เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 78 ปี วันประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายระห์หมัด บูดีมัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ส่งสารแสดงความยินดีและส่งความปรารถนาดีต่อชาวอินโดนีเซียในประเทศไทย รวมทั้งแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจไปยังรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่ร่วมอวยพรและยินดีต่อสาธารณรัฐอินโดนีเซียในโอกาสครบรอบวันประกาศอิสรภาพครั้งนี้ในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้ ข้าพเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเกษมสำราญ ตลอดจนขอให้รัฐบาลและประชาชน ชาวไทยให้ดำรงสุขสวัสดิ์ตลอดกาลนานท่านทูตบูดีมันยังกล่าวต่อด้วยว่าวันประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซียในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Terus Melaju untuk Indonesia Maju” หรือ “เดินหน้าต่อไปเพื่อความก้าวหน้าของอินโดนีเซีย” สะท้อนถึงความแน่วแน่ มั่นคง ตรงไปตรงมา เป็นเอกภาพ และเติบโตร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรับผิดชอบและมีหน้าที่สร้างความก้าวหน้าอย่างสมานฉันท์ ขณะที่ปีนี้ยังเป็นปีที่พิเศษยิ่งเนื่องจากอินโดนีเซียได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลัก “ASEAN Matter, Epicentrum of Growth” หรืออาเซียนเป็นศูนย์กลาง สรรค์สร้างความเจริญในปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียปฏิบัติหน้าที่ประธานอาเซียนท่ามกลางความท้าทายหลายมิติ ในขณะที่โลกมีความซับซ้อนมากขึ้นจากทรรศนะทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ การแข่งขันขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจในภูมิภาคยังเห็นได้อย่างเด่นชัด ซึ่งจำเป็นต้องควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายหรือกลายเป็นสงครามใหม่การเป็นประธานอาเซียนของอินโดนีเซียในปีนี้มีเป้าหมายมุ่งเน้นที่การเป็น “ภูมิภาคที่มั่นคงและสงบสุข” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่ออาเซียนร่วมมือร่วมใจเสริมความแข็งแกร่งของกันและกันให้เป็นหนึ่งเดียว ยึดมั่นในการรักษาสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย รวมทั้งยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่ถูกชักจูงตกเป็นเครื่องมือของใครนอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมุ่งยกระดับความแข็งแกร่งให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และยั่งยืน ด้วยแนวคิดในการพัฒนาโครงสร้างระบบบริการด้านสุขภาพระดับภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น รักษาความมั่นคงทางอาหารและพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาเสถียรภาพด้านการคลังตลอดการทำหน้าที่ประธานอาเซียน อินโดนีเซีย พยายามขยายขีดความสามารถและประสิทธิภาพเพื่อนำอาเซียนสู่ปี 2588 อย่างมั่นคง พร้อมรับมือต่อ ทุกความท้าทายในเวลา 20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ตอบสนอง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้ความทุ่มเทดำเนินการตามแนวทาง เจตนารมณ์ และกฎบัตรอาเซียนอย่างยิ่งยวด ยิ่งไปกว่านั้นยังตั้งเป้าให้อาเซียนมีบทบาทสำคัญเป็นศูนย์กลางในเวทีโลกตามแนวคิด ASEAN Matter เพื่อความเจริญของประชาชนในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกและทั่วโลกที่ผ่านมาทั้งไทยและอินโดนีเซียที่ต่างเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนและเอเปกมีความสัมพันธ์อันดีเสมอมา เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่ไว้วางใจกันได้ และแลกเปลี่ยนความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งในหลากมิติทั้ง 2 ฝ่าย ในฐานะ 2 ชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนและจะยังมุ่งมั่นส่งเสริมการเติบโตของภูมิภาคต่อไปส่วนการค้าระหว่างทั้ง 2 ชาติ หลังการระบาดใหญ่ ของโควิด -19 ทุเลาเบาบางลงไปแล้วนั้น ไทยยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 11 ของอินโดนีเซีย ในปี 2565 ด้วยมูลค่าการค้ารวม 19,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 671,590 ล้านบาท เติบโต 18.01% จากปีก่อนหน้า การส่งออกเพิ่มขึ้น 15.26% เช่นเดียวกับการนำเข้าเพิ่มขึ้น 20.14%นอกจากนี้อินโดนีเซียและไทยที่ต่างมีภูมิประเทศงดงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ส่งผลให้ทั้ง 2 ชาติ เดินหน้าฟื้นฟูอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวให้กลับสู่ภาวะปกติ มีชาวไทยไปเยือนอินโดนีเซียในปี 2565 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.431% ขณะที่ชาวอินโดนีเซียเดินทางมาเยือนเมืองไทยในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้น 9.043% บ่งชี้ว่าการท่องเที่ยว ของทั้ง 2 ประเทศฟื้นตัวและเติบโตอย่างมั่นคงอย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ชาติ ยังมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาต่อไปในอนาคตทั้งในกรอบทวิภาคี รวมถึงในกรอบของอาเซียนและเวทีระหว่างประเทศ ความร่วมมือที่มั่นคงและความเป็นปึกแผ่นร่วมกันในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเป็นรากฐานเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคง ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน ในภูมิภาคและเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเพิ่มศักยภาพและโอกาสที่มี จึงขอใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่น่าสนใจจากสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ณ กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรม ระหว่างเดือน ส.ค.-ต.ค. ที่ใกล้ถึงนี้เริ่มด้วยงาน “Indonesia Fair” ระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับผู้สนใจที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมของอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ งานฝีมือ ของที่ระลึก และอาหาร ส่วนผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะ อย่าพลาดงาน “Indonesia-Thailand: Collaborative Painting Exhibition” ระหว่างวันที่ 5-29 ต.ค. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ยังมีงาน Indonesia-Thailand Business Forum สำหรับนักลงทุนในวันที่ 15 ก.ย. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เพื่อสำรวจโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียโดยเฉพาะในเกาะกาลิมันตัน เมืองหลวงแห่งใหม่ รวมทั้งงาน Indonesian Cultural Night ในวันที่ 17 ก.ย. ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน ที่จะได้ชื่นชมศิลปะและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของอินโดนีเซียหวังว่ากิจกรรมต่างๆ ข้างต้นนี้จะสามารถตอบโจทย์ของการเชื่อมโยงและเสริมสร้างความไว้วางใจ ความมั่นใจ และความใกล้ชิดระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ สุดท้ายนี้ ท่านทูตบูดีมัน ยังกล่าวทิ้งท้ายขอขอบพระคุณอย่างสูงต่อผู้ที่ให้การสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่ฐานะเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ให้คำมั่นขอสานต่อความร่วมมืออันดีงามนี้ ยกระดับมิตรภาพอันดีงามและความร่วมมือแนบแน่นต่อไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม