ระทึกกันกลางกรุง “เมื่อคนร้ายเป็น เยาวชนวัย 14 ปี” พกอาวุธปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. ก่อเหตุกราดยิงคนในห้างสรรพสินค้าดังใจกลางกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 5 รายมูลเหตุจูงใจครั้งนี้เบื้องต้น “ผู้ก่อเหตุ” มีลักษณะอาการหูแว่ว และหวาดกลัวคล้ายคนจะเข้ามาทำร้ายตลอดเวลา และก่อนก่อเหตุนั้นยังส่งภาพแมกกาซีนบรรจุกระสุนปืนไปให้เพื่อนในแชตด้วยปัจจัยการก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรงนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล บอกว่า เหตุกราดยิงในห้างดังกลางกรุงนี้ผู้ก่อเหตุอายุน้อยลงเพียง 14 ปีเท่านั้น แตกต่างจากที่ผ่านมาเช่นกรณีกราดยิงใน จ.นครราชสีมา และ จ.หนองบัวลําภู ที่ผู้ก่อเหตุล้วนเป็นผู้ใหญ่ทั้งสิ้นสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำความรุนแรงลักษณะก่อการร้ายในพื้นที่สาธารณะที่กระทำให้มีผู้เสียชีวิตมากในเหตุเดียวกันนี้ “ไม่ใช่มีแค่คนอายุมากเท่านั้นที่ทำได้” แต่เด็กก็สามารถก่ออาชญากรรมร้ายแรงได้เช่นกัน แน่นอนว่า “ผู้ก่อเหตุ” เป็นกลุ่มผิดปกติทางพฤติกรรมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์บกพร่องที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนใกล้ชิด และอาจเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรง จนต่อต้านสังคมอย่างที่คนทั่วไปไม่ทำกันหากวิเคราะห์เชิงลึกโดยหลักการทั่วไปมักมีปัจจัยจาก “ความผิดปกติมาแต่กำเนิด” โดยเฉพาะเด็กกลุ่มโรคจิตประสาทบางประเภท ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยแก้ไขอย่างถูกวิธีมักจะส่งผลในระยะยาว ตั้งแต่พัฒนาการล่าช้า พฤติกรรมเบี่ยงเบน ก้าวร้าว และเติบโตสู่วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นผู้ใหญ่มีศักยภาพต่ำแย่กว่านั้นปัจจุบันปรากฏพบว่า “เด็กคลอดออกมาเป็นปกติ” แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูอย่างผิดปกติเติบโตขึ้นมามักก่อปัญหาใช้ความรุนแรงในสังคม “พบเห็นเป็นจำนวนมากในครอบครัวการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม” ตั้งแต่ละเลยทางกาย ละเลยทางอารมณ์ ทำร้ายทางกาย ทำร้ายทางอารมณ์ และทำร้ายทางเพศก่อนนำมาสู่ความบกพร่องในการเลี้ยงดู 5 ประเภท คือ ครอบครัวสูญเสีย พลัดพราก แตกแยก ครอบครัวใช้ความรุนแรง ครอบครัวติดยาเสพติด ครอบครัวก่อคดีอาชญากรรม และติดคุก หรือครอบครัวที่มีคนสุขภาพไม่สมบูรณ์อยู่ด้วย ที่เรียกว่าประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (Adverse Childhood Experience; AEC)อันเป็นสภาวะปริ แยก แตก ร้าว ที่เป็นกลุ่มเปราะบางเสี่ยงต่อพัฒนาการในเด็กปฐมวัยล่าช้า ถ้ายิ่งไม่ถูกวินิจฉัยแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือแทรกแซงแยกเด็กออกจากสิ่งแวดล้อมเป็นอันตรายเมื่อเข้าสู่ “วัยเรียน” มักไม่ประสบความสำเร็จการเรียนเข้าสู่ “วัยรุ่น” มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนก่อความรุนแรงคุมตัวเองให้อยู่ร่วมกับคนในสังคมไม่ได้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ถ้าเข้าสู่ “วัยกลางคน” จะล้มเหลวในการทำงาน หากมีครอบครัวก็จะนำมาสู่ “ครอบครัวบกพร่องรุ่นใหม่” เกิดเป็นวงจรอย่างไม่รู้จบสิ้น แล้วเด็กกลุ่มนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และคนยากจนตามข้อมูลการศึกษา “ชุมชนแออัดเขต กทม.และพื้นที่ต่างจังหวัด” ทำการคัดกรองเด็กอยู่ในภาวะครอบครัวบกพร่อง 54% เลี้ยงดูไม่เหมาะสม 28% ดังนั้นในเด็กใช้ความรุนแรงสืบย้อนหลังมักมีประวัติเหล่านี้ทั้งสิ้นประการถัดมาปัจจัย “สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม” มักเป็นแรงกระตุ้นต่อเด็กให้เกิดจินตนาการของความรุนแรงในกลุ่มเปราะบาง “ครอบครัวอ่อนแอ” จากการบริโภคสื่อความรุนแรง เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก “เด็กหันหาโซเชียลมีเดีย” ถ้าสื่อมีการหล่อหลอมเด็กลักษณะความรุนแรงมักทำให้เกิดการเลียนแบบติดตัวเด็กที่ตอบสนอง “สิ่งเร้าจากการเรียนรู้” เพราะเมื่อมีภาพการใช้ความรุนแรงก็จะถูกหล่อหลอมเกิดความรู้สึกชื่นชอบ และปฏิบัติเจริญรอยตามอารมณ์ที่ได้รับมาอย่างสม่ำเสมอนั้น ต่อมาคือ “เกมใช้ความรุนแรง” ปัจจุบันเกมถูกสร้างขึ้นเน้นความรุนแรง ทั้งแทงกันไล่ยิงกันไล่ทำร้ายชาวเมืองเก็บคะแนนทำให้เด็ก-เยาวชนใช้เวลาเล่นนานถึงวันละ 4-5 ชม.ส่งผลต่อสารเคมีในสมองไม่สามารถเลิกได้ปัญหาคือ “เนื้อหาเกมสร้างความรุนแรงนั้น” มักก่อให้เกิดความชินชาไม่รู้สึกว่าความรุนแรงเป็นการกระทำความผิด “ส่งผลไปยังโครงสร้างร่างกายเห็นผลเป็นรูปธรรม” เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทว่าปัญหานี้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกลับไม่ยอมรับต่อข้อเท็จจริงนั้นกล่าวอ้างว่า “เด็กติดเกมเกิดจากครอบครัวเลี้ยงดูไม่ดีมาก่อน” เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงเราไม่ถกเถียงสำหรับ “เด็กกลุ่มเปราะบาง” แต่ถ้าไม่มีเกมประเภทนี้อาจไม่เกิดเหตุร้ายแรงก็ได้ สิ่งนี้เป็นความอ่อนแอของกฎหมาย และความไม่รับผิดชอบของผู้ประกอบการถ้าย้อนมาดูกรณี “เหตุคนร้ายวัย 14 ปียิงปืนกลางห้างดัง” เบื้องต้นไม่ทราบประวัติผู้ก่อเหตุแต่โดยหลักการแล้ว “มูลเหตุน่าจะมีปัจจัยจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้น” แม้จะอยู่ในครอบครัวฐานะร่ำรวยก็ตามเพราะด้วยปัจจุบัน “เศรษฐกิจ และสังคมเติบโตไปในรูปแบบทุนนิยม” ส่งผลให้มีการแข่งขันสูง จนพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูกเท่าที่ควร “กลายเป็นครอบครัวอ่อนแอ” บางคนยกเรื่องการเลี้ยงดูลูกให้ปู่ย่าตายาย หรือคนอื่นเลี้ยงแทน คนเหล่านี้อาจไม่ได้ให้ความรัก ไม่สามารถดูแลเด็กใกล้ชิด และมีวิธีเลี้ยงไม่เหมาะสมก็ได้แม้แต่เด็กบางคนถูกวินิจฉัยความผิดปกติมาตั้งแต่ “ในโรงเรียน” ครูอาจไม่ได้รายงานให้ผู้ปกครองทราบ ทำให้เด็กไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธีอย่างเช่นเมื่อเช้านี้มีการประชุมกับโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งปรากฏพบ “พ่อทำความรุนแรงต่อลูก” เด็กกลับไม่ได้รับการแก้ไขช่วยเหลือด้วยซ้ำกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงใช้ความรุนแรงในอนาคต “ความจริงเด็กมีสภาวะเสี่ยงก่อเหตุมักมีสัญญาณบ่งชี้สังเกตได้จากการทำร้ายเพื่อนในห้องเรียน ลักเล็กขโมยน้อยบ่อยๆ บีบคอหมาหักคอแมว ทำลายสิ่งของในบ้าน สิ่งนี้เป็นระดับอาการเสมือนเป็นระเบิดเวลารอปะทุออกมาก่อคดีอาชญากรรม ทำร้ายผู้อื่น ลักษณะกราดยิงคนในพื้นที่สาธารณะได้ตลอดเวลาแล้ว” รศ.นพ.อดิศักดิ์ว่าประเด็นสำคัญ “อาวุธปืนหาซื้อง่าย” ด้วยปัจจุบันอาวุธปืนแม้เป็นสิ่งผิดกฎหมายก็จริง แต่ในประเทศไทยมักปรากฏซื้อขายในออนไลน์เกลื่อนเต็มไปหมด “แทบกลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม” สิ่งนี้ทำให้เด็กเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายมาก ส่วนหนึ่งมาจากหน่วยงานรัฐไม่ควบคุมอย่างเข้มงวดปล่อยให้มีการซื้อขายกันโดยทั่วไปตอกย้ำเสมือนว่าอินเตอร์เน็ตเป็นตลาดมืดขนาดใหญ่วางสิ่งผิดกฎหมายขายกันโจ๋งครึ่ม ทำให้เด็กสามารถซื้อปืนง่าย บวกมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง ย่อมมีโอกาสก่ออาชญากรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งของที่หามาได้ง่ายยิ่งตรงตามจินตนาการเด็กชอบเล่นเกมแนวยิงกันจะกระตุ้นให้ซื้อมาสะสมเก็บไว้เสี่ยงใช้ก่อเหตุสูงกว่าคนปกติด้วยอย่าลืมว่า “เด็กอายุ 5–6 ขวบเข้าถึงเกมแนวยิงกันเต็มบ้านเต็มเมือง” แล้วเด็กลุ่มนี้ไม่สามารถแยกแยะความรุนแรงได้ด้วยซ้ำ “เกิดประสบการณ์ ความทรงจำ และทัศนคติ” เมื่อเติบโตขึ้นเขาสามารถหาซื้อปืนบนเส้นทางอินเตอร์เน็ตได้ง่ายทั่วไปเหมือนกัน ทำให้มีคำถามว่าบนโลกออนไลน์เป็นแหล่งเรียนรู้จริงหรือไม่สังเกตง่ายๆ “ตลาดทั่วไปเด็กซื้อหนังโป๊ไม่ได้” แต่อินเตอร์เน็ตสามารถซื้อได้ทุกอย่างแล้ว “โรงเรียน” กลับส่งเสริมให้เด็กเข้าเล่นอินเตอร์เน็ต “แถมรัฐบาลจะแจกแท็บเล็ต” ทั้งที่ตอนนี้ยังไม่สามารถควบคุมการใช้งานให้ปลอดภัยได้ด้วยซ้ำ หรือนี่อาจเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ไม่เหมาะสมง่ายยิ่งขึ้นหรือไม่สุดท้ายนี้ “ความรุนแรงนำไปสู่เด็กเติบโตบนความเครียดเรื้อรัง” ส่งผลต่อสมองส่วนหน้าไม่ได้รับการเรียนรู้กำหนดให้เกิดความคิดความอ่าน “แต่กลับกำหนดโดยอารมณ์” เด็กมีบาดแผลในใจจะมีพฤติกรรม “หนี นิ่ง สู้” กล่าวคือหนีไม่เผชิญหน้ากับสังคม นิ่งเฉยปล่อยให้คนอื่นกระทำซ้ำๆ สู้เกิดความก้าวร้าวแสดงความรุนแรงออกมาย้ำสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นระเบิดเวลารอการก่อเหตุร้ายได้ทั้งสิ้น “สังคม” จึงต้องเรียนรู้ด้วยการหันมองหาเด็กอาศัยอยู่ในครอบครัวบกพร่องและเลี้ยงดูไม่เหมาะสมเพื่อยับยั้งตั้งแต่ตอนนี้ไม่ให้กลายเป็นระเบิดเวลาในอนาคตนี่คือความรุนแรงของเด็กเกิดจาก “การใช้ชีวิตบนปัญหาพื้นฐานในครอบครัวอ่อนแอ” บวกกับใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมอินเตอร์เน็ตเสรี เกม ความรุนแรง ยิง แทงทำร้ายร่างกาย เช่นนี้ในอนาคตถ้าไม่มีการควบคุมย่อมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงกับเด็กมากกว่าเหตุกราดยิงกลางห้างดังครั้งนี้อีกก็ได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม