นับถอยหลังสำหรับ “คดีตากใบใกล้จะหมดอายุความลงทุกที” จากกรณีที่ประชาชนชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เรียกร้องปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 6 คนที่ถูกควบคุมตัวหลังปืนราชการอยู่ในความรับผิดชอบสูญหายนำมาสู่การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547เหตุการณ์นี้ “มีผู้เสียชีวิตในที่ชุมนุม 7 คน” มีการจับกุมผู้ชุมนุม 1,370 คน ถูกลำเลียงไปค่ายอิงคยุทธบริหารโดยมัดมือนอนทับกันหลายชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่างขนย้ายอีก 78 คน รวมแล้วมีผู้เสียชีวิต 85 คนคราวนั้น “ศาลจังหวัดสงขลา” ได้อ่านคำสั่งไต่สวนการเสียชีวิตจาก “ขาดอากาศหายใจ” ซึ่งไม่พบหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าถูกผู้อื่นกระทำการให้เสียชีวิตส่งผลให้ “ญาติผู้เสียชีวิต” ได้อุทธรณ์ แล้วศาลมีคำสั่งยกคำร้องทำให้พนักงานสอบสวน และอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีจึงสิ้นสุดลงโดยไม่สามารถเอาผิดกับใครได้ต่อมาในปี 2556 รัฐบาลก็ได้จ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต 85 ราย และผู้บาดเจ็บ 49 ราย รวมเป็นเงิน 641.45 ล้านบาท แต่ว่าความสูญเสียนี้ “คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ยังจดจำเหตุการณ์ จัดกิจกรรมรำลึกขึ้นทุกปีมาจนถึงทุกวันนี้ “ประชาชน” ยังเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือรู้สึกไม่เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เดือน เม.ย.2567 “ญาติผู้เสียชีวิต และผู้รับบาดเจ็บ” ได้ยื่นฟ้องเองต่อศาลจังหวัดนราธิวาสเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องนี้ อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เล่าให้ฟังว่านับแต่เกิดเหตุสลายการชุมนุมเมื่อ 25 ต.ค.2547 อัยการเคยยื่นฟ้องให้ไต่สวนสาเหตุการเสียชีวิตแล้วศาลอ่านคำสั่งว่า “ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ” ในระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นเช่นนี้ตามหลักขั้นตอน “พนันงานสอบสวน” ควรต้องทำสำนวนคดีส่งให้ “อัยการ” เพื่อดำเนินการฟ้องคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ว่า “อัยการสูงสุด” ก็ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาติดตามคดีจนมีความเห็นว่า “สมควรถอนฟ้องคดีตากใบ” เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสมานฉันท์ แล้วต่อมาภาครัฐก็อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นกระทั่งปี 2555 “รัฐบาล” ได้อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 7.5 ล้านบาท และผู้ได้รับบาดเจ็บตามแต่กรณีรวมเป็นเงิน 641.45 ล้านบาท แต่ว่าในทุกปีครอบครัวผู้เสียชีวิต “มักจะมีการจัดงานรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมตากใบ” เสมือนเป็นเวทีให้มาพูดคุยปรับทุกข์ซึ่งกันและกันทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต “ยังรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม” เพราะตั้งตารอพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการยื่นฟ้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง “แต่ก็ไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ” ทำให้ชาวบ้านเข้ามาร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสมัยนั้นยังบังคับใช้ พ.ร.บ.กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2542 อังคณา นีละไพจิตรด้วยการให้อำนาจคณะกรรมการสิทธิฯ “ฟ้องร้องแทนประชาชนได้” ในกรณีเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่หลังจากนั้นก็มีตำรวจไม่แจ้งสังกัดเข้ามาหลายพื้นที่ใน จ.นราธิวาส “เพื่อพูดคุยเรื่องเงินเยียวยาคดี” ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหวาดกลัวว่า “เจ้าหน้าที่มีเจตนาใด” สุดท้ายกลัวความไม่ปลอดภัยก็ถอนคำร้องเรียนออกไปต่อมาปี 2566 กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ติดตามความคืบหน้าคดีสลายการชุมนุมตากใบ “หลังพบกำลังจะขาดอายุความปี 2567” ก็เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้อง อัยการ ตำรวจ ศอ.บต.ฝ่ายปกครองเข้าชี้แจงการเยียวยาช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย และกรณีทรัพย์สินเสียหายทำให้ทราบคดีนี้ได้จ่ายเงินเยียวยาแล้ว “ทำบันทึกว่าจะไม่ดำเนินคดีอาญาใดๆอีก” แต่ กมธ. มองว่าข้อตกลงนั้นไม่สามารถทำให้คดีอาญาแผ่นดินยอมความกันได้ “ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบเหตุการณ์” กลับไม่พบสำนวนการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐผู้ก่อเหตุสาเหตุจากตำรวจในพื้นที่ได้ค้นหา “สำนวนคดีแต่ไม่เจอ” ขณะที่ในชั้นอัยการก็ไม่มีข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของสำนักงานอัยการในพื้นที่ “เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินการทางคดีได้” ความนั้น กมธ.ให้ติดตามสำนวนการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง และแจ้งผลความคืบหน้าต่อคณะ กมธ.โดยด่วน แต่ด้วยคดีเดินทางมานาน 19 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน “จะหมดอายุความ” แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าบวกกับก่อนหน้านั้นอัยการเคยถอนฟ้องคดีทั้งหมดโดยอ้างว่า “ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ทำให้ญาติผู้เสียชีวิตรวมตัวกัน “ตั้งทนายความดำเนินการฟ้องคดีเอง” ก่อนคดีจะหมดอายุความนี้เพราะด้วยคดีนี้ไม่ได้มีเฉพาะการเสียชีวิตจากการขาดการหายใจเท่านั้น “แต่มีอีก 7 รายถูกยิงเสียชีวิตหน้า สภ.ตากใบ” ในเรื่องนี้ตำรวจก็มีการสรุปยุติการสอบสวน เพราะไม่พบผู้กระทำผิดเช่นกันทั้งอ้างอิงตาม “คกก.อิสระสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ อ.ตากใบ” กรณีพิจารณาถึงวิธีสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังทหารเกณฑ์มีวุฒิภาวะไม่สูงพอเข้าร่วมสลายการชุมนุม เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นตามแบบวิธีปฏิบัติตามหลักสากล โดยรายงานนี้เป็นประโยชน์ชี้ถึงบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมบ้างด้วยอีกทั้งยังปรากฏพบว่า “มีบุคคลสูญหาย 7 ราย” เป็นความผิดเข้าข่าย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ.2566 “ไม่มีอายุความ” แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกลับไม่ทำการสอบสวนต่อ “เช่นนี้ชาวบ้านต้องดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องเอง” เพื่อเรียกร้องคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตสำหรับ “การฟ้องคดีอาญา” ก็ไม่ได้หวังรับเงินชดเชยเนื่องจากได้รับการเยียวยาไปก่อนหน้านี้แล้ว “เพียงแต่ครอบครัวผู้เสียหายคาดหวังให้ผู้กระทำได้รับโทษ” เพราะการเยียวยาต้องไม่ใช่แค่ตัวเงินแต่ “คนทำผิด ต้องออกมาขอโทษ” เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบอยู่ในสังคมได้อย่างสมศักดิ์ศรี และไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก เรื่องนี้นำมาสู่วันที่ 24-25 มิ.ย.2567 “ศาล จ.นราธิวาส” ได้ไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตยื่นฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ 9 คนที่เกี่ยวกับการสลายชุมนุม และขนย้ายผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ แต่สุดท้ายศาลก็มีคำสั่งให้เลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องออกไปเพื่อสืบพยาน 2 ปากเป็นวันที่ 19 และ 26 ก.ค.นี้จริงๆแล้วสำหรับ “คดีการละเมิดสิทธิมนุษยชน” ตามปกติมักต้องมีการชดใช้เยียวยาให้ผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็น “การชดใช้ด้วยเงิน” เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน เพราะบางครอบครัวอาจสูญเสียเสาหลักไปก็ได้ แล้วหลังจากนั้น “ควรเยียวยาความยุติธรรม” โดยภาครัฐต้องมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนเสมอในความเห็นส่วนตัวมองว่า “คดีตากใบ” หากไม่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปัญหาก็จะพูดกันไม่จบสิ้น เพราะความรู้สึกของประชาชนไม่ได้หายไปตามกาลเวลา และยังคงต้องการเห็นความจริงถูกเปิดเผยว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด “เพื่อให้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะ” อันเป็นการเยียวยาในรูปแบบหนึ่งเช่นกันย้ำที่ผ่านมานั้น “คนใน 3 จชต.” ต่างรู้สึกยังไม่ได้รับความยุติธรรมจาก “ภาครัฐ” ที่กำลังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน ด้วยเรื่องนี้เป็นคดีอาญาตามปกติ ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องวิ่งหาจ้างทนายความมาฟ้องคดีเองด้วยซ้ำ แต่ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐต้องเป็นผู้อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนอย่าลืมว่า “เหตุตากใบมีผู้เสียชีวิต 85 คน” แต่กลับปล่อยให้สำนวนคดีหายไปอย่างง่ายดาย ขณะที่ครอบครัวผู้เสียหายต่างรอคำตอบจากภาครัฐถึงความเป็นธรรมอย่างใจจดใจจ่อมาเกือบ 20 ปี ฉะนั้นคดีตากใบเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงใน 3 จชต. ถ้าหากยังไม่คลี่คลายก็จะถูกเชื่อมโยงเหตุความไม่สงบพูดกันไม่จบสิ้นแน่นอนนี่เป็นเสียงจาก “ตัวแทนภาคประชาชน” สะท้อนเหตุการณ์ตากใบแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด “ความรู้สึกของคนในพื้นที่ก็ยังไม่จางหาย” ต่างรอดูกระบวนการยุติธรรมเดินหน้า “เพื่อจะรับความเป็นธรรม” ก่อนที่คดีจะหมดอายุความลงในวันที่ 25 ต.ค.2567 นี้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม