วันอังคารหน้า “รัฐบาลเศรษฐา-1” จะเริ่มประชุม ครม.นัดแรกเพื่อเริ่มทำงาน หนึ่งในนโยบายเร่งด่วน 100 วันแรก ของรัฐบาลก็คือ “ลดราคาพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ทันที” ผมหวังว่า นายกฯเศรษฐา จะรักษาคำพูดที่พรรคเพื่อไทยสัญญาไว้กับประชาชน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเทหมดหน้าตักจริงๆ การลดราคาพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ที่มีราคาแพงเกินจริง ผมเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าการแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาท 56 ล้านคน ที่ต้องใช้เงินภาษีถึง 560,000 ล้านบาทแน่นอน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนการขนส่ง ลดต้นทุนการส่งออก ลดต้นทุนค่าเดินทางของประชาชน จะเกิดแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยมหาศาลเลยทีเดียวผมคิดว่า เอาเงิน 560,000 ล้านบาทที่จะแจกฟรี เปลี่ยนเป็น ต้นทุนปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ จะดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะการแจกเงิน 560,000 ล้านบาท สุดท้ายก็ไปเข้ากระเป๋าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหมด ประชาชนเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้นผมดีใจที่ได้ยิน คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรัฐมนตรีพลังงาน ให้สัมภาษณ์ว่า เห็นด้วยกับนโยบายลดราคาพลังงาน และเสนอเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา คุณพีระพันธุ์บอกว่า ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า มีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ภาษี ค่าการตลาด ภาระเงินกู้ และอีกหลายเรื่องประกอบกัน บางองค์ประกอบไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนราคาน้ำมันดิบ แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือ โครงสร้างและองค์ประกอบที่รวมกันเป็นราคาพลังงาน ต้องดูว่าส่วนไหนที่สามารถปรับลดลงได้ก็จะทำทั้งหมด เมื่อค่าใช้จ่ายลดลง ราคาพลังงานก็สามารถปรับลดลงได้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชนผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของ รัฐมนตรีพีระพันธุ์ เพราะ โครงสร้างราคาน้ำมันและโครงสร้างราคาไฟฟ้าของไทย บอกได้คำเดียวว่า มันลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก เช่น ค่าเอฟทีไฟฟ้า ค่าการตลาด ค่าภาษี ค่าภาระเงินกู้ ซ้ำซ้อนกันไม่รู้กี่สิบขั้นตอน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ทั้งผลิตและซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน แล้ว ขายต่อให้การไฟฟ้านครหลวง ขายต่อให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่ละขั้นตอน บวกกำไรกันไปทุกขั้นตอนกว่าจะถึงผู้ใช้คือประชาชนบวกกำไรกันไปไม่รู้กี่ทอด คนไทยจึงได้ใช้น้ำมันและค่าไฟฟ้าที่แพงกว่าราคาจริงมากราคาน้ำมันขายปลีกไทย ก็แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลนี้ผมนำมาจาก เว็บไซต์กระทรวงพลังงาน วันที่ 5 กันยายน น้ำมันดีเซล ราคาขายปลีกในไทยรวมเงินที่รัฐบาลอุดหนุนแล้ว ขายลิตรละ 31.94 บาท แต่ มาเลเซียขายลิตรละ 16.24 บาท ถูกกว่าไทยเกือบเท่าตัว แต่บริษัทน้ำมันก็มีกำไร รถบรรทุกภาคใต้จึงเติมน้ำมันดีเซลที่นำเข้าจากมาเลเซียแบบผิดกฎหมายมาขายในฝั่งไทยกันอย่างแฮปปี้ ลิตรละ 18-20 บาท เท่านั้นเอง น้ำมันเบนซิน เมืองไทยขาย ลิตรละ 39.35 บาท แต่ มาเลเซียขายลิตรละ 15.49 บาท ถูกกว่ากันกว่าเท่าตัว ราคาที่แตกต่างกันขนาดนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างราคาน้ำมันไทยที่ผิดปกติ ผมจึงเห็นด้วยกับ รัฐมนตรีพีระพันธุ์ ว่า ต้องเร่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน ไม่ให้ถูกบวกกำไรกันไม่รู้กี่ทอดทางออกเร่งด่วน ที่ รัฐมนตรีพีระพันธุ์ เสนอไว้อีกประการหนึ่งก็คือ ให้เปิดเสรีนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง การนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ควบคุมลำบาก แต่การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ต้องมีค่าการกลั่นหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ราคาทุกอย่างคำนวณจบแล้ว การหาน้ำมันราคาถูกมาให้ประชาชนใช้ จึงเป็นภารกิจหน้าที่ของรัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้ฟัง รัฐมนตรีพลังงาน พูดอย่างนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจ หวังว่าท่านจะ “รักษาคำพูดยิ่งชีพ” ไม่เหมือนนักการเมืองที่ชอบ “พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง” นะครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เพิ่มเติม