม่เกิด ทั้งนี้วันที่ 7 ส.ค. ยังมั่นใจว่าพรรค ก.ก.จะชนะคดี เมื่อถามว่าต้องมีการกำชับ สส.ว่าอย่าให้มีงูเห่าหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่ต้องกำชับ เพราะสื่อสารในพรรคว่าเราต้องให้เกียรติเพื่อนร่วมงานทุกคน อย่าไปทำให้เกิดบรรยากาศจับจ้อง จับผิดว่าใครจะเป็นงูเห่า หรือจะย้ายพรรค เป็นบรรยากาศไม่ดีในการทำงาน และไม่เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน จึงไม่มีการไปกำชับ ทั้งนี้ สส.ในพรรคไม่มีการอ่อนไหว กำลังใจดี และยังเดินหน้าทำงานตามแผนงานเป้าหมายที่วางไว้ขอโฟกัสคำวินิจฉัยมากกว่าบ้านใหม่เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่คนของพรรค ก.ก.ไปคุยกับพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล เพื่อเทกโอเวอร์นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นคนไปคุย แต่ตอนนี้คนพยายามไปโฟกัสว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ไม่เป็นผลดีต่อพรรค ก.ก. โดยกฎหมาย สส.ต้องไปหาพรรคสังกัดใหม่ บางคนคิดข้ามไปล่วงหน้า ทั้งแกนนำพรรครุ่นใหม่ พรรคใหม่จะเป็นอย่างไร ขอย้ำว่าสิ่งที่ อยากให้โฟกัส คือเนื้อหาในคำวินิจฉัยในวันดังกล่าวจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร อยากให้ติดตามว่าเหตุและผล หลักกฎหมายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฉพาะพรรค ก.ก.เท่านั้น แต่จะส่งผลต่อการเมืองไทยโดยรวมในอนาคตด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าพรรค ก.ก.เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดไม่ใช่แค่กับ ก.ก.เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกลถูกยุบหายไป 1 พรรค จะส่งผลกระทบต่อภาพทางการเมืองหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า หมายความว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องอนาคตของพรรค ก.ก.อย่างเดียว แต่จะเกี่ยวพันกับการใช้หรือตีความกฎหมาย รวมถึงการให้ความหมายกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าเรื่องของพรรค ก.ก. หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง นัยความสำคัญของคำวินิจฉัยเป็นเรื่องใหญ่มาก จึงไม่อยากให้มองไปเฉพาะแค่เรื่องพรรค ก.ก.หรือมองข้ามช็อตไปแล้วว่าในอนาคตพรรคใหม่จะเป็นอย่างไร เชื่อว่าข้อต่อสู้ทางข้อเท็จจริงและกฎหมายของพรรค ก.ก.มีน้ำหนักพอที่ศาลฯจะรับฟัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์“พิธา” อ้อนขอให้เป็นคนสุดท้ายช่วงเย็น ที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก.ก.นำทีม สส.พรรค ก.ก. พร้อมนายชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี พรรค ก.ก.ขึ้นรถแห่ปราศรัยรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่หาดทรายริมน้ำ ถนนคนเดินโพธาราม พร้อมกล่าวปราศรัยถึงคดียุบพรรค ว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีความพยายามทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง อำนาจประชาชนจะอ่อนแอลงด้วย อย่ายอมเขา อย่าสิ้นหวัง เก็บความโกรธแค้นเอาไว้ ชนะทั้งทีให้มันถูกต้องชนะให้มันขาด ให้ปฏิเสธเราไม่ได้อีกต่อไป พี่น้องต้องไม่ยอม ไม่ใช่เพื่อพรรค ก.ก. เพื่อนายพิธาหรือพรรคการเมือง 33 พรรคที่เคยถูกยุบมาก่อน “ถ้าวันพุธนี้ไม่มีโอกาสกลับมาหาพี่น้องในฐานะผู้แทนราษฎรอีกต่อไป ขอให้นายพิธาและพรรค ก.ก. เป็นคนสุดท้ายที่เกิดโดยประชาชน แต่ถูกยุบลงไปจากอำนาจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน ไม่ต้องกังวลใจ ผมและพรรค ก.ก.ทำเต็มสุดความสามารถแล้ว ไม่มีอะไรค้างคาใจอีกต่อไป จะขอไปฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง”“สรวงศ์” ยันคดี ก.ก.ไม่กระทบ รบ.นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดียุบพรรคก้าวไกลวันที่ 7 ส.ค. จะมีผลอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า ส่วนตัวหวังว่าพรรค ก.ก. คงไม่ถูกยุบพรรค พรรค พท.ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรณีอะไร แต่สุดท้ายขึ้นกับคำวินิจฉัยของศาลฯ หากผลคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบต่อพรรค ก.ก. มองว่าไม่มีอะไรกระทบกับรัฐบาล แม้มีข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค อาจมี สส.พรรค ก.ก.ไปร่วมหากถูกยุบพรรค แต่ไม่มีประเด็นต้องปรับ ครม.หรือกระทบรัฐบาล เพราะนายกฯเพิ่งปรับ ครม.ไปไม่นาน และการที่พรรคร่วมฯจะมี สส.มากขึ้นหรืออะไรแล้วแต่ เราคงต้องรอหลังเหตุเกิดขึ้นแล้วดีกว่า เมื่อถามว่าหากที่สุดตัวเลขพรรคร่วมฯมีการขยับ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโควตารัฐมนตรีหรือไม่ นายสรวงศ์ตอบว่าขึ้นอยู่กับการพูดคุยหลังเกิดสิ่งนั้นขึ้น แต่ยืนยันกรณีนี้ไม่กระทบพรรคร่วมฯยันไม่จำเป็นต้องดึง ปชป.เข้าร่วมเมื่อถามถึงกระแสข่าวการดึงพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าร่วมรัฐบาล นายสรวงศ์กล่าวว่า เท่าที่ฟัง นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรค ปชป. บอกยังไม่มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และในฐานะเลขาธิการพรรค พท. ยืนยันไม่มีการพูดคุยกันเรื่องดังกล่าว จากกระแสข่าวที่พูดไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรี หากพรรค ปชป.เข้าร่วม เป็นการดูถูกนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เกินไป เพราะท่านพูดชัดเจนยังไม่มีการดึงใครเข้าร่วม วันนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วไปตีข่าวว่าจะปรับโน่นปรับนี่เป็นการพูดลอยๆ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ในฐานะเลขาธิการพรรค พท. ยืนยันไม่มีการพูดคุยกับพรรคปชป. เพื่อให้เข้าร่วมรัฐบาล เมื่อถามว่ามีความจำเป็นต้องดึงพรรค ปชป.เข้ามาหรือไม่ นายสรวงศ์ตอบว่า ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย เพราะรัฐบาลมีเสียง 314 ถือว่าเพียงพออยู่แล้ว และในการอภิปรายในสภาฯ สส.พรรค ปชป.ยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่อเนื่อง เช่น เรื่องดิจิทัลวอลเล็ต แล้วจะมาร่วมกันได้อย่างไร หากพูดว่าจะมาในส่วนของผู้บริหารปัจจุบันที่ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พูดแบบนั้นคงไม่ได้ การจะเอาพรรคใดมาร่วม แล้วมีอีกส่วนนึงยังด่ารัฐบาล จะเป็นฝ่ายค้านในพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่ได้ ข่าวที่ออกมามันไกลเกินไป เพราะการจะร่วมรัฐบาลไม่สามารถมาเฉพาะกลุ่มได้คดียุบ ก.ก.ไม่เชื่อมโยง รบ.เพื่อไทยนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวหลังวันที่ 7 ส.ค.พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเตรียมเปิดตัว สส.เพิ่ม 10 คนว่า แม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ถือเป็นกิจการภายในของแต่ละพรรค เป็นแนวทางและเป็นสิทธิที่แต่ละพรรคจะดำเนินการได้ สส.ที่เตรียมจะนำมาเปิดตัวเพิ่มอีก 10 คนจะมาจากพรรคใดต้องไปถามพรรคที่จะเปิดตัวเองว่าจะนำมาจากไหน พรรค พท.ไม่มีนโยบายดูด สส.พรรคอื่น เพราะมี สส.เพียงพอจะขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายสำคัญผ่านสภาฯได้อยู่แล้ว ไม่อยากให้โยงการยุบหรือไม่ยุบพรรค ก.ก.ไปกับทุกฉากทัศน์ทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นไปหมด เมื่อผลคำวินิจฉัยออกมา ส่วนใดต้องดำเนินการเป็นส่วนๆไปไม่เกี่ยวโยงกัน เช่น กรณีพรรคถูกยุบ สส.ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน 11 กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง รองประธานสภาฯที่อาจต้องพ้นหน้าที่ไป จะมีขั้นตอนการดำเนินการต่อจากนี้อย่างไร ถือเป็นฉากทัศน์ที่เกี่ยวข้องเฉพาะกรณียุบหรือไม่ยุบพรรค ก.ก.เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค พท.และไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ส่วนการดำเนินการของแต่ละพรรคจากกรณีนี้ต้องไปถามจากแต่ละพรรคเอง และถือเป็นสิทธิของแต่ละพรรคที่จะมีแนวทางการดำเนินการออกมาจากกรณีนี้ต่อไปอย่างไร เศรษฐา ทวีสิน - อนุทิน ชาญวีรกูล“เศรษฐา-หนู” ดับข่าวนายกฯสำรองเมื่อเวลา 15.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างนั่งเครื่องบินเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่ จ.นราธิวาส ถึงกรณีที่มีชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)เป็นนายกฯสำรอง โดยนายอนุทินที่นั่งอยู่ข้างๆหัวเราะพร้อมกล่าวว่า นั่งตัวลีบอยู่อย่างนี้ ขณะที่นายกฯหัวเราะกล่าวว่า เราคุยกันตลอดเวลา ไม่ได้มีปัญหาอะไรทุกอย่างว่าไปตามกลไก ตนกับนายอนุทินเรารู้จักกันมานานมาก ไม่ต้องมาอธิบายให้ฟัง ไม่มีการน้อยใจ เรื่องเหล่านี้ไม่มีอยู่แล้ว นายอนุทินสบายใจอยู่แล้ว เรื่องการเมืองส่วนการเมืองไป กลับไปนายอนุทินก็ไปร่วมฟังสวดอภิธรรมศพคุณแม่ตน ทุกอย่างเป็นไปตามมิตรภาพอันดีที่มีให้กัน ส่วนการแข่งขันด้านการเมืองมีเรื่องของมันไป อีก 3 ปีแข่งขันกันไปขึ้นเวทีแถลงผลงานของแต่ละคนเป็นธรรมดามากกว่า เราอยู่ตรงนี้เพราะประชาชน เสาร์-วันอาทิตย์ต้องทำงานเท่านั้นเอง อย่าคิดมาก ดูจากเหตุผลจะดีกว่า“อนุทิน” อวยนายกฯแกร่งขึ้นทุกวันเมื่อถามว่า นายกฯพูดขนาดนี้แล้ว กระแสข่าวนี้จะหายไปได้หรือยัง นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวสื่อมวลชนก็ถามตนอีก ก็ต้องมาตอบอีก เป็นธรรมดา เรามาทำงาน เรามีจุดประสงค์เดียวกัน ตนก็เชื่อว่าที่นายอนุทินมาอยู่ตรงนี้ก็ทำเพื่อประชาชน ปัญหาเหล่านี้ที่แทรกเข้ามาก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เรื่องนี้ไม่ต้องพูด ไม่รู้ว่าข่าวมาจากไหนแต่ก็ทราบจุดประสงค์กันดีอยู่แล้วขณะที่นายอนุทินกล่าวว่า คนออกข่าวลืออยู่ที่ไหน แต่คนที่ถูกกล่าวถึงนั่งนิ่ง นายกฯยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ผู้สื่อข่าวเลยแซวว่า ถามเรื่องนี้ต่อหน้าตนเอง เกร็งหรือไม่ นายอนุทินตอบติดตลกว่า “ไม่เกร็งได้ยังไง นั่งจนตัวลีบแล้วตอนนี้”ไม่ดึงพรรคใดเพิ่ม 314 เสียงมั่นคงแล้วเมื่อถามว่า คิดถึงที่มาที่ไปของข่าวนี้หรือไม่ว่า ทำไมถึงมีการจุดกระแสข่าวนี้ นายกฯกล่าวว่า เป็นธรรมดาเรื่องการเมือง ไม่นึกว่าก่อนเข้าการเมืองว่าจะมีเรื่องแบบนี้ แต่นายอนุทินทราบอยู่ว่ามีเรื่องแบบนี้ตลอดเวลา และก็เป็นเรื่องของคดีที่จะถูกตัดสินในวันที่ 14 ส.ค. แต่อย่างที่บอกไปว่า 314 เสียง หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วย ฉะนั้นมีความมั่นคงอยู่แล้วในตัวของมันเอง เมื่อถามว่า มีแนวโน้มจะมีพรรคอื่นเข้ามาเพิ่มด้วยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่าไม่มีการพูดคุย เพราะ 314 เสียงมั่นคงอยู่แล้ว“ก่อแก้ว” เลื่อนบัญชีเป็น สส.ใหม่ช่วงดึกวันที่ 2 ส.ค.เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาฯ แทนตำแหน่งที่ว่าง มีเนื้อหาว่า ตามที่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาฯแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 19 มิ.ย. ประกาศให้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาฯ แบบบัญชีรายชื่อของพรรค พท. ลำดับที่ 21 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาฯ บัดนี้ น.ส.สุดาวรรณได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็น สส. ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ น.ส.สุดาวรรณสิ้นสุดลง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงประกาศให้ผู้มีชื่อลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรค พท.ลำดับที่ 36 เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาฯแทน คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ประกาศ ณ วันที่ 1 ส.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯพท.ยันไม่กดดัน “สุทิน–เกรียง”นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง ถือเป็นกำลังสำคัญของพรรค พท.มายาวนาน เป็นกองหลังที่อยู่กับพรรคทำงานเข้มข้นมาตลอด เมื่อได้เข้าสภาฯเชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่ สส.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุที่ น.ส.สุดาวรรณลาออกจาก สส. เนื่องจากการทำหน้าที่ รมว.วัฒนธรรม ไม่สามารถทุ่มเวลาให้กับงานฝ่ายนิติบัญญัติได้เต็มที่ จึงลาออกเพื่อให้คนที่เข้ามาทำหน้าที่ได้เต็มที่ ได้เข้ามาทำงานในสภาฯ แม้จำนวน สส.ของเราจะเท่าเดิม แต่มั่นใจการทำงานจะดีกว่าเดิมแน่นอน สำหรับรัฐมนตรีที่ยังเป็น สส.อยู่ ไม่ว่านายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย พรรคไม่ได้กดดัน เชื่อว่าจัดสรรเวลาและทำทั้งสองหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพรทสช.จัดทำบุญครบรอบ 2 ปีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้จัดพิธีทำบุญ 3 ศาสนาคือ พุทธ อิสลาม และพราหมณ์ ในโอกาสครบรอบ 2 ปีการก่อตั้งพรรค มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นำคณะกรรมการบริหาร รัฐมนตรีและ สส. และสมาชิกพรรคร่วมพิธีพร้อมเพรียง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า รทสช.มุ่งมั่นเป็นพรรคที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและประเทศชาติ ไม่แสวงหาอำนาจ เราพิสูจน์แล้วว่าไม่เหมือนใคร ทำงานเต็มที่ตามแนวทาง “รื้อ ลด ปลด สร้าง” เป้าหมายในปีต่อไป พรรคจะขยายการทำงานให้มากขึ้น เร่งงานแก้ไขปัญหาต่างๆโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนเร็วที่สุด ธนกร วังบุญคงชนะ“ธนกร” จี้รัฐเร่งเบิกจ่ายงบ 67 กระตุ้น ศก.นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)กล่าวว่า หลังสภาฯผ่านงบฯปี 67 แล้ว ยังพบการเบิกจ่ายล่าช้าไม่เป็นไปตามกรอบเวลาของแต่ละหน่วยงานราชการแต่ละกระทรวง หากเร่งตรงนี้จะช่วยหมุนเวียนการใช้จ่ายในประเทศได้ดีขึ้น เชื่อว่าไตรมาส 4 ปลายปีนี้จะเห็นการหมุนเวียนเศรษฐกิจ ทั้งงบลงทุนในภาครัฐและเอกชน การใช้จ่ายในประเทศจะคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ล่าสุดนายกฯได้สั่งการกระทรวงพาณิชย์ออก 3 โครงการภายใน 3 เดือนนี้ ตั้งแต่ 20 ส.ค.-20 พ.ย.67 จะลดต้นทุนผู้ประกอบการรายเล็ก ลดค่าเช่าร้านค้า ค่าเช่าแผงตลาดกว่า 30,000 แผง ให้ตลาดในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ทั่วประเทศ ตลาดนัดธงฟ้าและตลาดของกระทรวงต่างๆ ผู้ค้าส่งรายใหญ่ เตรียมร่วมจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ลดกระหน่ำทั้งประเทศผู้นำฝ่ายค้านชูปฏิรูประบบงบฯเมื่อเวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ก.ก.ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวเปิดสัมมนาและปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน” ครั้งที่ 4 หัวข้อ “ปลดล็อกวิกฤติงบประมาณ” ตอนหนึ่งว่า เราอยากเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ รวมถึงประชาชนให้คิดถึงการปลดล็อกระบบงบประมาณของประเทศ ยกเครื่องปฏิรูปครั้งใหญ่ให้เร็วที่สุดในอนาคต เราจะใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอ การปฏิรูประบบงบประมาณ และการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ตอบโจทย์ในแต่ละเรื่อง การดำเนินนโยบายสาธารณะต้องทำอย่างน้อย 3 เรื่องคือ 1.คน คือบุคคลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการผลักดันนโยบาย 2.กฎ คือระเบียบ ซึ่งเป็นบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง ทั้งการออกและแก้กฎหมาย แม้ว่างบประมาณจะนำเสนอจากฝ่ายบริหาร แต่ผู้อนุมัติคือรัฐสภา ในฐานะสถาบันการเมืองที่ประชาชนเลือกมา 3.งบ คืองบประมาณซัดของเดิมไม่ตอบโจทย์ประเทศนายชัยธวัชกล่าวต่อว่า เวลาพูดถึงงบฯของรัฐบาล หลายคนนึกถึงค่าใช้จ่ายภาครัฐ ถือเป็นส่วนสำคัญของเครื่องจักรกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ จึงอยากให้ทุกคนคิดถึงการจัดสรรงบฯในอย่างน้อย 5 มิติ ได้แก่ 1.มิติความคุ้มค่า เพราะมาจากภาษีของประชาชน การใช้ต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า ที่ผ่านมาการจัดสรรไม่คุ้มค่า เพราะมีการตั้งธงและประมาณการต้นทุนเกินความจริง เห็นได้ในการจัดทําโครงสร้างพื้นฐานหลายเรื่องไม่คุ้มค่าจนถูกปล่อยร้าง ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ ตามที่คาดการณ์ไว้แต่ต้น 2.มิติที่ทำให้ประเทศพร้อมรับมือความท้าทายต่างๆเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ไม่ใช่การจัดสรรงบแบบเดิมๆ ตามความเคยชิน ปีที่แล้วเสนออย่างไร ปีนี้เสนออย่างนั้น โดยไม่มียุทธศาสตร์ ทั้งที่ระบบงบฯที่ดีควรตอบโจทย์ความท้าทายแต่ละด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านอุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาฝุ่น pm 2.5 หรือความผันผวนของภูมิอากาศ 3.มิติเสริมพลังให้กับสังคม เพราะในสภาพที่มีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องเสริมพลังให้ภาคส่วนที่ยังขาดโอกาสยกระดับตัวเอง ต้องทำให้เป็นระบบต่อเนื่อง ไม่คิดแทนประชาชนทุกเรื่องสิ่งที่เราเห็นในงบปี 67 และปี 68 ที่ไร้ยุทธศาสตร์ 4. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยการบริหารให้เรามีพื้นที่การคลังเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์โลกที่ความไม่แน่นอนสูง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรในอนาคตแบบฉับพลัน จึงต้องมีความพร้อมเผชิญความไม่แน่นอนของโลกย้ำกระจายอำนาจแก้ลำบ้านใหญ่นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า 5.มิติสร้างความเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบงบฯส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง ทั้งระหว่างรัฐมนตรีกับ สส.หรือฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ เพื่อสร้างฐานการเมืองในพื้นที่ สร้างระบบที่เราเรียกว่าบ้านใหญ่ เวทีวันนี้ไม่ใช่การวิจารณ์รัฐบาล แต่ชวนคิดถึงอนาคต ที่จำเป็นต้องยกเครื่องเรื่องระบบงบประมาณ ด้วยความเชื่อว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และการทำหน้าที่ของ สส. รวมถึงการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น จะทำให้ประชาธิปไตยของเรา ตอบโจทย์สังคมและประชาชนมากขึ้นราชทัณฑ์พร้อมแจงปมช่วย “ทักษิณ”วันเดียวกัน นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ขอให้ตรวจสอบกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลดีกว่าผู้ต้องขังรายอื่น ระบุว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและ รพ.ตำรวจ เลือกปฏิบัติ จึงส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการว่า เบื้องต้นได้รับทราบบ้างแล้ว แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดลึกๆ กรมราชทัณฑ์พร้อมเข้าให้ข้อมูลสนับสนุนและชี้แจงทุกประเด็นที่ ป.ป.ช.เรียกสอบถาม จะจัดเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน กรณีผู้ร้องได้ร้องเรียนเรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังออกรักษาตัวนอกเรือนจำนานเกิน 30 วัน 60 วัน และ 120 วัน โดยมี ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทำหนังสือขอความเห็นชอบตามลำดับชั้นของผู้บริหาร จนเป็นเหตุให้อดีตนายกฯนอนรักษา อาการป่วยนอกเรือนจำได้เป็นระยะเวลานานเกินไป รวมถึงมีอาการวิกฤติทุกวัน ถึงขั้นไม่ส่งตัวนอนห้องฉุกเฉิน แต่กลับอยู่ในห้องพิเศษชั้น 14ไม่กังวลใจอิงข้อมูลหมอพิจารณาอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ขอเรียนว่าหลักการพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เรื่อง กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 มีเจตจำนงว่า การเห็นชอบให้ผู้ต้องขังรักษาตัวเกิน 30 วัน 60 วัน และเกินกว่า 120 วัน จะเป็นการพิจารณาโดยนำข้อมูลทางการแพทย์มาใช้ประกอบ อีกทั้งหากราชทัณฑ์จะพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ ถ้าความเห็นของแพทย์เห็นว่าผู้ต้องขังรายนี้มีความเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องรักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์โดยใกล้ชิดต่อไป ที่เราอนุมัติให้อดีตนายกฯได้นอนรักษาตัวภายนอกเรือนจำตามระยะเวลาดังกล่าว จึงมาจากการใช้ความเห็นแพทย์ในการพิจารณา กรมราชทัณฑ์ไม่กังวลใจใดๆที่ต้องชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงต่อ ป.ป.ช.ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าการที่เราจะนำผู้ต้องขังคนใดไป รักษาตัวภายนอกเรือนจำ ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของผู้ต้องราชทัณฑ์ในช่วงนั้น ถ้าเกินกว่าศักยภาพที่เรือนจำจะให้ดูแลรักษาได้ จำเป็นต้องส่งรักษายังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูง เราคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เป็นมาตรการขั้นพื้นฐานที่ราชทัณฑ์ต้องให้การดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงกับผู้ต้องราชทัณฑ์ทุกรายโดยเท่าเทียมกัน เศรษฐา ทวีสิน - อันวาร์ อิบราฮิมนายกฯควง “มท.1–มาริษ” พบ “อันวาร์”เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯพร้อมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคง ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น เดินทางไปยังท่าอากาศยานนราธิวาส ลงพื้นที่ด่านสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และด่านรันเตา ปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อพบปะกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อหารือแนวทางเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว และความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ โดย พล.อ.เจริญชัย หินเชาว์ ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ล่วงหน้าไปก่อนหน้านี้แล้วไทย-มาเลย์ถกกระชับความร่วมมือเวลา 10.00 น. นายเศรษฐาและคณะไปถึงท่าอากาศยานนราธิวาส มี พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส เขต 4 พรรคภูมิใจไทยและนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติต้อนรับ จากนั้นเวลา 11.10 น. นายกฯไปถึงด่านสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พร้อม สส.พรรคร่วมฯในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ จากนั้นเวลา 11.22 น. ดาโตะ เซอรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย พร้อมประมุขมนตรีรัฐกลันตัน และคณะไปถึงด่านสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีนายเศรษฐาให้การต้อนรับจับมือทักทาย ก่อนที่นายกฯทั้งสองประเทศร่วมหารือทวิภาคีกลุ่มเล็กหาแนวทางขุดลอกแม่น้ำโก–ลกนายเศรษฐากล่าวว่า การลงพื้นที่ร่วมกันครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Common Peace and Prosperrity) และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ ความจริงจังและเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำทั้งสองประเทศในการร่วมมือกันเพื่อรักษาความสงบในบริเวณชายแดน ขอบคุณมาเลเซียสำหรับการขับเคลื่อนความร่วมมือ ผ่านการจัดประชุมคณะทำงานด้านการค้าชายแดน และการค้าการลงทุนและหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมกันรับหลักการให้จัดประชุมคณะทำงาน working group รมว.ต่างประเทศของทั้งสองประเทศจะหารือกันในกรอบความร่วมมือ JC และ JDS ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมในความร่วมมือเกี่ยวกับสินค้าและมาตรฐานฮาลาล ทั้ง 2 ประเทศเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และยังได้หารือเพื่อความร่วมมือขุดลอกแม่ล้ำโก-ลกที่ตื้นเขิน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ฝ่ายมาเลเซียขอความช่วยเหลือ จะให้กระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯเพื่อพิจารณาความร่วมมือต่อไป ช่วงท้ายการหารือนายกฯทั้งสองฝ่ายรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลกทานข้าวชื่นมื่นการันตีมิตรภาพต่อมาเวลา 13.20 น. นายเศรษฐาเดินทางไปถึง Pasir Mas District and Land Office รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มีการแสดงเครื่องคอมปัง เครื่องดนตรีดั้งเดิมของมาเลเซียที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มักใช้ในงานรื่นเริง เช่น ในขบวนพาเหรดงานวันชาติ งานเลี้ยงที่เป็นทางการ ต้อนรับ ก่อนนายกฯไทยและนายกฯมาเลเซีย ลงนามในสมุดเยี่ยม จากนั้นร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยนายเศรษฐากล่าวขอบคุณนายกฯมาเลเซีย สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น เป็นเครื่องสะท้อนว่าทั้ง 2 ประเทศมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้น สะพานสุไหงโก-ลก จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชน 2 ประเทศอย่างดี และได้หารือเรื่องเขตการค้าพิเศษ เป็นโอกาสด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน เศรษฐา ทวีสิน - อันวาร์ อิบราฮิมเผยจับมือยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาลเมื่อเวลา 15.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายก รัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ด่านสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเมืองรันเตาปันจัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียว่า มาดูเรื่องความมั่นคง เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทยมาด้วย จะมีบทบาทต่อไปในการเจรจาและทำงานกับฝ่ายความมั่นคงของมาเลเซีย ได้พูดคุยกันเชิงลึกให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำงานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น การหารือแบบ four eyes ได้คุยถึงความมั่นคง ยกระดับการเจรจา และรับฟังแผนการก่อสร้างโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2 เห็นตรงกันว่าย่นระยะเวลาได้ทั้งก่อนและระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้การค้า 2 ประเทศดีขึ้น และอีกเรื่องการขุดลอกแม่น้ำโก-ลกตื้นเขิน นายอนุทินจะรับไปดูแล และยังหารือเขตอุตสาหกรรมพิเศษที่จะพัฒนาร่วมกัน คืออาหารฮาลาลและโรงงานผลิตยางเดินหน้าอัปเกรดท่องเที่ยวภูมิภาคนายเศรษฐากล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่านายกฯมาเลเซีย มีประสบการณ์สูงมาก 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ได้เชิญ สส.ของไทยจากทุกพรรค ผู้นำศาสนามาจาก จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ผู้นำชุมชน ประธานรัฐสภา ผบ.ทบ. เลขาธิการ สมช.มาร่วมและช่วงทานอาหารทุกคนมาหมด พูดคุยกันเป็นอย่างดี ประสานระหว่างบนลงล่างเป็นอย่างดี หวังว่าการแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้นอีก และ รมว.ต่างประเทศ 2 ประเทศ กำลังจะประชุมทวิภาคีก่อนสิ้นปีนี้ โดยได้เสนอให้จัดประชุมที่ลังกาวี เมืองท่องเที่ยวของมาเลเซีย ที่อยากร่วมกับเราเรื่อง “Six Countries, One Destination” ฝ่ายไทยช่วยเรื่องการทำโฆษณา หากสำเร็จการท่องเที่ยวในภูมิภาคจะดีขึ้นมาก การหารือทั้งหมดจบได้ด้วยดี วันที่ 5 -6 ส.ค. รมว.ต่างประเทศจะไปยังกัวลาลัมเปอร์หารือเรื่องนี้ต่อ และรัฐบาลไม่ทอดทิ้งเรื่องความมั่นคงสั่ง “ดีอี-ตร.-สรรพากร” สอบ Temu บุกไทยนายเศรษฐายังกล่าวถึงกรณีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Temu ของจีนเข้ามาตีตลาดไทย รวมถึงตลาดอื่นทั่วโลก จึงกังวลเงินถูกส่งกลับจีน โดยไม่ได้มีการจ่ายภาษีให้กับประเทศไทยว่า ต้องมีการตรวจสอบและได้กำชับไปที่กรมสรรพากรและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แล้ว เพราะตอนนี้ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาหาใหญ่ ความก้าวหน้าเทคโนโลยีมีสูงมาก ฉะนั้นเราต้องเตรียมการให้ทัน เมื่อถามว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร ที่จะไม่ให้มีการตีตลาดบ้านเรา นายกฯกล่าวว่า แน่นอนถ้าเกิดมาทำการค้าบ้านเราต้องเสียภาษีที่เรา ตรงนี้ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก เมื่อถามย้ำว่าต้องดูให้เสียภาษีใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้ได้ตรวจสอบแพลตฟอร์มนี้แล้วหรือยัง นายกฯกล่าวว่า มีครับได้สั่งการไปที่ดีอีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมสรรพากรด้วย ได้พูดคุยกันตลอด ถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่างสินค้าที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นส่วนหนึ่ง เพราะเอสเอ็มอีของเราเป็นภาคส่วนที่เปราะบาง เราเองต้องช่วยปกป้อง ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องด้วย หากพิสูจน์ได้ต้องดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด แต่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการด้วยขออย่าหลงเชื่อข่าวปลอมเงินดิจิทัลเมื่อถามถึงยอดการลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต จำนวนเพิ่มขึ้นตามที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้หรือไม่ เพราะตอนนี้มีการปล่อยข่าวลวงว่า ให้ลงทะเบียนหลังวันที่ 14 ส.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีนายกฯ และอาจมีการเปลี่ยนรัฐบาล นายกฯกล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ได้กำชับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เรื่องการปล่อยข่าวลวง ข่าวปลอม เพราะตอนนี้ปล่อยข่าวเยอะมาก แต่หากประชาชนคนไหนยังไม่ได้ลงทะเบียน ขอให้ใจเย็นๆ ถ้ายังไม่แน่ใจสอบถามมาได้ที่สายด่วน 1111 อย่าไปเชื่อกับข่าวปลอมด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวเสริมว่า ได้ประสานกับฝ่ายทะเบียนราษฎร ให้ไปไล่เช็กว่าหากใครยังไม่ลงทะเบียน จะให้ลงทะเบียน เพราะไม่อยากให้สูญเสียโอกาสแนะย้ายที่อยู่ให้เสร็จก่อน 15 ก.ย.เมื่อเวลา 20.00 น. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยยอดผู้ลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า จนถึงเวลา 17.00 น.วันที่ 3 ส.ค. มียอดลงทะเบียนทะลุ 23 ล้านคน อัตราเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 แสนคน เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนไปมากแล้ว ล่าสุดเวลา 20.00 น. ยอดลงทะเบียนขยับไปที่ 23.3 ล้านคน สำหรับประชาชนที่มีปัญหาติดขัด เช่น โทรศัพท์ไม่รองรับ เข้าไปยังจุดบริการให้คำแนะนำการลงทะเบียนกว่า 6,107 จุด ศูนย์ดิจิทัลชุมชน 1,722 จุด ที่ทำการไปรษณีย์ 1,200 จุด ธนาคารออมสิน 1,047 จุด ธนาคารการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 1,238 จุด ล่าสุดเพิ่มธนาคารกรุงไทยอีก 900 จุด มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลืออยู่ และ สส.พรรค พท.บางส่วนได้ประสานไปยังที่ทำการเทศบาลหรือสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ ให้คอยช่วยเหลือประชาชนด้วย สำหรับคนที่ย้ายที่อยู่เพื่อให้เข้าร่วมโครงการได้สะดวก ย้ายที่อยู่ให้เสร็จแล้วค่อยลงทะเบียน เพราะเราเปิดให้ลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 15 ก.ย. ส่วนผู้ที่ติดปัญหาไม่สามารถย้ายที่อยู่ได้ โครงการจะเริ่มช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ครอบคลุมไปถึงช่วงสงกรานต์ ยังกลับไปใช้สิทธิ์ โครงการดิจิทัลวอลเล็ตได้ที่ภูมิลำเนาตัวเองอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่