ภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นทำให้ปริมาณฝนตกในประเทศไทยน้อยกว่าค่าปกติ 15% เฉพาะภาคกลางปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติถึง 31%“แม้ช่วงที่ผ่านมาจะฝนตกช่วยเพิ่มปริมาณต้นทุนให้กับเขื่อนหลายแห่ง แต่ยังมีเขื่อนอีกหลายแห่งที่มีปริมาณน้ำต้นทุนค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 4 แห่ง ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันร้อยละ 51 ของปริมาณการกักเก็บ เป็นน้ำที่ใช้การได้ร้อยละ 33 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 3,654 ล้าน ลบ.ม.”ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์น้ำต้นทุนในช่วงปลายฝนต้นหนาว ปกติในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกๆปี ฝนที่ตกในพื้นที่ภาคเหนือจะลดลง เลื่อนต่ำลงมาตกในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ ในปีนี้ก็เช่นเดียวกัน หากมีพายุหรือร่องมรสุมเกิดขึ้นก็จะมีอิทธิพลต่อพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาไม่มากนักคาดว่าหลังสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 จะมีปริมาณต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยารวมกันจะมีน้ำที่ใช้การได้เพียง 6,907 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 38 ในขณะที่ปี 2565 มีน้ำใช้การได้รวมกันถึง 14,074 ล้าน ลบ.ม.การประเมินสถานการณ์น้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา ปีนี้มีใช้การได้น้อยกว่าปีที่แล้ว 7,167 ล้าน ลบ.ม. จำเป็นที่จะต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต ขณะนี้กรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝน 2566 และ 3 มาตรการเพิ่มเติม เพื่อรองรับสถานการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆให้ได้มากที่สุดนอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เกษตรกรที่เกี่ยวข้าวนาปีแล้วงดทำนาปีต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้เกษตรกรกักเก็บน้ำในแหล่งเก็บน้ำของตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถทำนาปรังได้ กรมชลประทานได้หาแนวทางช่วยเหลือ โดยจะมีการจ้างงานนอกภาคการเกษตร เพื่อเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกรทั้งนี้ กรมชลประทานยืนยันว่า น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภครักษาระบบนิเวศและไม้ยืนต้นจะมีเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 รวมทั้งมีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2567.สะ–เล–เตคลิกอ่าน "หน้ามองฟ้า เท้าหยั่งดิน" เพิ่มเติม