สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 7 ของกัมพูชา เมื่อ 23 ก.ค. ระบุว่านายโสก อายสาน โฆษกพรรคพลังประชาชนกัมพูชา (CPP) พรรครัฐบาลของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประกาศชัยชนะอย่างถล่มทลาย ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยังไม่ระบุรายละเอียดจำนวนที่นั่ง ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกัมพูชา (NEC) เผยเมื่อเวลา 18.25 น. ว่ามีประชาชนมาลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ 125 ที่นั่ง เป็นจำนวน 8.2 ล้านคน ที่หน่วยเลือกตั้ง 23,789 แห่งทั่วประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วน 84.58% ของจำนวนผู้มีสิทธิ 9.7 ล้านคน สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนและยังเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ขณะเดียวกันสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีวัย 70 ปี ที่ครองอำนาจยาวนานตั้งแต่ปี 2528 ที่ได้ เดินทางไปลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งในเมืองตาเขมา จังหวัดกันดาล กับท่านผู้หญิงบุนรานี ภริยาตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยใบหน้าสดใส ยังกล่าวว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในรอบ 30 ปี เป็นการพิสูจน์ว่าเสียงเรียกร้องจากกลุ่ม “สบาย สบาย” ผู้ต่อต้านรัฐบาลในแอปพลิเคชันเทเลแกรม ที่ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศที่ปลุกปั่นให้ประชาชนทำลายบัตรเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสิ่งล้มเหลว ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชาวกัมพูชาต้องการสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง จึงเข้าร่วมแนวทางประชาธิปไตย ยังขู่ให้สมาชิกกลุ่มมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมายด้าน พล.อ.ฮุน มาเนต บุตรชายผู้นำกัมพูชาวัย 45 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบกกัมพูชา ได้เดินทางไปลงคะแนนที่โรงเรียนประถมตวลก็อก ในกรุงพนมเปญ พร้อมกับนางพิชญ์ จันทร์โมนี ภรรยา ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ได้ให้สัมภาษณ์ สื่อที่รุมล้อมกว่า 60 คน เพียงว่ามาใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้กับพรรคที่อยากให้บริหารประเทศในฐานะประชาชนกัมพูชาเท่านั้น ขณะที่ได้ลงสมัครเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรค CPP เพื่อให้มีสิทธิตามกฎหมายในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศ หลังจากฮุน เซน ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าบุตรชายอาจรับตำแหน่งในเดือนหน้าหากมีคุณสมบัติครบถ้วน ขณะที่สื่อต่างชาติคาดเดาว่าอาจมีการมอบอำนาจให้บุตรชายในช่วงกลางเทอมอย่างไรก็ดีการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกนักวิเคราะห์การเมือง และสื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องแหกตา และ คาดว่าพรรค CPP จะกวาดที่นั่งทั้งหมด อยู่ในอำนาจต่อไปอีก 5 ปี เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่ง หลังรัฐบาลกัมพูชาดำเนินการปราบปรามฝ่ายค้านและทำลายคู่แข่งทางการเมืองอย่างหนักตลอดเวลาที่ผ่านมา อาทิ ใช้อำนาจศาลสั่งยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา แกนนำฝ่ายค้านโดนคดี ต้องหลบหนีไปต่างประเทศ หรือถูกจำคุก ขณะที่ผู้ท้าชิงเพียงพรรคเดียวที่มีศักยภาพมากพออย่างพรรคแสงเทียนถูกตัดสิทธิการลงเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ค. เนื่องจากยื่นเอกสารไม่ครบถ้วน.