วันหยุดไม่ได้หยุด “เศรษฐา” ออกมาซดก๋วยเตี๋ยวเนื้อทรงวาด ลุยลงพื้นที่ดูความเป็นอยู่ชาวชุมชนบ่อนไก่ พบทั้งแออัด-ไร้ที่อยู่ ตรวจ สน.โคกคราม ตามแก้ หนี้นอกระบบ พนันออนไลน์ “ทักษิณ” รุดกราบนมัสการ “พระพยอม” ร่วมทำบุญไป 2 แสน คน พท.ปลาบปลื้ม กระแสตอบรับ “นายใหญ่” “ประเสริฐ” โอ่ “นายกฯ-อิ๊งค์” ทำงานสอดประสาน ปั่นแต้มได้แน่ “ดิเรกฤทธิ์” ย้ำไม่กลัวถูกเช็กบิลย้อนหลัง โต้ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังสั่งให้ทำ “ชัยธวัช” ชำแหละการเมืองสามเส้า รุมกินโต๊ะก้าวไกล ร้อง จนท.กกต.ใช้เล่ห์ตีความฉ้อฉล เอากลุ่มชาวนาเกลือแย่งที่กลุ่มชาวนา บี้ ผวจ.สมุทรสาคร-“กล้าณรงค์” เช็กบิล พระปกเกล้าโพลเปิดผลสำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง กระแสก้าวไกลพุ่งกระฉูดกวาด 208 ที่นั่ง พท.ลดฮวบเหลือ 105 ที่นั่ง รวบทั้งแบ่งเขต-บัญชีรายชื่อ คะแนนนิยม “พิธา” ทิ้งขาด “ลุงตู่-อิ๊งค์-เศรษฐา-เสี่ยหนู” มัดรวมกันนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซดก๋วยเตี๋ยวเนื้อย่านดัง ถือโอกาสตระเวนลงพื้นที่หลายจุด ดูความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รุดเข้ากราบนมัสการหลวงพ่อพยอม สนทนาธรรมพร้อมถวายปัจจัยไทยธรรมให้กับทางวัด“เศรษฐา” ซดเตี๋ยวเนื้อทรงวาดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 พ.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หลังเดินทางกลับจากไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ไปกินก๋วยเตี๋ยวย่านทรงวาด พร้อมโพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า “เดินทางไปต่างประเทศร่วม 10 วัน ขอมาจัดก๋วยเตี๋ยวเนื้อทรงวาดสักหน่อยครับ ช่วงที่ผ่านมากินแต่เส้นสปาเกตตี้ วันนี้ได้เส้นเล็กหมี่แห้งเนื้อสดเปื่อย กับโอเลี้ยง อร่อยมากๆครับ และหลังกินก๋วยเตี๋ยว ไหนๆก็มาเยือนถิ่นทรงวาดแล้ว ถือโอกาสเดินชมถนนสายท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่นิยมของคนไทย และชาวต่างชาติหน่อย ที่นี่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขนม แกลเลอรี่ ศิลปะ และเป็นเมืองเก่าที่ตึกรามบ้านช่องสวยงาม ได้คุยกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในย่านนี้ เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน ต้องการยกระดับให้ย่านนี้เป็นย่านเศรษฐกิจ คิดว่าต้อง promote ย่านนี้ให้มากขึ้น จึงได้ประสานกับ ททท. และผู้ว่าฯ กทม. ให้ช่วยกันจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ ดูระบบสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา และความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวย่านนี้ให้ดีขึ้นอีก พื้นที่ศักยภาพแบบนี้ภาครัฐต้องเร่งส่งเสริม” แก้ปัญหาชุมชนแออัดบ่อนไก่ต่อมาเวลา 13.00 น. นายเศรษฐาลงพื้นที่ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ เขตคลองเตย เป็นการส่วนตัว เพื่อติดตามชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนเมือง เนื่องจากชุมชนนี้เมื่อปี 2565 เคยถูกไฟไหม้ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 100 ครัวเรือน ประชาชนไม่มีที่อยู่อาศัย นายเศรษฐากล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ พบว่ายังมี ปัญหาเรื่องความแออัด บางส่วนยังไม่มีที่อยู่อาศัย จึงรับปากว่าจะไปหาวิธีและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันทางการเงินของรัฐ เข้ามาดูแลแก้ไขความเดือดร้อน ในเบื้องต้น อาจพัฒนาให้ชุมชนนี้เป็นชุมชนต้นแบบนำร่องแก่ชุมชนอื่น ทั้งนี้ ยังเห็นว่าสถานที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนมีปัญหาหลังคารั่วและน้ำท่วมขังช่วงฝนตก จึงสั่งการให้ประสานไปยังมูลนิธิและภาคเอกชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว พร้อมประสานไปยังกรุงเทพ มหานครและหน่วยทหารพัฒนา ให้มาขุดลอกท่อระบายน้ำ และทำเส้นทางน้ำไหล ไม่ให้เกิดปัญหา น้ำท่วมขังช่วงที่ฝนตก จากนั้นนายกฯไปตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ สน.โคกครามในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ พนันออนไลน์และ ยาเสพติด“ทักษิณ” นมัสการ “พระพยอม”ช่วงบ่ายที่วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั่งรถเมอร์เซเดสเบนซ์ ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพ มหานคร เข้ากราบนมัสการพระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว พร้อมมอบสิ่งของและเงินสดจำนวน 200,000 บาท ให้กับทางวัด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้กุฏิจนมีผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก 3 ราย จากนั้นนั่งสนทนาธรรมกับพระพยอม ถึงเหตุเพลิงลุกไหม้กุฏิวัด รวมถึงความไม่สบายใจตั้งแต่กลับไทย เห็นมีแต่ข่าวคนไทยนิยมทางสายมูกันมาก ขณะที่พระสงฆ์ก็มีแต่ข่าวประพฤติตัวไม่เหมาะสม ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมเสีย และเรื่องต่างๆ พร้อมระบุว่าหากต้องการให้ช่วยเหลือสามารถแจ้งติดต่อประสานมาได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างสนทนาธรรมหลวงพ่อพยอมให้เจ้าหน้าที่วัดนำมะม่วงน้ำปลา หวาน สินค้าขึ้นชื่อของวัดมาให้นายทักษิณชิม ก่อนที่นายทักษิณทำบุญกรวดน้ำ และกราบลาเพื่อเดินทางไปทำภารกิจที่อื่นต่อ หลวงพ่อได้ให้ศีลให้พรและมีชาวบ้านพากันมาขอถ่ายรูปคู่มาไม่บอกกล่าวทำบุญไป 2 แสนพระพยอมกล่าวว่า ทางวัดไม่ได้รับการประสาน หรือติดต่อจากอดีตนายกฯทักษิณ ท่านมาโดยไม่บอก กล่าว ทราบล่วงหน้า 10 นาทีก่อนจะมาถึง ตอนที่นายทักษิณอยู่เมืองนอกทราบมาว่า มีคนนำหนังสือพุทธทาสภิกขุไปมอบให้จำนวนมาก ท่านเองก็เลื่อมใสศรัทธา วันนี้ที่มาสนทนาธรรมและมอบเงินปัจจัยให้ 200,000 บาท พร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำนวนหนึ่งให้กับทางวัด ขออนุโมทนาสาธุในผลบุญครั้งนี้กับอดีตนายกฯทักษิณด้วย พท.ปลื้มคนโคราชแห่มาต้อนรับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ กล่าวว่า จากภาพที่มีประชาชนมารอต้อนรับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เดินทางมา จ.นครราชสีมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น สะท้อนความรักความศรัทธาที่ชาวโคราชมีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นการแสดงความคิดถึงผู้ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเมืองโคราชให้เจริญอย่างก้าวกระโดด เป็นรากฐานให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาต่อยอดในปัจจุบัน “ในฐานะคนโคราช ประทับใจกับบรรยากาศความอบอุ่นที่เกิดขึ้น ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังความรักความศรัทธาต่อนายทักษิณ หลายคนถึงกับร่ำไห้ออกมาที่ได้พบกับตัวจริงเสียงจริง ขณะที่หลายคนไม่มีโอกาสมา ได้ฝากความคิดถึงผ่านมามอบให้ ขอให้ท่านเดินทางมาที่โคราชอีก”มั่นใจ รบ.เพื่อไทยยกระดับชีวิตนายประเสริฐกล่าวต่อว่า ภาพที่ออกมาทำให้เห็นว่ากระแสความชื่นชมศรัทธานายทักษิณ ไม่ได้ลดน้อยถอยลง มีแต่เพิ่มขึ้น และรัฐบาลโดยการนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ มีความมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน สอดประสานกับพรรคเพื่อไทยที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค มีแนวทางการทำงานเหมือนยุคไทยรักไทย มุ่งมั่นยกระดับความเป็นอยู่ประชาชน ต่อยอดนโยบายและทำได้สำเร็จ เช่น พัฒนาโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เชื่อว่าการทำงานที่สอดประสานกันของนายเศรษฐา และ น.ส.แพทองธารจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากคนโคราชและประชาชนทั้งประเทศได้มากกว่าเดิมแน่นอนฉะขบวนการปัดแข้งปัดขาให้ชะงักนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนที่แห่แหนมาต้อนรับนายทักษิณกันล้นเมือง เพราะท่านคือนายกฯในดวงใจของคนไทย ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง 40 สว. ที่ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ล่าสุดมีการเปิดเผยรายชื่อ 40 สว.ออกมาแล้ว ทำให้เห็นภาพการสนธิกำลังผสมผสานกันเป็นขบวนการระหว่างกลุ่ม สว.ขั้วอำนาจเก่า 2 สาย ไม่ได้เหนือความคาดหมายว่าเป้าประสงค์ในครั้งนี้คืออะไร เชื่อว่านายกฯสามารถชี้แจงได้ และไม่เสียสมาธิในการทำงาน ประเทศไทยเสียโอกาสไปมากแล้ว ไม่ควรมีขบวนการใดพยายามสร้างสิ่งกีดขวาง หรืออุปสรรคให้การทำงานของรัฐบาลชะงักหรือช้าลงสว.ไม่กลัวถูกเช็กบิลย้อนหลังนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สว. หนึ่งใน 40 สว.ที่เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัตินายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และนายพิชิต ชื่นบาน อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุว่ารู้ใครอยู่เบื้องหลังว่า ตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าปัญหาของเรื่องอยู่ตรงไหน ควรดำเนินการหรือไม่ ประเด็นการเมืองนายทักษิณอาจบอกว่าใครได้หรือเสียประโยชน์ แต่รายชื่อ สว.ที่ยื่นตรวจสอบแต่ละคนก็หลากหลาย ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ ไม่ต้องไปแก้ข้อกล่าวหาอะไร เพราะเป็นมุมมองทางความคิดเห็น เรื่องนี้ไม่ว่าใครจะมาจากอาชีพอะไร สายไหน เมื่อเป็น สว.เห็นปัญหาว่ารัฐบาลควรเคารพนิติรัฐนิติธรรม รัฐธรรมนูญ ไม่ทำผิดกฎหมาย เมื่อเป็น สว.ควรเอาปัญหานี้ไปสู่ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ ให้เกิดบรรทัดฐาน ยืนยันไม่มีใครสั่งพวกตนดำเนินการ เรื่องนี้ไม่ว่าใคร แม้แต่ประชาชนยังรู้สึกว่าควรตรวจสอบ การเอาเงิน 2 ล้านบาทไปให้เจ้าหน้าที่ศาลเป็นความสุจริตหรือไม่ ถามคน 100 คนดูจะเห็นว่าการทำแบบนี้เป็นความสุจริตกี่คน แม้แต่ประชาชนยังสงสัย ไม่กลัวถูกเช็กบิลย้อนหลัง เพราะทำตามหน้าที่ ต้องกล้าหาญกล้ารับผิดชอบ ไม่กังวล รายชื่อ สว.ที่ถูกเปิดมาเพราะผู้ถูกกล่าวหาไปยื่นขอคัดสำเนาจากศาลรัฐธรรมนูญ “ชัยธวัช” ชำแหละการเมืองสามเส้าที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park อ.เมืองยะลา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวปาฐกถาในเวที “Next Talk : อนาคต ความหวัง ความฝัน” ซึ่งเป็นเวทีที่รวมบุคคลในแวดวงต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตประเทศไทย ถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละยุคสมัยว่า ผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดว่าชนชั้นนำทางการเมือง ที่เคยขัดแย้งอยู่คนละฝั่งกัน มองเห็นศัตรูตัวเดียวกันคือการเมืองแบบอนาคตใหม่-ก้าวไกล ที่อยู่ดีๆโผล่ออกมาเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ทำให้เกิดการสร้างพันธมิตรขึ้นมาชั่วคราว โดยมีศัตรูร่วมกันและมีวาระทางการเมือง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง นำไปสู่สภาวะการเมืองสามเส้า โดยสองเส้าก็คือชนชั้นนำทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเคยเข้าสู่อำนาจโดยอาศัยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง อีกฝ่ายเคยเข้าสู่อำนาจโดยอาศัยวิถีทางนอกประชาธิปไตย และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพลังใหม่ที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้อำนาจคิดบวกมวลชนถูกปลุกให้ตื่นแล้วนายชัยธวัชกล่าวต่อว่า ข้อดีของสถานการณ์ช่วงนี้คือ การเมืองมวลชนของประชาชนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา และไม่สามารถทำให้กลับไปหลับได้อีกแล้ว ตั้งแต่สมัยการเมืองยุคเหลือง-แดง มาจนถึงปัจจุบัน และในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ ผู้ที่เชื่อมั่นศรัทธาว่าเรามีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านการเลือกตั้ง ได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว แม้จะยังไม่สำเร็จ แต่ก็มีปัจจัยบวกที่จะทำให้การเมืองของประชาชนที่มีเป้าหมายและเจตจำนง ไม่เหมือนกับการเมืองของคนข้างบน สร้างพลังเข้าไปปะทะต่อรองในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ได้ เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อกำหนดว่าหน้าตาของสังคมไทยในอนาคตอีกหลายทศวรรษจะเป็นอย่างไรเปิดยอดรวมผู้สมัคร สว.20 กลุ่มวันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารสรุปจำนวนผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งแต่วันที่ 20-24 พ.ค.2567 รวมทั้งหมด 48,117 คน จำแนกเป็นรายกลุ่ม 20 กลุ่ม พบว่ากลุ่มที่มีผู้สมัครมากที่สุด คือกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน มีผู้สมัคร 5,211 คน ส่วนกลุ่มที่มีผู้สมัครน้อยที่สุดคือกลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน มีผู้สมัครทั้งสิน 609 คน เมื่อจำแนกเป็นรายกลุ่ม 20 กลุ่ม มีดังนี้ 1.กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง 2,478 คน 2.กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 1,869 คน 3.กลุ่มการศึกษา 4,477 คน 4.กลุ่มการสาธารณสุข 1,628 คน 5.กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก 3,422 คน 6.กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง 3,628 คน 7.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ 2,440 คนผู้สูงอายุ-ชาติพันธุ์สูงสุด 5,211 คน8.กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อมผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน 1,180 คน 9.กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม 1,844 คน 10.กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตาม ข้อ 9 จำนวน 1,200 คน 11.กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว 1,177 คน 12.กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม 609 คน 13.กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม 1,039 คน 14.กลุ่มสตรี 4,589 คน 15.กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น 5,211 คน 16.กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดง และบันเทิง นักกีฬา 1,819 คน 17.กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ 2,168 คน 18.กลุ่มสื่อสาร มวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม 867 คน 19.กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ 3,816 คน และกลุ่มที่ 20.กลุ่มอื่นๆ 2,656 คน ตรวจสอบคุณสมบัติจบ 29 พ.ค.ทั้งนี้ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ จะตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครให้เสร็จสิ้น และจะประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการตรวจสอบทุกกลุ่มอาชีพในเขตอำเภอ ภายในวันที่ 29 พ.ค. แยกเป็นรายกลุ่ม โดยมีหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเรียงลำดับตามตัวอักษรของชื่อตัวผู้สมัครแต่ละกลุ่มชื่อตัวและชื่อสกุลของผู้สมัคร อายุ อาชีพ และวุฒิการศึกษาสูงสุด ประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ณ สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สถานที่เลือก และจัดทำข้อมูลเผยแพร่ทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอประกาศบัญชีรายชื่อดังกล่าวข้างต้นแล้ว สำนักงาน กกต.จะเผยแพร่บัญชีรายชื่อผู้สมัคร สว. ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. www.ect.go.th และแอปพลิเคชันสมาร์ทโหวต (Smart Vote)ร้องชาวนาเกลือแย่งที่กลุ่มชาวนาผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน กกต.ว่าหลังการปิดรับสมัคร สว. เมื่อวันที่ 24 พ.ค. นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ ในฐานะปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมมนูญมาตรา 50 ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายอิทธิพล บุญประคอง ประธาน กกต. คัดค้านผู้ทำนาเกลือสมุทร สมัครเป็น สว. ในกลุ่ม 5 คือ กลุ่มอาชีพทำนาปลูกพืชล้มลุกหรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน และได้ไปยื่นเรื่องถึงผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. นายเจริญศักดิ์กล่าวว่า ที่ต้องมาพูดก็เพื่อคัดค้านสิ่งที่ไม่สุจริต พอทราบข่าวว่าใน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่ประจำอำเภออนุญาตให้อาชีพทำนาสมุทรมีสิทธิ์สมัครกลุ่มอาชีพทำนา ทั้งที่กฎหมายเลือก สว. และประกาศ กกต.ว่าด้วยลักษณะอื่นในทำนองเดียวกัน ของกลุ่มอาชีพทำนา ระบุชัดเจนคือเกษตรกรที่ปลูกพืชล้มลุกหรือธัญพืชอันเก็บเกี่ยวได้คราวเดียวหรือหลายคราวต่อปีซัด จนท.กกต.ใช้เล่ห์ตีความฉ้อฉลนายเจริญศักดิ์กล่าวว่า จากข้อกฎหมายทั้งหมดชี้ชัดว่า ไม่มีความใดเลยที่บอกว่าอาชีพทำนาหมายถึงอาชีพนาเกลือสมุทร การที่เจ้าหน้าที่เปิดให้ผู้ทำนาเกลือสมุทรมีสิทธิ์สมัครกลุ่มอาชีพชาวนา เข้าข่ายกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายเลือก สว. และประกาศ กกต. เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ จ.สมุทรสาคร ไม่มีอาชีพทำนา ดังนั้นเป็นสิทธิ์ของปวงชนชาวไทยต้องออกมาเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 215 โดยอำนาจต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ แม้เจ้าหน้าที่ที่รับสมัครอ้างมีมติ ครม.เมื่อปี 2554 กำหนดให้การทำนาเกลือสมุทรเป็นเกษตรกรรมผู้ทำ นาเกลือสมุทรเป็นเกษตรกร แต่มติ ครม.ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง มีวัตถุประสงค์เฉพาะช่วยเหลือผู้ทำนาเกลือสมุทร ผ่านคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เข้าไปช่วยเหลือชาวนาเกลือสมุทร และลำดับศักดิ์คำสั่งปกครองต่ำกว่ากฎหมายเลือก สว. การที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้สมัครกลุ่มอาชีพชาวนา โดยอิงคำสั่งนี้เท่ากับตีความโดยฉ้อฉล ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงในกระบวนการเลือก สว. เอาคำสั่งทางปกครองไปล้มล้างกฎหมายเลือก สว. และรัฐธรรมนูญเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายบี้ ผวจ.สมุทรสาคร-กมธ.วุฒิฯ เช็กบิลนายเจริญศักดิ์กล่าวอีกว่า ผู้ทำนาเกลือสมุทรควรสมัครกลุ่มอื่นๆ คือกลุ่มที่ 20 อย่างไรก็ตามในวันที่ 27 พ.ค. จะไปยืนเรื่องต่อ ผวจ.สมุทรสาคร ก่อนไปยื่นต่อนายกล้าณรงค์ จันทิก ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาที่เป็น สว. ชุดที่รู้เจตนารมณ์กฎหมายเลือก สว. และรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี หากคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร สนใจตรวจสอบในประเด็นนี้ ติดต่อมาได้เลย พร้อมให้ความร่วมมือหวัง สว.ชุดใหม่ใช้อำนาจทางที่ถูกด้านสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,127 คน เรื่อง “คนไทยกับการเลือก สว.ชุดใหม่ 2567” ระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 54.30 ทราบว่าผู้สมัคร สว. ต้องมีอายุครบ 40 ปี ประสบการณ์ 10 ปี และเสียค่าสมัคร 2,500 บาท ร้อยละ 57.68 ทราบว่าผู้สมัคร สว. หาเสียงไม่ได้ แนะนำตัวได้เท่านั้น ร้อยละ 55.81 ไม่ทราบว่ามีการเลือก สว. รอบแรกวันที่ 9 มิ.ย. ร้อยละ 50.31 ไม่ทราบว่ามีเฉพาะผู้สมัคร สว.เท่านั้น ที่มีสิทธิเลือก สว. ร้อยละ 52.35 ไม่ทราบว่า สว.ชุดใหม่มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบอิสระและเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนความคาดหวังของประชาชน ต่อ สว.ชุดใหม่ พบว่าร้อยละ 56.71 ระบุว่า สว.ควรใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ถูกต้อง รองลงมาร้อยละ 53.88 ต้องมีประวัติดี ซื่อสัตย์ สุจริต และร้อยละ 44.24 ตั้งใจทำงาน เป็นที่พึ่งของประชาชนเผยผลสำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้งสถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองและศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง 76 จังหวัด เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ความนิยมในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี : 1 ปีหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาฯ 2566” จำนวน 1,620 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 7-18 พ.ค. ใช้วิธีการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) พบว่าถ้ามีการเลือกตั้ง สส. ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าการเลือก สส.แบบแบ่งเขต ส่วนใหญ่ร้อยละ 35.7 จะลงคะแนนเลือกผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล รองลงมาร้อยละ 18.1 เลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 11.2 เลือกผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.2 ผู้สมัครจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 7.8 ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 5 ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 1.6 ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 1.2 ผู้สมัครจากพรรคประชาชาติ ตามลำดับนอกนั้นลงให้ผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ รวมกันสส.เขต ก.ก.พุ่ง-พท.ลดลงฮวบสำหรับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนใหญ่ร้อยละ 44.9 ระบุจะลงคะแนนให้พรรคก้าวไกล รองลงมาร้อยละ 20.2 ลงให้พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.9 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 3.5 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 3 พรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 1.3 พรรคประชาชาติ และ ร้อยละ 0.7 พรรคชาติไทยพัฒนา น่าสนใจว่าไม่ต้องการลงคะแนนให้พรรคใดเลย รวมกันถึงร้อยละ 12.6 เมื่อนำผลการสำรวจในครั้งนี้เปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566 ปรากฏว่าพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพิ่มขึ้นมี 2 พรรคคือ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชาติ โดยพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.67 อาจส่งผลให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งและได้ สส.เพิ่มขึ้นถึง 49 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาชาติได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.35 อาจทำให้ได้ สส.เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง ส่วนพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตลดลง มี 6 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนนิยมลดลงร้อยละ 7 อาจส่งผลให้มีโอกาสเสียที่นั่งที่มีอยู่เดิมไปราว 28 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ ลดลงร้อยละ 3.41 มีโอกาสเสีย 11 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย ลดลงร้อยละ 2.64 มีโอกาสเสีย 10 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ ลดลงร้อยละ 1.13 มีโอกาสเสีย 3 ที่นั่ง ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติลดลงร้อยละ 0.47 และพรรคชาติไทยพัฒนา ลดลงร้อยละ 0.02 คะแนนนิยมที่ลดลงดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะส่งผลให้พรรคทั้งสองมีที่นั่งลดลงสอดคล้องกับเลือกปาร์ตี้ลิสต์ส่วนการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ พบว่ามี 5 พรรคได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น คือพรรคก้าวไกล ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.33 พรรคพลังประชารัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.62 พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.66 พรรคภูมิใจไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 และพรรคชาติไทยพัฒนา เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.19 เปรียบเทียบคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้พรรคก้าวไกลมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 8 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสได้เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง ส่วนอีก 3 พรรคยังไม่มากพอที่จะทำให้ได้ที่นั่งเพิ่ม และมีพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลดลง 3 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย ลดลงร้อยละ 7.49 พรรครวมไทยสร้างชาติลดลงร้อยละ 1.18 และพรรคประชาชาติ ลดลงร้อยละ 0.24 อาจมีผลให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้ที่นั่งบัญชีรายชื่อน้อยลง 8 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้น้อยลง 2 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติ น้อยลง 1 ที่นั่งตามลำดับยอดรวม ก.ก.กวาด 208-พท.105เมื่อนำตัวเลขประมาณการที่นั่งที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีโอกาสได้รับจากการเลือกตั้งทั้งสองระบบมารวมกัน พบว่าหากมีการเลือกตั้งในช่วงเวลานี้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มีโอกาสได้ที่นั่งมากที่สุด รวม 208 ที่นั่ง รองลงมาเป็นพรรคเพื่อไทย 105 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 61 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ 34 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 30 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติ 9 ที่นั่ง ตามลำดับ ส่วนที่นั่งที่เหลือกระจายไปยังพรรคอื่นอีก 21 ที่นั่ง “พิธา” ทิ้งขาด “ลุงตู่-อิ๊งค์-เศรษฐา”เมื่อสอบถามว่า “ถ้าเลือกได้ อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในช่วงเวลานี้มากที่สุด” ส่วนใหญ่ระบุว่าอยากให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.9 รองลงมาเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 17.7 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 10.5 นายเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 8.7 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 3.3 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.7 และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 0.4 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีผู้ตอบที่ระบุชื่อคนอื่นๆ รวมกับที่ยังไม่เห็นว่ามีคนที่เหมาะสมอีก ร้อยละ 10.9ปชป.ปลื้มประชาชนสะท้อนปัญหานายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กิจกรรมโครงการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน ที่โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จ.สงขลา มีการลงไปรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ จากประชาชนในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ประชาชนร่วมสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะหลายประเด็น ทั้งด้านการเกษตร ประมง ท่องเที่ยว แรงงาน การคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านชายแดน ด้านพลังงาน ด้านการศึกษา ด้านที่ดินทำกิน ไปจนถึงการบริหารประเทศ ที่อยากเห็นการกระจายอำนาจ กระจายการพัฒนาไปสู่พื้นที่ต่างๆอย่างทั่วถึง พรรค ปชป.รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำไปผลักดันผ่านกลไกของสภาฯ ต่อไป โครงการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชนจัดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชน พร้อมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนรบ.หวังใช้ Pride Month ปั้นรายได้อีกเรื่องนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ให้ความสำคัญกับการผลักดันสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเปิดรับความหลากหลายเท่าเทียม โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ศาสนา สัญชาติ หรือสถานะทางสังคม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มทั่วโลกในฐานะศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว (Tourism Hub) พร้อมวางแผนจัดงานเฉลิมฉลอง Pride Month ในเดือน มิ.ย.นี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 860,000 คน สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4 พันล้านบาท เป็นโอกาสส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว Pride Friendly และการเป็นเจ้าภาพ World Pride ในปี 2030 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะใช้โอกาสที่นายกฯกำหนดนโยบายสนับสนุนความเสมอภาคเท่าเทียม ในการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวไทยเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Top LGBTQ+ Friendly Destination ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรการท่องเที่ยว ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และดึงดูดนักท่องเที่ยว LGBTQ+ ต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าแก่สินค้า และบริการของไทยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่