เมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมานี่เอง องค์การยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 18 ที่เมืองคาซอน สาธารณรัฐบอตสวานา ในทวีปแอฟริกาก่อนหน้านี้มีข่าวระแคะระคายเล็ดลอดออกมาก่อนแล้วว่า เรื่องนี้จะเข้าที่ประชุมและจากการสุ่มซาวเสียงกรรมการบางส่วน คาดว่าน่าจะได้คะแนนรับรองเกินพอ แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ยินเสียงระฆังยกสุดท้าย คือมีการประชุมและมีการลงมติอย่างเด่นชัด อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ผมจึงพลอยลุ้นไปกับเขาด้วย และส่งเสียงเฮ! ออกมาดังๆ หน้าเครื่องคอมที่บ้าน เมื่อมีการรายงานข่าวด่วนว่า ที่ประชุมมีมติยอมรับสงกรานต์ไทยเป็นที่เรียบร้อยโดยมีการโพสต์ข่าวด่วนจี๋ในเพจของ UNESCO แบบ “เบรกกิ้งนิวส์” มีข้อความสั้นๆว่า “News inscription on the # Intangible Heritage List : Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year festival #Thailand” (พร้อมรูปธงชาติไทยผืนเล็กๆ แต่โดดเด่นเป็นสง่าเหลือเกิน) ตามมาด้วยคำว่า Congratulations แสดงความยินดีกับประเทศไทยเป็นที่ทราบดีแล้วว่าก่อนหน้านี้ยูเนสโกก็มีการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ภูมิปัญญา เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยมาก่อนแล้ว 2-3 ประการด้วยกัน ...ได้แก่ “โขน” เมื่อ พ.ศ.2561, “นวดไทย” เมื่อ พ.ศ.2562, “โนรา” เมื่อ 2564 และปีนี้ก่อนจะสิ้นปี 2566 ก็ประกาศขึ้นทะเบียน“สงกรานต์” ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่สำหรับคนไทยมีหลายๆคนบอกว่า “เข้าทาง” คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์ พาวเวอร์แห่งชาติที่มีนายกฯเศรษฐาเป็นประธาน และคุณอุ๊งอิ๊งเป็นรองประธานพอดี เพราะเธอกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการจะจัด “เทศกาลสงกรานต์” ในประเทศไทยตลอดเดือนเมษายนในปีที่จะมาถึงนี้มีทั้งเสียงวิจารณ์เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง ตามโซเชียลต่างๆ และใช้ถ้อยคำหนักบ้าง เบาบ้างตามสไตล์การวิจารณ์ของคนไทยรุ่นใหม่ ที่ชอบใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมากกว่ายุคพวกผม ที่ถูกสอนให้วิจารณ์แบบหนักแน่นในเนื้อหาและความคิด โดยใช้ถ้อยคำสุภาพผมก็หวังว่าคุณอุ๊งอิ๊ง ซึ่งก็ถือเป็นคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน จะทนฟังคำวิจารณ์แรงๆได้และเก็บข้อคิดที่ดีๆไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้โครงการ “เทศกาลสงกรานต์” เพื่อการท่องเที่ยวในปีหน้าออกมาอย่างสมเหตุสมผลโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยแปลกใจกับการเล่นสงกรานต์เป็นเดือน เพราะในชีวิตเคยเล่นติดต่อกันเป็นครึ่งเดือนมาแล้วสมัยผมเป็นหนุ่มรุ่นกระทง อายุ 19-20 เป็นนักศึกษาปีหนึ่ง จำได้ว่าตอนปิดเทอมใหญ่เดือนเมษายน จะกลับไปเล่นสงกรานต์ที่บ้านอำเภอบรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ แทบทุกปีสงกรานต์ที่นั่นเขาจะจัด “สรงนํ้าพระ” ที่แต่ละวัดไล่เรียงกันไปตั้งแต่ วัดส้มเสี้ยว, วัดตั้วเกา, วัดเจริญผล, วัดตาสังข์ใต้, วัดตาสังข์เหนือ, วัดบ้านแดน ไปจนถึง วัดบางแก้ว ที่อยู่ทิศเหนือย้อนลงมาด้านทิศใต้ก็จะมี วัดบางตาหงาย, วัดหัวดง, วัดหูกวาง ไปจนถึง วัดเก้าเลี้ยว ฯลฯ นี่เท่าที่นึกออกก็สิบกว่าวัด ได้เล่นสงกรานต์กันกว่า 10 วันเข้าไปแล้ว เพราะแต่ละวัดพยายามจะจัดไม่ซํ้ากันด้วยโมเดลนี้ หากคณะกรรมการของคุณอุ๊งอิ๊งจะจัดเป็นรายจังหวัดไปเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่ต้องช่วยกันคิดช่วยกันตรึกตรอง หรือทำแบบสำรวจเสียก่อนว่า ผู้คนจะเบื่อไหม? จะเว่อร์ไปไหม? กี่วันถึงจะพอดี? เพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดสรุปว่าโครงการนี้ผมไม่ค้านพรรคเพื่อไทยครับ เพราะยังติดตามข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศอยู่เสมอ รู้ว่าโลกยังไม่ฟื้นอย่างที่คิด การส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศอาจจะยังเป็นปัญหาในปีหน้าทางใดที่จะหาเงินเข้าประเทศได้มากๆ และไม่ยากนักอย่างการท่องเที่ยวจึงต้องเน้นเป็นนโยบายหลักต่อไปผมจึงไม่ค้านโครงการนี้แต่ยังจะค้านโครงการ “แจกเงินดิจิทัล” อยู่ วันใดที่โครงการแจกเงินเข้าสู่ขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะตอนเข้าสภาผมคงต้องออกมาค้านแน่นอนตามสไตล์คนรุ่นผมที่จะค้านอย่างหนักแน่นแต่สุภาพอย่างที่กล่าวไว้สำหรับวันนี้ขอแสดงความยินดีแก่พี่น้องประชาชนชาวไทย รวมทั้งตัวผมเองด้วย สำหรับการยอมรับ “สงกรานต์ไทย” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลก โดยยูเนสโกเห็นด้วยที่เราจะใช้ “สงกรานต์” ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมต่อไปครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม