“เดิมเราก็ทำนาทำสวนเหมือนชาวบ้านทั่วไป จนปี 2541 มารวมตัวกันเป็นกลุ่มออมทรัพย์ พอมาปี 54 คูโบต้าเริ่มเข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่วหลังนา และการบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร ปี 55 เลยจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม ขายเมล็ดพันธุ์ข้าว และตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ในปีถัดมา พร้อมกับพัฒนาสู่การเพิ่มมูลค่าทำข้าวอินทรีย์ ขณะเดียวกันก็ได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ และโซลูชันต่างๆ มาปรับใช้ในพื้นที่ จนปีนี้พัฒนาเป็นผักไหมฟาร์ม กลุ่มต้นแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งโมเดลของภาคอีสาน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีการทำเกษตรที่สามารถส่งต่อองค์ความรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจ”นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ บอกถึงที่มาของวิสาหกิจชุมชนฯ ก่อนพัฒนาสู่กลุ่มต้นแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งโมเดลแหล่งเรียนรู้เกษตรสมัยใหม่ของภาคอีสาน...เมื่อเราได้เป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตร ที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากสยามคูโบต้า เราจึงอยากเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้รับให้แก่พี่น้องเกษตรกรอื่น เพื่อให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตทั้งคุณภาพและปริมาณ ลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันแปรของภัยธรรมชาติ รวมไปถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต ประธานวิสาหกิจฯ กล่าวต่อไปว่า จากจุดเริ่มจนถึงวันนี้สมาชิกเกษตรกรผักไหมได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวไรซ์เบอร์รี ในมาตรฐานอินทรีย์ อีกทั้งยังมีการปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ถั่วเขียว ปอเทือง กระเจี๊ยบแดง โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่ได้รับมาตรฐานแฟร์เทรด พร้อมทั้งนำผลผลิตต่างๆมาแปรรูปเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าสร้างรายได้เพิ่ม กระทั่งขณะนี้เราได้พัฒนาไปอีกขั้นกับการเป็น “ผักไหมฟาร์ม” ฟาร์มนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่สู่ความยั่งยืน ต้นแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งโมเดล ที่นำจุดแข็งของพื้นที่และน้อมนำพระราชดำริฯ แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ภายใต้ 6 โซนการเรียนรู้ บนพื้นที่ 5 ไร่ 1.โซนพืชผัก ศึกษาระบบการเพาะปลูกพืชผักมูลค่าสูงและผักสวนครัวให้เป็นแหล่งอาหารของชุมชน โดยพืชที่ปลูกได้แก่ กรีนโอ๊ก บัดเตอร์เฮด กะเพรา แมงลัก โหระพา แตงกวา ถั่วฝักยาว สามารถสร้างรายได้ตลอดปีเฉลี่ย 10,000 บาท2.โซนข้าวและพืชหมุนเวียน ศึกษาระบบการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง โดยใช้เครื่องจักรกลเกษตรคูโบต้าตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมดินจนถึงขั้นตอนเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังปลูกพืชหมุนเวียนด้วยพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน พร้อมเน้นการทำเกษตรเพื่อเข้าสู่การเป็น Net Zero Emission สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 44,700 บาท/พื้นที่ 2.2 ไร่ 3.โซนสระน้ำเพื่อการเกษตร กักเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อนำมาใช้ในฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง สามารถกักเก็บน้ำได้ ประมาณ 3,700 ลบ.ม. พื้นที่เก็บน้ำ 1.5 งาน นอกจากนี้ยังสร้างรายได้จากการเลี้ยงปลา 1,000-2,000 บาท/1 ฤดูกาลปลูกข้าว4.โซนพืชผสมผสานสร้างรายได้ เน้นการปลูกพืชหลากหลาย และใช้พื้นที่ให้เต็มประสิทธิภาพ โดยทำการศึกษาระบบการเพาะปลูกพืชที่เกื้อกูล ได้แก่ ไม้ผล พืชไร่ และสมุนไพร ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีการให้น้ำด้วยระบบ IoT และนำเครื่องจักรกลเกษตรคูโบต้าเข้ามาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนแรงงาน สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 70,300 บาท 5.โซนโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ใช้โซลาร์เซลล์เป็นแหล่งพลังงานทดแทนในการดึงน้ำจากธนาคารน้ำใต้ดินมากักเก็บในถังพักน้ำขนาด 50,000 ลบ.ม. เพื่อบริหารจัดการในฟาร์มสำหรับใช้ในฤดูแล้ง ตลอดจนเป็นการส่งเสริมและรักษาระบบนิเวศในฟาร์ม มุ่งสู่การเป็นพลังงานสะอาด (Green Energy)6.โซนแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตโดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสินค้าชุมชน อาทิ แครกเกอร์แป้งข้าว แยมกระเจี๊ยบ ข้าวสาร สบู่น้ำนมข้าว ช่วยสร้างงานให้คนในชุมชน และสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 300,000 บาทผักไหมฟาร์ม ฟาร์มนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่สู่ความยั่งยืน พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรและผู้สนใจทั่วประเทศทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ : 08-6248-0637 Facebook : ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนผักไหม www.facebook.com/phakmaiorganicfarm/ กรวัฒน์ วีนิลคลิกอ่าน “ข่าวเกษตร” เพิ่มเติม