เนื้อหาหน้าแรกของหนังสือเรื่อง “คนลากรถ” (เหล่าเส้อ เขียน เนียน แปล พิมพ์ครั้งที่ 1 สยามสมัย 249 ครั้งที่ 5 แสงดาว 2566) เริ่มหน้า 36 ผมอ่านถึงหน้า 48 “นายอูฐเสียงจื่อ” รับค่าจ้าง 2 เหรียญ เสี่ยงลากรถออกไปนอกเมือง...กำลังเจอปัญหา ถูกทหารจับ...ก็ยังไม่ถึงบทระทึก เร้าใจเสียทีนี่คือ ลีลาของ วรรณกรรมอมตะ “ระดับโลก ผู้เขียนเป็นศาสตราจารย์ ใช้ลีลาภาษาปักกิ่งแบบเก่าได้ดีที่สุด มีข่าวเข้าทำเนียบรางวัลโนเบลของฝรั่ง...คนอ่านต้องทำใจว่า กำลังเรียนวิชา...มากกว่าหาความบันเทิงผมเกริ่นนำเรียกน้ำย่อย...อยากให้ท่านไปหาคนลากรถอ่าน หาอรรถรสกันเอง เพราะตัวเองติดใจ เรื่องราวชีวิตเหล่าเส้อ ผู้เขียน มาก อยากเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นบทเรียนให้คนรุ่นใหม่เหล่าเส้อ เขียนวรรณกรรมไว้มากมาย คนลากรถ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขียนราวปี ค.ศ.1937ปี 1966 เขามีชีวิตสงบสุข อยู่ใน “บ้านแห่งความอุดมสมบูรณ์” มาแล้ว 16 ปี วันนั้น...ในเดือนสิงหาคม...ภายใต้กระแสแห่ง “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่ถูกเรียก เป็นครั้งหนึ่งที่สายลมแห่งความมืดบอดพัดสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนกองทัพแดงจับกุมเหล่าเส้อ ออกจากบ้านไปกับนักเขียน ศิลปิน ที่สอนตามลัทธิขงจื๊อ ไปในที่ชุมนุมของพวกเรดการ์ด เหล่าเส้อผู้ไม่เคยมีเบื้องหลังอะไรกับใคร ถูกวิจารณ์ด่าว่าสาดเสียเทเสีย ถูกทุบตีแล้วก็ถูกแห่ประจานไปตามถนนเคราะห์ดี เขาถูกปล่อยตัวกลับบ้าน ภรรยาปลอบใจ เขาเก็บความรู้สึกในใจ รักษาอาการ “เงียบขรึม” มั่นคง ตกค่ำก็เข้านอนหลับตามปกติวันรุ่งขึ้น เหล่าเส้อ หยิบกาพย์กลอนเหมาเจ๋อตง ที่เขาคัดไว้ด้วยลายมือ เดินไปหนองน้ำไถ่ผิง ในสวนสาธารณะเป่ยไห่ มีคนเห็นเขาเดินรอบๆหนองน้ำ ปากก็ท่องบทกวีของเหมาเจ๋อตงไปรอบแล้วรอบเล่าคนหลายคน รวมเจ้าหน้าที่สวนสาธารณะ ก็เห็นแต่...ไม่มีใครสะดุดใจเช้าวันต่อมา 14 สิงหาคม ปี 1966 มีผู้พบ เหล่าเส้อ นอนคว่ำหน้าเป็นศพอยู่ริมหนองน้ำเล่ากันอีกว่า ก่อนหน้านั้น ทุกวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ ตรงกับวันที่กวี ซูหยวน (278 ปี ก่อน ค.ศ.) ฆ่าตัวตาย ด้วยการผูกก้อนหินขนาดใหญ่ไว้กับคอ แล้วกระโดดลงแม่น้ำมี่โหลว ประท้วง “ความอัปลักษณ์ของชาติ”เพื่อนๆของเหล่าเส้อเชื่อว่า ความตายของเหล่าเส้อ...เป็นส่วนหนึ่งของการประท้วง ความอัปยศแห่งชาติที่เกิดขึ้นกับตัวเขาด้วยเช่นกันกระนั้น ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกต มีความเป็นไปได้ที่เหล่าเส้ออาจถูกฆาตกรรม มีข้อกล่าวหาไปที่ญาติสนิทของเขาคนหนึ่ง...แต่ลงท้ายเป็นเรื่องไม่จริงญาติคนนั้น เป็นคนที่ช่วยเก็บรักษาต้นฉบับงานเขียนของเขาเท่าที่มี ไปซ่อนไว้ในกองถ่านหิน ในปล่องไฟ และย้ายบ้านไปเรื่อยๆจนทำให้งานเขียนของเขามีชีวิต โลดแล่นยิ่งใหญ่อยู่ในโลกวรรณกรรมจีนได้ในเวลาต่อมาปี ค.ศ.1978 รัฐบาลจีนฟื้นฟูชื่อเสียง เกียรติยศ ฐานะ ศิลปิน นักเขียน ปัญญาชนของชาติ รวมเหล่าเส้อ ให้คืนกลับมา ผลงานถูกนำมาจัดพิมพ์ใหม่ หลายเรื่องนำไปดัดแปลงเป็นสื่อศิลปะประเภทต่างๆ ทั้งภาพยนตร์และบทละครบ้านแห่งความอุดมสมบูรณ์ ถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้ประชาชนได้ไปชื่นชมศึกษาตรงลานบ้านมีต้นพลับที่เหล่าเส้อปลูกไว้ ชื่อบ้านถูกเรียกใหม่ บ้านลานลูกพลับแดงป้ายเหนือหลุมศพเขา สลักข้อเขียนว่า“พลังเล็กๆที่ได้เพียรพยายามทุ่มเทให้วงการศิลปะวรรณกรรมอย่างสุดความสามารถ นอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งนี้”.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม