เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาในท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ซึ่งหลั่งไหลออกมาท่วมมือถือและไอแพดจากการนำเสนอของสำนักข่าวออนไลน์ต่างๆนั้นเองก็มีข่าวเล็กๆฝ่าออกมาให้อ่านข่าวหนึ่งจากท่าน เลขาธิการสภาพัฒน์ หน่วยงานระดับมันสมองของรัฐบาลท่านเลขาธิการแถลงข่าวเอาไว้หลายเรื่องนับตั้งแต่สถานการณ์จ้างงานในไตรมาสแรกของปีนี้ ไปจนถึงหนี้สินครัวเรือนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ผมจะขอข้ามไป เพราะเชื่อว่าสื่อต่างๆน่าจะนำไปลงอย่างกว้างขวางเป็นที่เรียบร้อยแล้วประเด็นที่ผมสนใจกลายเป็นย่อหน้าสุดท้ายของข่าวฉบับที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวไทย ซึ่งสรุปให้ทราบว่าท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ได้พูดถึงประเด็น “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ” หรือที่เรียกกันว่า “การท่องเที่ยวสายมูเตลู” เอาไว้ด้วยผมขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านทั้งย่อหน้าเลยดีกว่าครับ“เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า โอกาส การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อถือ หรือ สายมูเตลู นับว่าเติบโตขึ้นมาก เพราะการเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อขอพรแก้บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผสมผสานกับสิ่งเร้นลับทางธรรมชาติ โหราศาสตร์ ตลอดจนวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง การแสวงบุญทั่วโลกขยายถึง 3 เท่าในช่วง 10 ปีมีมูลค่า 13.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2565”“ขณะที่ประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะเกิดเงินหมุนเวียน 10,800 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.36 ของมูลค่าการท่องเที่ยวในปี 2562 จึงต้องกำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ไม่ลุ่มหลงงมงายมากเกินไป”อ่านจบแล้ว ผมก็ตีความว่า ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดนุชา พิชยนันท์ ท่านคงจะเห็นด้วยกับข้อเสนอที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้วมาจนถึงบัดนี้ว่า ประเทศไทยเราควรจะมีการส่งเสริมท่องเที่ยวสายมูอย่างจริงจังเพราะท่านก็หยิบยกตัวเลขมาให้ดูว่า การท่องเที่ยวประเภทนี้เพิ่มขึ้นเยอะทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยเราเองเพียงแต่ท่านรู้สึกเป็นห่วงว่า จะทำให้ประชาชนเกิดความลุ่มหลงงมงาย จึงเสนอให้กำหนดยุทธศาสตร์ และวิธีการส่งเสริมให้ชัดเจนและเหมาะสมดังกล่าวสำหรับผมนั้นเห็นด้วยมานานแล้ว เพราะประจักษ์ด้วยสายตาตนเองมาเป็นสิบๆปีแล้วว่า “สายมู” ของบ้านเรานี่แหละโด่งดังที่สุดในย่านเอเชียตะวันออกไกลโดยเฉพาะ ศาลพระพรหมเอราวัณ นั้น ไปที่ไหนๆคนก็พูดถึง โดยเฉพาะชาวจีนจากไต้หวัน จากฮ่องกง เขาเดินทางมากราบไหว้ด้วย ความศรัทธาก่อนที่คนไทยเราจะฮิตเสียอีกด้วยซ้ำหรืออย่างวัด “เล่งเน่ยยี่” หรือวัด มังกรกมลาวาส ก็เป็นที่รํ่าลือไปถึงจีนแผ่นดินใหญ่...เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวจีนไม่ว่าจะเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญหรือพันเหรียญจะต้องจัดโปรแกรมแทบทุกทัวร์ไป “กราบไหว้”อย่าว่าแต่วัดหรือศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงของเราเลยครับ แม้แต่วัดธรรมดาๆที่ต่างจังหวัดก็ยังมีทัวร์จีนไปเที่ยวไปกราบไหว้เยอะมากสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ถือเป็น “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่มาแรงอย่างเงียบๆ ตลอดเวลาที่เรามีการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นหากจะมีการวางยุทธศาสตร์ให้ดีๆ ไม่ทำให้กลายเป็นเรื่อง “งมงาย” อย่างที่ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ติง ผมจึงเห็นด้วยทุกประการนอกจากส่งเสริมนักท่องเที่ยวมูเตลูจากต่างแดนแล้ว...การส่งเสริมสำหรับ “ไทยเที่ยวไทย” ในประเด็นนี้ก็ควรที่จะดำเนินการควบคู่ไปด้วยเพราะถ้าจะว่าไปคนไทยเราก็มีความศรัทธาเชื่อถือในเรื่องเหล่านี้มาแต่ไหนแต่ไร และก็มีการจัดท่องเที่ยวทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมาโดยตลอดทัวร์ไหว้พระ 9 วัดไปที่โน่นที่นี่, ทัวร์ไหว้พญานาคทั่วอีสาน, ทัวร์ไหว้พระธาตุทั้งภาคอีสานภาคเหนือเราคงได้ยินกันมานานแล้วยิ่งในช่วงนี้เลือกตั้งเสร็จแล้วแต่ความขัดแย้งของบ้านเมืองยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ และมิหนําซํ้าอาจจะแรงขึ้นอีกด้วยซํ้า จากการคาดการณ์ของหลายๆฝ่ายฉะนั้นการหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว...GDP “สายมู” เพิ่มขึ้นแน่ๆครับปีนี้ ปีหน้าไม่ว่าจะมี “ยุทธศาสตร์”ส่งเสริมหรือไม่มีก็ตาม.“ซูม”