เทศกาลสงกรานต์ วันหยุด ประจำปีที่ “คนไทย” ต่างรอคอยจะได้มีโอกาสพักร้อนเดินทางกลับภูมิลำเนาท่องเที่ยวพักผ่อนใช้เวลาอยู่กับ “ครอบครัว” ในการร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ และเฉลิมฉลองสังสรรค์และเล่นน้ำตามประเพณีอันงดงามของไทยนี้แล้วยิ่งปีนี้เป็นปีพิเศษ “ยูเนสโก” ขึ้นทะเบียนสงกรานต์ไทยเป็นมรดกโลกวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่จับต้องไม่ได้ “รัฐบาลไทย” จึงถือโอกาสจัดมหาสงกรานต์ภายใต้ชื่อ “Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567” ผ่านเครือข่ายวัฒนธรรม 76 จังหวัด และ 50 เขตใน กทม. ตั้งแต่วันที่ 1-21 เม.ย.นี้เพื่อเป็นหมุดหมายให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ประเพณีสงกรานต์ชุ่มฉ่ำเริงร่ายาวกว่า 21 วัน ทำให้สงกรานต์ปีนี้คึกคักสร้างเม็ดเงินสะพัดมหาศาลโดย อุมากมล สุนทรสุรัติ ผช.ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ที่ได้แถลงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายผู้บริโภคช่วงสงกรานต์นี้ว่า ก่อนหน้านี้ได้สำรวจการใช้จ่ายผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่าง 1,280 คนทั่วประเทศ พบว่า “คนไทย” มีแผนจะไปเล่นน้ำสงกรานต์ 45.2% โดยเฉพาะ GenZ, Y มุ่งเน้นทำบุญ 66% และเดินทางเยี่ยมญาติรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 42%แล้วหลายคนยังวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมต่างๆ 66.1% แต่ว่าตัวเลขนี้ลดลงจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 72.8% แล้วลักษณะการเดินทางส่วนใหญ่ไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวแบบครอบครัวค้างคืนมากกว่า 2 คืนสำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมนั้น “ภาคกลาง” ตั้งแต่ จ.ชลบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี “ภาคเหนือ” จ.เชียงใหม่ สุโขทัย “ภาคอีสาน” นครราชสีมา ขอนแก่น “ภาคใต้” ตั้งแต่ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช และคาดว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ 6,400 บาท นอกจากนี้ก็ยังมีคนไทยบางส่วนวางแผน “เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ” แล้วประเทศที่มักได้รับความนิยมส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชียอย่าง “ญี่ปุ่นและจีน” มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 4 หมื่นบาท/คนแต่ก็มีข้อสังเกตว่า “สงกรานต์ปีนี้คนไทยกว่า 26.3%” ต้องการอยากพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ และมีบางคนกลับบ้านต่างจังหวัดจะไม่ไปร่วมกิจกรรมอื่น 12.8% อันเป็นตัวเลขสูงขึ้นมากกว่าปีที่แล้วถัดมาในแง่ “การวางแผนใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์นี้” โดยภาพรวมคนไทยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วด้วย “ประชาชนกว่า 32.4%” มองว่าสินค้าและบริการราคาแพงขึ้น มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน รวมถึงมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวจนมีสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ที่เพิ่มสูงขึ้นถ้าหากแยกประเภท “ค่าใช้จ่าย” อย่างเช่นกรณีการเดินทางไปทําบุญมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,130 บาท เดินทางเยี่ยมญาติรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ต้องใช้จ่าย 2,422 บาท เล่นน้ำสงกรานต์ 810 บาท จัดเลี้ยงสังสรรค์ 3,542 บาท สินค้าอุปโภคบริโภค 1,797 บาท ทานข้าวนอกบ้าน 1,506 บาท ซื้อสุรา 1,309 บาท และเที่ยวสถานบันเทิง 1,232 บาท ทว่าเงินถูกนำมาใช้จ่ายส่วนใหญ่นำมาจาก “เงินเดือนรายได้ปกติ 54.8%” แต่ก็มีบางส่วนนำเงินจากการออมออกมาใช้ 39.8% หรือการไปกู้เงินมาใช้จ่าย 2.6% ดังนั้นในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คาดว่าน่าจะมีเงินสะพัด 128,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่หากเทียบกับปี 2562 ก็ยังคงลดลงอยู่ที่ 5.2%แต่หากมาดู “ทรรศนะของภาคเอกชนต่อเทศกาลสงกรานต์ปีนี้” ที่มีการจัดกิจกรรมงานรื่นเริงมากขึ้นนั้นส่งผลให้บรรยากาศมีความคึกคักมากกว่าปีที่แล้ว 45.9% แล้วเมื่อเทียบฐานข้อมูลเดือน เม.ย.2562 อันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทย 3.2 ล้านคน สร้างรายได้ 142,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อหัว 4.4 หมื่นบาทดังนั้นในวันที่ 12-16 เม.ย.2567 จะมีนักท่องเที่ยวมาในไทย 4.65 แสนคน สร้างรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาท ถ้าคิดตามนโยบายจัดงานมหาสงกรานต์ตั้งแต่วันที่ 1-21 เม.ย.2567 คาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 1.9 ล้านคน สร้างรายได้ 6.9 หมื่นล้านบาท ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.06-0.39%“เช่นนี้ถ้าประมาณการเงินหมุนเวียนสะพัดในช่วงสงกรานต์ 2567 บวกกับรายได้มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทย 5 วันจะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อ GDP ร้อยละ 0.79 แต่หากคำนวณจากการจัดกิจกรรมสงกรานต์ 21 วันจะสามารถสร้างรายได้ 1.98 แสนล้านบาทส่งผลกระทบต่อ GDP ร้อยละ 1.11” อุมากมลว่า ขณะที่ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย บอกว่า ผลสำรวจในช่วงสงกรานต์ปีนี้ค่อนข้างคึกคักมากกว่าปีที่แล้ว “แต่เป็นลักษณะเติมเต็มจากเมืองท่องเที่ยวหลัก” ที่ถูกหนุนมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยด้วยปัจจัยจาก “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล” ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นการประกาศหยุดติดต่อกันหลายวัน การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ว่าการจับจ่ายใช้สอยยังระมัดระวังเพราะช่วงที่ผ่านมา “บรรยากาศการขายในจังหวัดไม่กระเตื้อง” ส่งผลให้เศรษฐกิจถูกกัดกร่อนมาตั้งแต่ปีใหม่จนถึงทุกวันนี้เรื่องนี้ทำให้ “เศรษฐกิจไม่ดีมีแนวโน้มโตต่ำ 2–3%” เป็นการขยายตัวที่ไม่สูงนักแม้ที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น “แต่ก็คงกระจุกตัวอยู่หัวเมือง” ส่งผลให้ช่วงสงกรานต์ปีนี้ประชาชนไม่มีรายได้ต่างต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังตัว ประกอบกับสินค้าก็ราคาแพงมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ต้องมีการประหยัด ดังนั้นประเมินว่า “คนไทย” น่าจะมีการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว และร่วมกิจกรรมช่วงเทศกาลสงกรานต์ประมาณ 129,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขยายตัวขึ้น 2.9% ที่เป็นการจับจ่ายใช้สอยสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่สามารถทำลายสถิติในปี 2562 มีการใช้จ่ายอยู่ที่ 135,000 ล้านบาทจริงๆแล้ว “เทศกาลสงกรานต์ 2567” คาดการณ์ว่าน่าจะมีเงินสะพัดอยู่ 130,000-132,000 ล้านบาท ใกล้เคียงปี 2561 อยู่ที่ 132,163.87 ล้านบาท “แต่ไปไม่ถึงเพราะผู้คนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย” โดยกลุ่มตัวอย่าง 65.3% มองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีแล้วปีนี้ก็น่าจะโตต่ำเพียง 2.01-2.50%สวนทางกับทรรศนะ “ภาคเอกชน” ที่เห็นการจัดงานรื่นเริงมากขึ้นส่งผลให้บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์คึกคักจากแรงหนุน “รัฐบาล” ที่ชูสงกรานต์ไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์เทศกาลระดับโลกจัดยาว 21 วัน ทำให้ต่างชาติจะเข้ามาเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านคน หรือเฉลี่ย 600,000 คนต่อสัปดาห์ สามารถดึงเม็ดเงินในการจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้นคาดว่าน่าจะมีเงินสะพัดเกือบ 70,000 ล้านบาท และในช่วงสงกรานต์ 5 วัน จะมีนักท่องเที่ยว 4.65 แสนคน จะสร้างรายได้ 11,802 ล้านบาท ทำให้ประเมินว่าเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะมีเงินสะพัด 1.4-2 แสนล้านบาท สิ่งนี้ยังจะส่งผลให้ไตรมาสแรก “เศรษฐกิจไทยจะขยายขึ้น 1–2%” แล้วในไตรมาสที่สองก็น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8-2.3% ดังนั้นรัฐบาลควรต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน เพราะประเทศไทยมิได้ใช้งบเป็นปกติมาตั้งแต่เดือน เม.ย.2566-เม.ย.2567 ด้วยปกติงบลงทุนนี้จะเข้าในระบบ 3-4 หมื่นล้านบาท/เดือนกลายเป็นว่า “ประเทศไทยขาดแรงขับเคลื่อนมาตั้งแต่ ม.ค.–เม.ย.2567” ทำให้เงินหายไปจากระบบประมาณแสนล้านบาท “กระทบต่อเศรษฐกิจตกอยู่ในสภาพซึมๆ” แต่ถ้าสามารถเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้ในเดือน มิ.ย.2567 “อันเป็นช่วงการจัดซื้อจัดจ้าง” ก็ย่อมจะมีผลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3, 4เพื่อเร่งรัดให้ “เกิดการลงทุน” เพราะแนวโน้มโครงการดิจิตอลดอร์ล็อกน่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.2567 “นำไปสู่การกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี” ทำให้ตัวเศรษฐกิจคึกคักขึ้นเป็นบวก 0.3-0.5% ของ GDPนี่คือการคาดการณ์ “ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567” ที่น่าจะมีเงินสะพัดจากแรงหนุนนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้นเช่นนี้ “คนไทย” ก็ควรต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกที่จะเข้ามาสัมผัสประเพณีอันงดงามให้คงอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม