“พิธา” จับมือ 7 พรรคแถลงร่วมตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย ของประชาชน ประกาศมติเห็นชอบเสนอชื่อ “หน.ก้าวไกล” เป็นนายกฯคนที่ 30 ฟุ้งไม่กังวล ส.ว.ตั้งกำแพงต้าน มีแผนสำรองถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดวันโหวต การันตีตั้งรัฐบาลได้ พท.-ก.ก.ไม่ปล่อยมือกันแน่ “ชัยธวัช” ถือฤกษ์วันที่ 22 พ.ค. ครบรอบรัฐประหารปี 57 นัดพรรคร่วมฯเซ็นลงนามเอ็มโอยู เชื่อใจ พท.ไม่มีแอบดีลลับ แยกขั้วตั้งรัฐบาล “ชลน่าน” รับเห็นแย้งอีกหลายจุด รื้อ ม.112 ต้องอยู่บนเงื่อนไขทุกฝ่ายยอมรับได้ “เจ๊หน่อย” ภาวนาอย่าให้เกิดเดดล็อก เปรยความไม่แน่นอนยังมีอีกเยอะ “กรณ์” เชียร์สู้ทุนผูกขาดยุก้าวไกลคุม ก.พลังงานเอง “มัลลิกา” โวยคนในอย่าชี้นำโหวตให้ “ทิม” “เอกนัฏ” ไม่ขวางเกมตั้งรัฐบาล “ธนกร” รับสภาพ รทสช.ไปต่อต้องรีแบรนดิ้ง “เสรี” ตั้งแง่ถ้าถอยไม่แตะ ม.112 จะยอมให้ “พิธา” “วงศ์สยาม” หยันสายหนุน ก.ก. มีแค่ 20 คน 70 องค์กรภาคประชาสังคมกดดัน ส.ว.-ส.ส.เคารพมติประชาชนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เดินหน้ารวบรวมเสียง ส.ส.สนับสนุนจัดตั้งรัฐบาล โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.นำทีม 8 แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลร่วมแถลงร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน โดยจะมีการลงนามในข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกันในวันที่ 22 พ.ค. 8 พรรคตั้ง รบ.ประชาธิปไตยของ ปชช.เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 18 พ.ค. ที่โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ร่วมแถลงถึงการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนเห็นพ้องเสนอ “พิธา” นายกฯคนที่ 30โดยนายพิธาแถลงว่า วันนี้ 8 พรรคการเมือง ที่มีผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งสิ้น 313 คน พวกเราทุกพรรคขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ เสียงของประชาชนคือเสียงแห่งความหวัง คือเสียงแห่งความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลชุดใหม่จะทำหน้าที่ซื่อสัตย์ต่ออำนาจของประชาชน เราจะเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ทุกพรรคประกาศจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกันดังต่อไปนี้ 1.ทุกพรรคเห็นชอบร่วมกันให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯคนที่ 30 ตามเสียงข้างมากจากผลการเลือกตั้งของประชาชน 2.ทุกพรรคจะร่วมกันจัดทำข้อตกลง MOU ในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแสดงถึงวาระร่วมของทุกพรรค และจะแถลงต่อสาธารณชนในวันที่ 22 พ.ค. เพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 3.ทุกพรรคจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมให้บริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลเดิมได้อย่างไร้รอยต่อเมิน ส.ว.ต้าน-โชว์เอ็มโอยู 22 พ.ค.เมื่อถามถึงมาตรา 112 ทุกพรรคเห็นร่วมกันอย่างไร นายพิธากล่าวว่า จุดยืนมาตรา 112 ตอนก่อนเลือกตั้ง ทุกพรรคได้พูดคุยและดีเบตในเวทีต่างๆมาพอสมควรแล้ว ชัดเจนในจุดยืนเกี่ยวกับมาตรา 112 อยู่แล้ว พื้นที่นี้ไม่ได้เป็นพื้นที่จะมาอธิบายเรื่องนี้ ทุกพรรคได้แสดงจุดยืนตัวเองแล้ว พรรคร่วมทั้ง 8 พรรคมีจุดยืนในการจัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจน มีเอกภาพและมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจ เมื่อถามต่อว่าห่วงเงื่อนไขการแก้ไขมาตรา 112 จะทำให้ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ไม่ห่วง ตอนนี้เรากำลังจัดทำคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงคณะทำงานเปลี่ยนผ่านอำนาจอยู่แล้ว ตอนนี้จึงยังมีเวลา วันนี้ไม่ได้มาแถลงเนื้อหาเอ็มโอยู จะแถลงวันที่ 22 พ.ค. หลังจากได้ทีมขึ้นมาแล้วจะปรึกษาหารือกันอีกครั้ง รอฟังรายละเอียดวันที่ 22 พ.ค. ขณะนี้ตกผลึกกันแล้วทุกพรรคไม่กังวลมีแผนสำรองวันโหวตนายกฯเมื่อถามว่าหากเข้าสภาฯแล้วโหวตเลือกนายกฯไม่ได้ จะแก้ปัญหาอย่างไร นายพิธากล่าวว่า ทั้ง 2 คณะทำงานทั้งคณะเจรจาและคณะทำงานเปลี่ยนผ่าน วางแผนไว้หลายรูปแบบว่าในอนาคตจะมีฉากทัศน์แบบไหนเกิดขึ้นบ้าง จะบริหารจัดการสถานการณ์อย่างไร เราจึงบริหารจัดการลดความเสี่ยงต่างๆในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้กังวลอะไร ปล่อยให้คณะทำงานที่ทุกคนช่วยกันจัดตั้งในการบริหาร ทั้งจำนวนเสียงที่เหมาะสม ทั้งการสานต่อในนโยบายที่เราควรทำตามที่เราสัญญากับประชาชนผ่านนโยบายของพวกเราทุกพรรค เมื่อถามว่ายืนยันว่าไม่กังวลคะแนนโหวต นายพิธากล่าวว่า “ยืนยันครับ” เมื่อถามต่อว่าถ้าหากโหวตไม่ผ่าน ต้องเลือกรอบ 2 จะกังวลหรือมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ถ้าเราไม่มีโรดแม็ปหรือฉากทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคงกังวล แต่ตอนนี้ไม่มีความกังวล เรามีโรดแม็ป มีคณะกรรมการ มีเป้าหมายชัดเจน คาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่ากรณีนี้จะต้องทำอย่างไรให้การจัดตั้งรัฐบาลของเราสำเร็จ ยัน พท.-ก.ก.ไม่ปล่อยมือกันแน่นอนเมื่อถามว่าจะหา 66 เสียงจาก ส.ว.มาได้อย่างไร นายพิธากล่าวว่า 313 เสียงถือเป็นความปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เพียงพอ ถ้าต้องไปหาเพิ่มยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อาจมีหลายฉากทัศน์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น จึงให้กรอบกับคณะกรรมการเจรจาหาตัวเลขที่สมดุล ไม่ต้องกังวลใจ จัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน พท.และ ก.ก.ไม่ปล่อยมือกันแน่นอน ส่วนจำเป็นต้องดึงพรรคอื่นๆมาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะทำงาน แต่จะดึงใครมาร่วมต้องดูอุดมการณ์และจุดยืนว่าตรงกันหรือไม่ เมื่อถามว่าได้เจรจาถึงการดูแลแต่ละกระทรวงแล้วหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้เน้นที่กระทรวงเป็นตัวตั้ง แต่เน้นวาระที่ทุกพรรคหาเสียงไว้ ทุกพรรคมีนโยบายใกล้เคียงกัน ต้องมาแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง แต่ใครจะได้คุมกระทรวงใดเป็นเรื่องปลายทาง ทั้งนี้ไม่กังวลกรณีมีการร้องเรียนคดีความต่างๆ และ ส.ว.ยังเสียงแตก แต่ไม่ประมาท เข้าใจว่าการเมืองมีมิติไหนบ้าง พร้อมรับทุกมิติ เป็นบุคคลสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบสำหรับ ส.ว. น่ายินดีที่บางท่านมองว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของทั้งระบอบประชาธิปไตย มีอาณัติสัญญาณที่ดีพอสมควรที่ประชาชนจะมีอำนาจสูงสุด เคาะลงนามเอ็มโอยูครบรอบ รปห.ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก.ให้สัมภาษณ์ว่าทุกพรรคเห็นด้วยเซ็นเอ็มโอยูวันที่ 22 พ.ค. เพราะเป็นวันครบรอบการรัฐประหารปี 2557 ทุกพรรคต้องมาคุยร่วมกันให้ได้ข้อตกลงก่อนวันที่ 22 พ.ค. เพราะแต่ละพรรคมีวาระหลักต้องการผลักดัน ต้องมาดูอันไหนตรงกัน แม้ไม่ตรงกันแต่ไปด้วยกันได้ต้องคุยกัน รายละเอียดจะมากน้อยแค่ไหนต้องคุยกันก่อน ไม่สามารถยัดทุกอย่างเข้าไปได้ คงไม่สามารถประกาศทุกอย่างได้ว่าแต่ละพรรคจะทำอะไรบ้าง แต่ไม่มีปัญหาเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ถกกันพอสมควรว่าควรมีรายละเอียดเรื่องใดบ้างคาดว่าจะจบได้ภายในวันที่ 22 พ.ค.เชื่อใจ พท.ไร้ดีลลับแยกขั้วตั้งรัฐบาลเมื่อถามว่า พรรค ก.ก.จะส่งใครไปเจรจากับ ส.ว. นายชัยธวัชตอบว่า ก็ช่วยกัน ตนเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปคุยด้วย เชื่อว่าการได้พูดคุยกันต่อหน้า จะทำความเข้าใจกันดีที่สุด ส.ว.จำนวนมากเป็นผู้ใหญ่ มีวิจารณญาณที่ดีว่าบ้านเมืองควรเดินไปในทางไหน หลายคนได้รับข้อมูลที่ไม่ค่อยตรง การพูดคุยจะทำให้เข้าใจกันและกันมากขึ้น สิ่งที่ ส.ว.หลายคนออกมาแสดงจุดยืน สุดท้ายอาจไม่เป็นไปอย่างที่หลายคนกังวลใจขนาดนั้น เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรที่ ส.ว.ที่มาจากกองทัพแสดงจุดยืนว่าไม่ออกเสียงโหวต นายชัยธวัชตอบว่า ส.ว.ที่เป็นอดีตทหาร เท่าที่ตนสัมผัสก็ไม่ได้เป็นเอกภาพขนาดนั้น หลายคนมีความคิดเป็นของตัวเอง อย่าไปเหมารวมว่าถ้าเป็นทหารต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ระหว่างสมัยประชุมที่แล้ว ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนหลายเรื่อง ก็มีเหตุมีผลที่เข้าใจตรงกัน ส่วนข้อกังวลจะมีดีลลับจัดตั้งรัฐบาลนั้น เราได้ข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน คิดว่าความไว้วางใจ การให้เกียรติกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ หากมัวแต่คิดอย่างนั้นก็ไม่สามารถจับมือร่วมกันได้ ทางพรรคเพื่อไทยยืนยันจะจับมือกับพรรคก้าวไกลเนื่องจากมีกระแสข่าวออกมาเยอะ การจัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 2 พรรค อย่างปฏิเสธไม่ได้“ชลน่าน” เห็นแย้งหลายจุดไร้ปมแก้ ม.112ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า เห็นเอ็มโอยูการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อทำงานร่วมกันแล้ว โดยพรรคแกนนำหลักเป็นคนยกร่างมา มีบางข้อที่พรรคเพื่อไทยเห็นแย้งเยอะพอสมควร ส่วนจะบรรลุข้อตกลงกันได้หรือไม่ ต้องมานั่งพูดคุยกัน เพราะพรรคแกนหลักเปิดโอกาสเสนอความเห็นและแก้ไข ส่วนลายลักษณ์อักษรมาเขียนกันในเอ็มโอยู โดยเอ็มโอยูจะเป็นตัวที่ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะแก้เอ็มโอยูมากน้อยแค่ไหน ขณะนี้พรรค ก.ก.ส่งแต่เพียงตัวยกร่างมาเท่านั้น ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นไปตามนี้ ขณะที่การแก้มาตรา 112 ในเอ็มโอยู จะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในร่างเอ็มโอยูพรรค ก.ก.ไม่เขียนเรื่องนี้เลย และไม่ได้ยึดเรื่องมาตรา 112 เป็นเรื่องหลัก ขณะนี้เอ็มโอยูยังเขียนไม่เสร็จ เพียงแต่ส่งให้พรรค พท.ดูว่าจะช่วยกันปรับแก้อย่างไรแก้ ม.112 ยังต้องถกหาข้อยุติร่วมกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้รับร่างหนังสือจัดทำข้อตกลงเอ็มโอยูจากพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว มอบหมายให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการ ประสานงานกับพรรค ก.ก. โดยจะตั้งทีมขึ้นมาดูว่าอะไรเห็นด้วยไม่เห็นด้วยแล้วเพิ่มเติมสิ่งที่พรรค พท.เห็นควรเข้าไป เช่นเดียวกับ พรรคร่วมรัฐบาลอื่นก็ได้รับร่างหนังสือดังกล่าวเช่นกัน แต่ละพรรคจะทำความเห็นของตัวเองส่งกลับไปยังพรรค ก.ก. เพื่อให้เป็นคนกลางหาจุดยืนร่วมกันของทุกพรรค ในหนังสือฉบับนี้พรรค ก.ก.ระบุนโยบายประเด็นต่างๆที่จะดำเนินการทันทีเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล เช่น สุราก้าวหน้า เกณฑ์ทหารด้วยระบบสมัครใจ และกรณีละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนจากการรัฐประหาร เป็นต้น ส่วนประเด็นที่มีความสุ่มเสี่ยงการแก้ไขมาตรา 112 การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองไม่ได้มีการระบุไว้ แต่จะมีการหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกันภายหลัง ทุกพรรคต้องส่งหนังสือที่เพิ่มเติมรายละเอียดแล้วเสร็จส่งกลับมายังพรรค ก.ก.ภายในวันที่ 21 พ.ค. ก่อนจะแถลงข่าวการร่วมลงนามเอ็มโอยูร่วมกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พ.ค.ต่อไป“สุดารัตน์” แย้มพรรคแกนนำลุยจีบ ส.ว.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นก้าวแรก ก้าวต่อไปจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน ต้องมาดูกันเรื่องนโยบายรวมถึงประเด็นต่างๆที่แต่ละพรรคมีนโยบายของตนเองและมีจุดยืนแต่ละเรื่องอย่างไร อะไรเห็นตรงกันหรือไม่ตรงกัน เมื่อถามว่าคุณหญิงสุดารัตน์รู้จักกับ ส.ว.บางส่วน ได้มีการบอกหรือไม่ว่ามติของ ส.ว.ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกัน หน้าที่ในการประสานตรงนี้เป็นของทางพรรค ก.ก.ที่เป็นแกนนำรับหน้าที่นี้ไปดูแล ถ้ามีอะไรให้ช่วย เราคงจะดำเนินการ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับใคร แต่ทราบจากแกนนำพรรค ก.ก.ว่าได้มีการประสาน ส.ว.ไปหลายส่วนแล้ว ภาวนาขออย่าได้เกิดเดดล็อกเมื่อถามว่ามีการคาดการณ์ว่าจะเกิดเดดล็อกทางการเมือง ไม่ว่ากรณีศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยคุณสมบัตินายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ถ้าทำมันก็ทำได้ แต่ภาวนาในฐานะที่เราอยู่ในการเมืองมานาน เราสงสารประชาชน และไม่ได้คิดว่าพรรคไหนจะโดนอะไรอย่างไร อยากจะขอร้องทุกฝ่ายทั้ง ส.ว.หรือพรรคการเมืองต่างๆ ประชาชนอยู่ไม่ไหวแล้ว ต้นทุนชีวิตของเขาบางมากแล้ว แทบจะเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ก่อวิกฤติของประเทศ คนที่รับเคราะห์กรรมมากที่สุดคือประชาชนยอมรับความไม่แน่นอนมีอีกเยอะเมื่อถามว่าหากโหวตครั้งแรกในสภาฯไม่ผ่าน ต้องมีการโหวตรอบสอง อาจมีการปรับเปลี่ยนคนที่อาจไม่ใช่นายพิธาเป็นนายกฯ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ต้องดูว่าถ้าไม่ผ่านต้องปรับเปลี่ยนเป็นอะไร ยังคาดเดาไม่ถูก ยอมรับว่ามีความไม่แน่นอนข้างหน้าเยอะ วันนี้เราทำตามสัญญาประชาคมที่ได้ให้กับประชาชนว่าจะสนับสนุนพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งให้จัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ หากมีการสลับสับเปลี่ยนกัน ต้องขอดูก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราไม่ได้กระหายว่าจะเป็นรัฐบาล ทำอะไรก็ได้ที่มันถูกต้อง จะให้เป็นฝ่ายค้านก็เป็นได้ปัดปล่อยเก้าอี้ ศก.หลักให้ พท.ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค ก.ก.ว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค ก.ก. แกนนำ ก.ก.ระบุว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ก.ก.จะปล่อยกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจ น่าจะเป็นเรื่องคลาดเคลื่อน การพูดคุยเรื่องแบ่งกระทรวงยังไม่เริ่มขึ้น ก.ก.มีนโยบายเศรษฐกิจหลักๆต้องการผลักดันนโยบายของตัวเองเช่นกัน วงเจรจาตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาเน้นประสานความตกลงนโยบายของทุกพรรคที่มาเข้าร่วมให้ลงตัวก่อน ยังไม่ได้เน้นจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี เรื่องเอ็มโอยูเป็นไปด้วยความราบรื่น ก.ก.จึงจะมาจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีคาดวางตัว “วิโรจน์” นั่ง มท.1สำหรับตัวเต็งโควตารัฐมนตรีพรรค ก.ก. คาดว่า รมว.คลังคือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ตอกย้ำมาตลอดหลายเวทีหาเสียงว่าจะเป็นผู้รับตำแหน่ง รมว.คลัง และหาก ก.ก.ได้โควตา รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดว่าจะเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อในฐานะรองเลขาธิการ ฝ่ายพัฒนาระบบข้อมูลและดิจิทัล ตามที่นายพิธาพูดตอกย้ำบนเวทีหาเสียงลักษณะเดียวกันกับ น.ส.ศิริกัญญา ส่วน รมว.มหาดไทย ที่พรรค ก.ก.จะเอามาดูเอง มีแนวโน้มว่าจะผลักดันนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.มารับตำแหน่งนี้ เพื่อผลักดันนโยบายการกระจายอำนาจและการเลือกตั้งผู้ว่าฯให้เป็นไปตามโรดแม็ป รวมทั้งพรรค ก.ก.มีแนวคิดปรับโฉมการทำงานของกระทรวงมหาดไทย จะดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นทีมงานที่ปรึกษา ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่แพ้ในสมัย ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีต รมว.มหาดไทย “ทิม” ขึ้นรถแห่ขอบคุณคนเมืองนนท์ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ท่าน้ำปากเกร็ด ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. นำทีม ส.ส.นนทบุรี พรรค ก.ก.ที่ชนะเลือกตั้งทั้ง 8 เขต หลังได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาว จ.นนทบุรี ส่งผลชนะการเลือกตั้งกวาดเก้าอี้ ส.ส.ยกจังหวัด เดินทางขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องชาวปากเกร็ดในพื้นที่ของเขต 4 และเขต 5 ผลการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.นนทบุรี ชนะพรรคคู่แข่งขาดลอยทุกเขต โดยนายพิธาและทีม ส.ส.ทั้ง 8 เขตขึ้นรถแห่ออกจากท่าน้ำปากเกร็ด ตลาดปากเกร็ด มีแฟนคลับและกลุ่มนักเรียน เยาวชน รวมทั้งกองเชียร์รุ่นใหญ่แห่มารอกันจนแน่น 2 ฝั่งถนนนับหมื่นคน ร่วมแสดงความยินดีและขอลายเซ็น มอบดอกไม้ให้ว่าที่นายกฯคนที่ 30 บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยนายพิธากล่าวว่า ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของชาวนนทบุรี ไม่ว่าจะเสียงคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่าที่ไว้วางใจให้พรรค ก.ก.เป็นตัวแทนพัฒนาประเทศ ขอสัญญาว่าจะพัฒนา จ.นนทบุรีให้เป็นเมืองน่าอยู่ยิ่งขึ้น จะสร้างความเจริญทุกด้านให้ดีที่สุด ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้จริงอยู่ระหว่างวางแนวทาง จากนั้นคณะนายพิธาไปที่ท่าน้ำนนทบุรีและตลาดนกฮูก ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ขอบคุณชาวเมืองนนทบุรีเขต 1 และเขต 2 มีกลุ่มแฟนคลับและกองเชียร์ต่างโบกมือร่วมยินดีด้วยตลอดเส้นทาง“วสวรรธน์” โต้โหน พท.ใช้ชื่อพ้องกันนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง กล่าวถึงกรณีถูกตั้งข้อสังเกตว่าชื่อพรรคเพื่อไทรวมพลังพ้องกับพรรคเพื่อไทย ทำให้คนเข้าใจผิดจึงได้ ส.ส.เขตในพื้นที่ ว่า เราคือ พรรคอิสระ รวมพลังกันของคนตัวเล็กตัวน้อย ตั้งพรรคนี้มาอยากให้เห็นพลังของจังหวัดติดชายแดน ห่างไกลความเจริญ บอกว่าเข้าใจผิดขอให้สื่อไปดูผลคะแนนการเลือกตั้ง เรามั่นใจว่าเรามีฐานเสียง เป็นพรรคที่ประชาชนเลือกมาโดยบริสุทธิ์ ถึงแม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่เฟ้นหาผู้สมัครที่มีคุณภาพส่งไปในแต่ละพื้นที่ ตั้งใจที่จะปักหมุดให้ได้ เราลงพื้นที่ไปพบว่าประชาชนขาดการดูแล ไม่ได้บอกว่าคนที่เป็นมาก่อนไม่ดี แต่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นประชาธิปไตยต้องให้โอกาสกัน ขอขอบคุณพี่น้อง จ.อุบลราชธานี ที่เลือกเราให้มีโอกาสเข้าสภาฯ เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตยมีความหลากหลายชพก.พร้อมเป็น รบ.-ฝ่ายค้านนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่หลายพรรคแสดงสปิริตการเมืองเปิดโอกาสให้พรรค ก.ก.เป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังจากนี้ไปคงต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน ต้องรับรองผล 95% ภายใน 60 วัน ก่อนจะเลือกประธานรัฐสภาและนายกฯ พรรค ชพก.ได้ ส.ส.เพียง 2 คนคงไม่สามารถทำอะไรได้มาก เราพร้อมจะเป็นได้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามมาที่พรรค ชพก. พรรค ก.ก.รวบรวมเสียงได้ 313 เสียงในระบบรัฐสภาถือว่ามีเสถียรภาพมาก แต่มีบทเฉพาะกาลต้องอาศัยเสียง ส.ว. 250 เสียงร่วมโหวตนายกฯกับ ส.ส.500 เสียง ให้ได้เสียงเกิน 375 เสียง ทำให้ต้องมารอลุ้นเสียง ส.ว.การเมืองวันนี้ต้องหันหน้าเข้าหาพูดคุยกัน อะไรไม่เข้าใจกัน หลังเลือกตั้งแล้วเป็นเรื่องของบ้านเมือง ก่อนเลือกตั้งเป็นเรื่องการเมือง ถ้าพูดคุยกันได้จะคลี่คลายไป ฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลต้องไปดำเนินการทําอย่างไรที่จะได้เสียงจากวุฒิสมาชิกมาสนับสนุนให้เพียงพอ“กรณ์” แนะ ก.ก.คุมเอง ก.พลังงานเมื่อเวลา 15.50 น. นายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลว่า พรรคเสียงข้างมากอันดับหนึ่ง 1 กับพรรคอันดับ 2 ที่มีแนวทางการเมืองเดียวกัน ควรจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้สำเร็จ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตามครรลองประชาธิปไตย หวังว่าคนไทยจะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายหลายเรื่องของ #ก้าวไกล ถ้าทำได้ดีก็จะดีต่อประเทศ หรือถ้าทำไม่ได้ก็จะได้เรียนรู้ร่วมกันว่า เพราะอะไร นโยบายหลายเรื่องเราเห็นปัญหาตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และพลังงาน “ยกเว้นเรื่องมาตรา 112” โดยประเด็นพลังงาน ขอฝากไว้เรื่องเดียวว่าพรรคก้าวไกลควรกำกับดูแลเป็นรัฐมนตรีเองโดยตรง ขอให้ สู้กับทุนผูกขาดพลังงาน“มัลลิกา” ค้านชี้นำ ส.ส.โหวต “พิธา”วันเดียวกัน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่มีสมาชิกพรรคบางคนจะเสนอให้กรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการมีมติให้ ส.ส.พรรค ปชป.โหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.เป็นนายกฯ เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวสมาชิกบางคน ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส. เชื่อว่าแต่ละคนใช้ดุลพินิจและรับผิดชอบเองได้ไม่ต้องมีใครมาชี้นำ เพราะขณะนี้พรรค ปชป.ไม่มีกรรมการบริหารพรรค หลังหัวหน้าพรรคลาออกไป หากจะใช้มติ กก.บห.พรรคชุดรักษาการมาชี้นำ ส.ส.ไม่น่าเป็นสิ่งที่ควรทำในสถานการณ์นี้แหยง ม.112 ยังเป็นชนักปักหลัง“นโยบายพรรค ก.ก.เรื่องแก้ไขจนถึงยกเลิกมาตรา 112 ยังเป็นชนวนปัญหาและว่าที่ผู้นำประเทศอย่างนายพิธายังไม่ได้ปลดล็อก หรือว่าดึงฟืนออกจากกองไฟ จึงไม่ควรเข้าไปอยู่ในสมการที่จะกลายเป็นตำนานให้พรรค ปชป.ต้องมาตอบคำถาม หลักการพรรค ปชป.มั่นคงเป็นเสาหลักชัดเจนอยู่แล้ว เราจะไหลไปตามกระแสโดยไม่ยึดหลักที่ดีงามไว้บ้าง แล้วประเทศชาติจะพึ่งพาใคร DNA และอุดมการณ์เราคือยึดมั่นซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรมต่อประชาชนและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากเราจะมีพลวัตสิ่งนั้นคือเครื่องมือแห่งการเปลี่ยนแปลงคือความทันสมัยและ AI หรือนวัตกรรมต่างหากที่เราจะเปลี่ยน ไม่ใช่ไปเปลี่ยนหลักการและอุดมการณ์” นางมัลลิกากล่าว“เอกนัฏ” น้อมรับไม่ขวาง ก.ก.ตั้งรัฐบาลนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ก.ก.เป็นพรรคอันดับ 1 จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คงไม่ไปท้าทาย กีดกันหรือขัดขวางภารกิจพรรคอื่น ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช.น้อมรับคำพิพากษาของประชาชนแบบตรงไปตรงมา แต่จะรักษาจุดยืนไว้อย่างมั่นคง หากรัฐบาลมีวาระที่จะยกเลิก หรือแก้มาตรา 112 สมัครใจไปเป็นฝ่ายค้าน พร้อมทำงานไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม สิ่งที่คิดทำจากนี้คือการขับเคลื่อนพรรคต่อไป วันนี้ไม่ใช่หน้าที่การไปช่วงชิงจะเป็นรัฐบาล แต่คือการนำทุกคะแนนจาก 4,673,691 คะแนนเสียงไปขับเคลื่อนพรรคให้เจริญเติบโต ทันสมัย เป็นสถาบันการเมือง “ธนกร” รับสภาพต้องรีแบรนดิ้งด่วนที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจําสำนักนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รทสช.กล่าวถึงทิศทางพรรค รทสช.ว่า พรรคไปได้ในอนาคตแต่อาจต้องรีแบรนดิ้ง ใช้ความรู้ความสามารถของคนทุกรุ่น เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่านายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรคจะขึ้นมาเป็นหัวหน้า พรรคแทนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค นายธนกรตอบว่าเป็นเรื่องอนาคต วันที่ 22 พ.ค. จะประชุมผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.36 คน การที่ไม่ได้ ส.ส.ตามเป้าอาจมาจากการแยกออกจากพรรคพลังประชารัฐอาจจะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง พรรค ก.ก.จัดตั้งรัฐบาลยินดีด้วย แต่ฝาก ส.ส.หลายคนควรหยุดพฤติกรรมโพสต์ข่มขู่ ด่าทอกดดัน ส.ว.ต้องไปขอเสียง จากเขา ต้องไปเจรจาด้วยเหตุด้วยผลพูดดีๆ ตนยืนยันแต่ตนไม่เห็นด้วยแก้มาตรา 112 จะให้ไปยกมือให้นายพิธาไม่ทำไม่รู้ “ตู่-ป้อม” วางมือทั้งคู่หรือไม่นายธนกรกล่าวอีกว่า สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรค รทสช.ไม่ได้มีพูดถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาล แค่บอกว่าให้พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลไปเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังมีความหวังจะกลับมาอีกหรือไม่ นายธนกรตอบว่า ไปตอบแทนไม่ได้ เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะวางมือทางการเมืองทั้ง 2 คนหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่กล้าไปก้าวล่วงตรงนี้ และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้เปรยจะแถลงทิศทางทางการเมือง เมื่อถามว่า ถ้าถึงเวลาพรรค ก.ก.จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้จะตั้งรัฐบาล แทนหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า เขาตั้งได้อยู่แล้วเห็นเขาตั้งกันหลายพรรค“บิ๊กตู่” เข้าทำเนียบฯพบทูตเนปาลขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรค รทสช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯตามปกติ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายคเณศ ประสาท ธกาล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ โดยยืนยันไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิชาการ การท่องเที่ยว จากนั้น เวลา 10.05 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าพบที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า“วิษณุ” ชี้ รบ.300 เสียงยิ่งกว่าเรือเหล็กที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการ ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯว่า ตอนนี้รอดูว่าจะรวบรวมเสียงเป็นปึกแผ่นได้หรือไม่ เท่าที่ทราบรวบรวมได้ 313 เสียง ก็มั่นคงถาวรแล้ว เกิน 250 ถือว่ามั่นคงแล้ว ขนาดรัฐบาลที่แล้วยังบอกว่าเรือเหล็กเลย แต่ครั้งนี้ยิ่งกว่าเหล็กอีก จะร่วมได้กี่พรรคก็ช่าง แต่เห็นว่ามั่นคงแล้ว ถ้าเขาได้ 500 ยิ่งดีใหญ่ เมื่อถามว่าถึงอย่างไรต้องอาศัยเสียง ส.ว.อีก 60 กว่า เสียง นายวิษณุกล่าวว่า อาศัยช่วงโหวตนายกฯ และอาจต้องอาศัยอีกในตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถึงได้พูดไปก่อนหน้านี้ว่า “เชื่อเถอะ ปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดั่งใจจง” ตนยังยืนยันแบบนี้อยู่ ค่อยๆพูดจากัน ยังมีเวลาอีกตั้ง 60 วัน กว่าจะประกาศรายชื่อ ส.ส. และกว่าจะถึงเวลาเลือกนายกฯ บวกเข้าไปอีกร่วม 30 วัน รวมแล้วก็ 3 เดือน ใช้เวลาตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ และหลายคนใน 6-7 พรรคนี้ก็พยายามประสาน เพราะเขามีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่รอบแรกไม่ผ่านส่งชื่อเดิมชิงซ้ำได้เมื่อถามว่า มีคนประเมินว่าในรัฐสภาจะไม่สามารถเลือกนายกฯได้ นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่ได้ประเมิน เมื่อถามว่า ทางกฎหมายหากโหวตชื่อแคนดิเดตนายกฯคนใดคนหนึ่งไปแล้ว แต่ไม่ผ่านนำชื่อเดิมกลับมาโหวตอีกได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ได้ โหวตมันทุกวันนั่นแหละ ชื่อเดิมก็ได้” เมื่อถามว่าพรรคอันดับ 2 จะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นไปก็ได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ได้ทุกอย่าง เพียงแต่ต้องอาศัยเสียงกึ่งหนึ่งในรอบแรก เพราะว่ามาตรา 272 วรรคหนึ่ง ระบุว่าต้องมีความเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาที่มีอยู่คือ 376 เสียง แต่ถ้าไม่สำเร็จก็โหวตอีก โหวตจนกระทั่งในที่สุดจะเปลี่ยนไปใช้มาตรา 272 วรรคสองแล้วแต่ หรือจะโหวตซ้ำมาตรา 272 วรรคหนึ่งก็ได้ไม่เป็นไร เพราะมันอาจจะมีเหตุผลใหม่ๆดีๆและมีคนเปลี่ยนใจเพิ่มขึ้นก็ได้ สำคัญคือวันแรก ด่านแรกในการเลือกประธานสภาฯ มาตรา 272 จะเกิดขึ้นได้ แปลว่าเลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว หาบุคคลอื่น แม้กระนั้นพอจะใช้วรรคสองที่ระบุว่า ทั้งนี้ อาจจะเสนอรายชื่อบุคคลที่อยู่ในรายชื่อนายกฯที่แต่ละพรรคเสนอได้ กลับมาใช้ได้อีก เห็นไหม ขนาดใช้วรรคสองยังกลับมาใช้ ชื่อเดิมได้อีก แล้วนับประสาอะไรกับแค่วรรคหนึ่ง รอบแรกไม่ผ่าน แล้ววันหลัง อาทิตย์หน้ามาใหม่เสนอรายชื่อเดิมได้เชื่อว่าตั้งรัฐบาลได้สำเร็จเมื่อถามอีกว่าแบบนี้แสดงว่ามีสิทธิที่จะใช้นายกฯนอกบัญชีได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ก็ได้ทั้งนั้น แต่อันนี้เป็นกรณีของวรรคสองซึ่งยาก เพราะกว่าจะได้วรรคสองมันต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ยาก มันไม่เกิดได้ง่ายๆหรอก เดี๋ยวพวกคุณก็ไปลงข่าวว่าผมชี้ช่องอีก เอาแค่วรรคหนึ่งให้มันจบและเชื่อว่าจบด้วย” เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามั่นใจว่าจะตั้งรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ผมไม่มั่นใจ แต่ผมเชื่อ”หยัน ส.ว.สายหนุน ก.ก.มีแค่ 20 เสียงส่วนท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในการโหวตเลือกนายกฯ นายวงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ส.ว.กล่าวว่า ขอตัดสินใจในวันโหวตว่าจะสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯหรือไม่ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจคือบ้านเมืองจะต้องมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหลัก ถ้าจะแก้ไขมาตรา 112 ต้องมาดูจะแก้ไขอย่างไร แม้คนที่ชนะที่ 1 จะได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ไม่เบ็ดเสร็จ พรรคที่ได้คะแนนลำดับถัดมาได้คะแนนนิยมจากประชาชนเช่นกัน ทุกคนทุกคะแนนมีความหมายเท่ากัน แต่เชื่อว่าในที่สุดแล้วฝ่าย ส.ส.น่าจะไปรวบรวมเสียงได้เกิน 376 คนโดยไม่ต้องมาพึ่ง ส.ว. ยังมีเวลาอีกเกือบ 2 เดือน ฝ่าย ส.ส.คงไปจัดการกันเองได้ ส่วนที่นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกฯ ระบุขณะนี้มี 75 เสียง ส.ว.ที่พร้อมโหวตสนับสนุนนายพิธาคงไม่น่าจะถึง ดูแล้วคงมีอยู่ราว 20 เสียง ยืนยันไม่มีใครมาสั่ง ส.ว.ในการโหวตได้ ทุกคนมีอิสระ คิด วิเคราะห์ แยกแยะเองได้ เปิดช่องให้ “พิธา” ถ้าถอยแก้ ม.112นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.กล่าวว่า ส.ว.ไม่ได้แบ่งว่าเป็นสายใคร ทุกคนเป็นอิสระ ขณะนี้พรรคก้าวไกลต้องการเสียง ส.ว. 60 กว่าเสียง ยังเหลือเวลาอีก 1-2 เดือน วันนี้คิดอย่างพรุ่งนี้อาจคิดอีกอย่างได้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ขณะนี้มี ส.ว.สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯกี่คน แต่ที่เห็นตอนนี้มีอยู่ 5-6 คน ต้องรอดูสถานการณ์ การทำเอ็มโอยูตั้งรัฐบาลแค่ตกลงเจรจา แต่ใครจะเปลี่ยนอะไรเกิดขึ้นได้ ไม่แน่นอน การเมืองไทยเปลี่ยนได้ทุกคน ส่วนที่นายพิธายืนยันแก้ไขมาตรา 112 ส.ว.ก็ยืนยันไม่เห็นด้วย ส.ว.มีประเด็นเดียว พรรคใดคิดแก้มาตรา 112 เราไม่เอา เป็นคนละเรื่องกับที่ ส.ว.ไม่เห็นด้วยกับพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาอันดับ 1 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ส.ว.แต่อยู่ที่พรรคก้าวไกล ถ้ายอมถอน ไม่แก้ไข ก็ไม่มีปัญหา ส.ว.ก็เห็นชอบกันได้ เราก็อยากเห็นนโยบายที่ดี นโยบายพิสดารที่ประชาชนได้ประโยชน์ อยากให้พรรค ก.ก.ได้บริหาร แต่ติดเรื่องเดียวคือ อย่าไปยุ่งกับสถาบันห่วงรื้อของร้อนจุดสงครามกลางเมืองนพ.พลเดช ปิ่นประทีป ส.ว.กล่าวว่า แนวทางโหวตเลือกนายกฯของตน จะดูว่าฝ่ายใดรวบรวมเสียงข้างมากได้เกิน 250 เสียง พร้อมโหวตให้เป็นนายกฯไม่ว่าจะเป็นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หรือใครก็ตาม ถือเป็นฉันทมติที่ประชาชนต้องการ สถานการณ์ปี 2566 ไม่เหมือนปี 2562 จะถอยกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เรื่องการตอบแทนควรหมดไป ปราศจากการพันธนาการใดๆ ส่วนการแก้ไขมาตรา 112 ฝ่ายรัฐบาลต้องพึงระวังในนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าจะนำนโยบายหาเสียงที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนบางเรื่องมาเป็นนโยบายบริหารประเทศต้องระมัดระวังรอบคอบ โดยเฉพาะการเป็นรัฐบาลผสมยิ่งต้องระวัง ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาพังด้วยกันทั้งหมด มาตรา 112 เป็นเรื่องล่อแหลม ถ้าสุดโต่งเกินไปอาจเกิดความขัดแย้งกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ บางคนที่เลือกพรรค ก.ก.อาจชอบใจในนโยบายอื่นที่มีเป็นร้อยนโยบายของพรรค ไม่ได้หมายความว่าเลือกก้าวไกลแล้วจะเห็นด้วยกับการแก้มาตรา 112 เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องรอบคอบ เจรจาต่อรองกันให้ดี“น้องบิ๊กป้อม-บิ๊กกี่” รูดซิปปากขณะที่ พล.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ส.ว.น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พปชร. ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามถึงจุดยืนจะโหวตเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ หรือไม่ ส่วน พล.อ.นพดล อินทปัญญา ส.ว.เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็ปฏิเสธให้สัมภาษณ์เช่นกัน โดยตอบเพียงสั้นๆว่า “เขาให้ ส.ว.อยู่นิ่งๆ”“ประภาศรี” ยกมือหนุน หน.ก้าวไกลผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางประภาศรี สุฉันทบุตร สมาชิกวุฒิสภาในพื้นที่จังหวัดยโสธร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมรูปภาพระบุว่า ประภาศรี สุฉันทบุตร สมาชิกวุฒิสภา ประกาศจุดยืนเคารพมติของประชาชน เห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยโพสต์ดังกล่าวมีคนเข้ามาชื่นชมและกราบขอบพระคุณเป็นจำนวนมาก“มณเฑียร” กลับใจตามน้ำหนุนข้างมากนายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.กล่าวถึงการโหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯว่า เดิมคิดจะงดออกเสียงเพื่อปิดสวิตช์ส.ว.ตามที่เรียกร้อง แต่ถึงตอนนี้จะโหวตตามน้ำคือ ส.ส.เอาอย่างไร ตนก็เอาอย่างนั้นไม่ต้องใช้สมองคิด ไม่ต้องใช้วิจารณญาณเลยเป็นการปิดสวิตช์ ส.ว.เวอร์ชันใหม่ 2.0 ครั้งนี้เป็นการปิดสวิตซ์ตัวเองที่อาจจะแตกต่างไปจากความตั้งใจเดิม ส่วนที่พรรค ก.ก.จะแก้มาตรา 112 นั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิดต้องใช้เวลาเป็นปีอย่าไปกลัวเลย เรื่องแบบนี้ต้องเปิดพื้นที่ให้คนมานั่งคุยกัน ทั้งคนที่เอาและไม่เอามาตรา 112 หรือเรื่องเกณฑ์ทหารหรือไม่เกณฑ์ทหาร เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ใครมาเป็นนายกฯแล้วจะยกเลิกเลยเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้กระบวนการร่างกฎหมายเป็นปี ดังนั้นไม่ต้องห่วง70 องค์กรกดดัน ส.ว.-ส.ส.เคารพ ปชช.องค์กรภาคประชาสังคมมากกว่า 70 องค์กร อาทิ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สถาบันปรีดี พนมยงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) รวมทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนกว่า 360 คน ลงชื่อเรียกร้องต่อ ส.ว. นักการเมืองและพรรคการเมือง เดินหน้าประชาธิปไตย เคารพเสียงคนส่วนใหญ่ ลงมติสนับสนุนชื่อนายกฯจากพรรคที่รวบรวมเสียงได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มากกว่ามุ่งสืบทอดอำนาจให้กลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหาร และแสดงเจตนารมณ์ว่าตนและพรรคการเมืองของตนนั้นยึดมั่นต่อวิถีการปกครองตามระบบประชาธิปไตย อย่างที่ควรจะเป็นนักวิชาการเปิดโพล 85% กดดัน ส.ว.ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนัก วิชาการเสียงประชาชน การแถลงข่าว #ผลโหวตเสียงประชาชน โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการจาก มธ. กล่าวว่า ตามที่เครือข่ายนักวิชาการเสียงประชาชนจาก 10 มหาวิทยาลัยร่วมกับสื่อมวลชน 10 สำนัก เปิดโหวตเสียงประชาชน “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่ ส.ว.ควรเคารพเสียงประชาชนและโหวตเลือกนายกฯ ตามเสียงข้างมากของ ส.ส.” เริ่มมาตั้งตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 15 พ.ค.ถึงเวลา 12.00 น. วันที่ 18 พ.ค.พบว่ามีการโหวตทั้งสิ้น 3,487,313 ครั้ง เห็นด้วย 85% ไม่เห็นด้วย 15% กระทุ้งกินภาษีต้องฟังเสียง ปชช.นายปริญญา จากผลโหวตนี้มีข้อเสนอแนะต่อ ส.ว.ว่า ส.ว.มีอำนาจเท่ากับ ส.ส.ในการโหวตเลือกนายกฯ และได้เงินเดือนค่าตอบแทนเท่ากับ ส.ส.แต่ไม่ได้ถูกเลือกจากประชาชน ไม่ได้มีสัญญาประชาคมกับประชาชนว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ ดังเช่น ส.ส. ดังนั้น ส.ว.ยิ่งต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ควรทุ่มเถียงหรือเกี่ยงงอนกับประชาชน หรือบอกประชาชนไม่ให้กดดัน เพราะ ส.ว.ไม่ได้ทำหน้าที่แบบให้เปล่าหรืออาสาสมัคร แต่มีเงินเดือนและค่าตอบแทนจากภาษีของประชาชน และการเลือกนายกฯ มิใช่เรื่องส่วนบุคคล หรือกิจการส่วนตัวของ ส.ว.หากเป็นเรื่องส่วนรวม ที่ประชาชนเจ้าของประเทศย่อมมีสิทธิส่งเสียงได้แนะ กกต.-ส.ว.กอบกู้ศรัทธานายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพิสดารกว่าจะรับรอง ส.ส.ต้องใช้เวลา 2 เดือนยาวนานมาก จัดตั้งรัฐบาลล่าช้ายืดเยื้อออกไปสร้างความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในประเทศ ขณะนี้ตลาดหุ้นเดินไปในเส้นทางลบ กกต.แก้ไขได้โดยเร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งโดยเร็ว ถ้าทำได้ชื่อเสียงเกียรติภูมิที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียหายไปก่อนหน้านี้จะได้รับการกอบกู้กลับมาบ้าง ยิ่งหากรับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วใน 2-3 สัปดาห์หรือไม่เกิน 1 เดือนยิ่งดีส่วน ส.ว.หลังเลือกตั้งมีสัญญาณจำนวนไม่น้อยที่แสดงจุดยืนเคารพเสียงของประชาชนประคับ ประคองประเทศให้เดินต่อไป จะกอบกู้ภาพลักษณ์ และก้าวข้ามความขัดแย้งได้จี้ กกต.เร่งรับรอง ส.ส.ไม่รอวันสุดท้ายด้านนายโอฬาร ถิ่นบางเตียว จากมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ส.ว.อย่ากังวลใจ เพราะยังมีวาระอีก 1 ปีที่จะคอยตรวจสอบถ่วงดุลให้รัฐบาลอยู่ในครรลอง ภายใน 2 เดือนนี้อะไรที่กังวลใจไม่สบายใจควรเจรจาพูดคุยกัน ทั้งตัวแทนพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลและ ส.ว.สร้างบรรยากาศที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ขณะที่นายธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโอกาสที่วันที่ 23 พ.ค. ส.ว.จะประชุมเลือกคณะกรรมการองค์กรอิสระ ทราบว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะไปพบ ส.ว.เป็นท่าทีที่ดี แต่วันนี้มีจุดเปลี่ยนน่าสนใจคือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.อุ้มหายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรค 2 กำหนดไว้แล้วว่ากรณีแบบนี้จะไม่เกิดสุญญากาศ ปลัดกระทรวงรักษาการแทนได้ ระหว่างนี้ กกต.เร่งรับรองผลไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องไปประกาศวันสุดท้ายชี้ พ.ร.ก.ยื้อ พ.ร.บ.อุ้มหายฯขัด รธน.เมื่อเวลา 11.00 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าว เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีที่ ส.ส. 99 คน เข้าชื่อกันขอให้ประธานสภาฯ ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ตราขึ้นเพื่อขยายกำหนดเวลาการมีผลใช้บังคับของ พ.ร.บ.ดังกล่าว อ้างเหตุผลความไม่พร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์และขั้นตอนการปฏิบัติงานไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียงวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 กรณีไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งและให้ พ.ร.ก.ยื้อ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ต้น (วันที่ 22 ก.พ.66) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสามให้ พ.ร.ก.ตกไป ไม่มีผลย้อนหลังต่อมาเวลา 15.49 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าวชี้เเจงประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมว่า โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสาม บัญญัติว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ให้ พ.ร.ก.นั้นไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ดี การที่ พ.ร.ก.นี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นย่อมไม่กระทบต่อกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้ พ.ร.ก. สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคสามบัญญัติไว้ในกรณีที่รัฐสภาไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ให้ พ.ร.ก.นั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้ พ.ร.ก.นั้น สำหรับการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสมควรกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของหน่วยงานในการปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565กกต.ประกาศผล ลต.ไม่เป็นทางการผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานผลเลือกตั้ง 2566 ไม่เป็นทางการผ่านระบบ ECT Report ทั้ง 400 เขต (ยกเว้นเขตที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 10 จ.นครปฐม งดลงคะแนนเนื่องจากวาตภัย) เสร็จสิ้น 94,608 หน่วย จากทั้งหมด 95,137 หน่วย คิดเป็น 99.44% มีผู้มาใช้สิทธิ 39,284,752 คน จาก 52,238,594 คน คิดเป็น 75.20% คาดการณ์พรรค ก.ก. มี ส.ส.เขต 113 คน บัญชีรายชื่อ 14,233,895 เสียงได้ ส.ส.39 คนรวม 152 คน พรรค พท. ส.ส.เขต 112 คน บัญชีรายชื่อ 10,865,836 เสียงได้ 29 คน รวม 141 คน พรรค ภท.เขต 67 คน บัญชีรายชื่อ 1,121,595 เสียงได้ 3 คน รวม 70 คน พรรค พปชร.เขต 39 คน บัญชีรายชื่อ 530,017 เสียง ได้ 1 คน รวม 40 คน พรรค รทสช.เขต 23 คน บัญชีรายชื่อ 4,673,691 เสียง 13 คน รวม 36 คน พรรค ปชป.เขต 22 คน บัญชีรายชื่อ 899,303 เสียง 2 คน รวม 24 คน พรรค ชทพ.เขต 9 คน บัญชีรายชื่อ 191,308 เสียง 1 คน รวม 10 คน พรรคประชาชาติ เขต 7 คน บัญชีรายชื่อ 576,613 เสียง 2 คน รวม 9 คน พรรค ทสท.เขต 5 คน บัญชีรายชื่อ 338,042 เสียง 1 คน รวม 6 คน พรรคเพื่อไทรวมพลัง เขต 2 คน บัญชีรายชื่อ 0 คน พรรค ชพก.เขต 1 คน บัญชีรายชื่อ 207,860 เสียง 1 คน รวม 2 คน พรรค สร.บัญชีรายชื่อ 347,607 เสียง 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ บัญชีรายชื่อ 266,799 เสียง 1 คน พรรคใหม่ บัญชีรายชื่อ 246,177 เสียง 1 คน พรรคท้องที่ไทย บัญชีรายชื่อ 197,543 เสียง 1 คน พรรคเป็นธรรม บัญชีรายชื่อ 181,699 เสียง 1 คน พรรคพลังสังคมใหม่ บัญชีรายชื่อ 174,897 เสียง 1 คน และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน บัญชีรายชื่อ 172,963 เสียง 1 คน “แสวง” ให้คำมั่นรอบหน้าไม่ซ้ำรอยผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ของสำนักงาน กกต.ว่า เห็นด้วยกับปัญหาข้อจำกัดที่มีการพูดคุยกันกับเครือข่ายผ่านเวทีรวมระดับประเทศรวมถึงการพูดคุยกับเครือข่ายในเวทีระดับจังหวัด เพราะเป็นผู้ทำงานร่วมกันจริงๆ เป็นหน้างานที่สำคัญที่สุดจะหาวิธีว่าจะดำเนินการอย่างไรให้สมประโยชน์ที่สุด เลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเหมือนเรียนจบหลักสูตร ที่ได้รับทราบปัญหาและบางครั้งก็เข้าไปแก้ปัญหาด้วยตนเองหลายเรื่อง พร้อมให้คำมั่นว่าปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ครั้งนี้ที่เกิดปัญหาแล้วตามแก้ ครั้งหน้าวางแผนไว้จากปัญหาที่ผ่านมา คงเหลือแต่ปัญหาเรื่องกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ปัญหาเดียวน่าจะยังเป็นปัญหาอยู่อีกต่อไป แต่คงจะดีขึ้น ได้เห็นโจทย์หมดแล้วเชื่อแก้ไขได้ง่ายมาก มั่นใจว่า ถ้ามีโอกาสทำงานร่วมกันอีก ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น และจะทำงานด้วยความสะดวกสบาย มีความสุขกว่าครั้งนี้ตรัง-สกลฯวุ่นร้อง กกต.นับแต้มใหม่ที่ กกต.จังหวัดตรัง นายดิษฐ์ธนิน ภาคย์อิชฌน์ หรือน้องเอก ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขต 4 หลังจากพบความผิดปกติเขียนป้ายคะแนนหายไป 540 คะแนน เกิดจากความผิดพลาดเขียนคะแนนสลับตำแหน่งกัน ขณะที่นายนิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย มอบอำนาจฝ่ายกฎหมาย นำคำร้องการตั้งข้อสงสัยผลการนับคะแนนเขต 2 ไปยื่นร้องเรียนกรณีแจ้งผลคะแนนล่าช้า ต่อสำนักงาน กกต.จังหวัดสกลนคร โดยนายนิยมกล่าวว่า ได้ติดตามผลคะแนนการเลือกตั้งผ่านทางเว็บไซต์ของ กกต.ตั้งแต่ปิดหีบทั้ง 7 เขต เขตอื่นรายงานค่อนข้างรวดเร็ว จนถึงห้วงหลัง 24.00 น. คะแนนเขต 2 ค่อนข้างล่าช้า จึงขอให้ กกต.สกลนครนับคะแนนใหม่ ร้านปลาส้มพะเยาโร่ฟ้องโซเชียลวันเดียวกัน น.ส.พัชริน จำรัส อายุ 40 ปี เจ้าของแบรนด์ปลาส้มแม่ทองปอนด์ ได้รวบรวมเอกสารและหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา ลงบันทึกประจำวันกรณีโซเชียลเพจดังใน จ.เชียงราย โพสต์ข้อความพาดพิง กล่าวหาเสียดสีชาวพะเยา ผู้หญิงพะเยา และปลาส้มพะเยา ในช่วงการเลือกตั้ง โดยมีการคอมเมนต์และแชร์กันแพร่หลายในโลกโซเชียล กระทบต่อภาพลักษณ์ของชาวพะเยา ผู้หญิงชาวพะเยา และปลาส้มแม่ทองปอนด์ สินค้าโอทอป พะเยาปลาส้มแม่ทองปอนด์ที่ขายมานาน โดยให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้เฟซบุ๊ก Danupol Jim Red Comet, ลิลลี่ มอนสเตอร์, ไอ้หนุ่มดอยเต่า, Wichai Nant, กรดปลาทูนึ่ง และติ๊กต่อก chanibamay4, noppadonben ฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อาญามาตรา 326 และ 328ศาลยกคำร้องคุมขัง “น้องหยก”ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องและควบคุมตัว “หยก” เยาวชนอายุ 15 ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ต่อศาล ศาลพิเคราะห์คำร้องและข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่ามีเหตุขัดข้องภายในเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน คำร้องไม่สามารถแสดงประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุจำเป็นจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องและให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไป ต่อมาเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกระทรวงยุติธรรม อ.สามพราน จ.นครปฐม ที่คุมตัวน้องหยกว่า น้องหยกสวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนราษฎรยกเลิก 112 เปิดเผยว่า ดีใจที่ได้ออกมาและมีอิสรภาพ 51 วันที่ถูกคุมขังย่ำแย่มากๆ“ลุงทศพล” ขอติดคุกชดเชยตบ “ศรีฯ”ที่ สน.ทุ่งสองห้อง นายทศพล ธนานนท์โสภณคุณ อาจารย์เกษียณราชการ อายุ 67 ปี เข้าพบ พ.ต.ท. วิศรุตภูมิ ชูประยูร สว. (สอบสวน) สน.ทุ่งสองห้อง รับทราบข้อกล่าวหาหลังบุกตบนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขณะไปยื่นเรื่องร้องเรียน กกต.ให้ตรวจสอบนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย ต่อมาตำรวจพาตัวไปส่งฟ้องด้วยวาจาที่ศาลแขวง 9 (ดอนเมือง) นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 10 ก.ค. นายทศพลกล่าวว่า ที่นายศรีสุวรรณเรียกร้องค่าเสียหาย 1 ล้านบาท หากเรียกร้องจริงๆตนจะยอมติดคุกเนื่องจากไม่มีเงิน ก่อนนำสมุดบัญชีออกมาโชว์พร้อมร่ำไห้จำคุกอดีต 3 ส.ส.เสียบบัตรแทนกันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลอ่านฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.3/2565 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีต ส.ส.พัทลุง นายภูมิศิษฏ์ คงมี อดีต ส.ส.พัทลุง พรรค ภท. และนางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท.เป็นจำเลย กรณีเสียบบัตร ส.ส.แทนกันในการประชุมสภาฯ โดยศาลสั่งจำคุก ส.ส.3 ราย คนละ 9 เดือน พ้นจากตำแหน่ง-ตัดสิทธิทางการเมือง ไม่รอลงอาญา จำเลยทั้งหมดขอใช้สิทธิปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ ศาลให้ประกันตัวตีราคาคนละ 1 ล้านบาทให้ประกันคดี “จตุพร” ล้อมบ้านป๋าที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ศาลฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ชุมนุม นปช.เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค.50 บุกล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายจตุพรให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน ส่วนนายศราวุธ จำเลย 2 พิพากษายกฟ้อง ภายหลังนายจตุพรยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลอนุญาตตีราคาประกัน 2 แสนบาทโดยไม่มีเงื่อนไขเตือนทุกฝ่ายอย่าเปิดช่องให้รัฐประหารนายจตุพรกล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลว่า 8 พรรค 313 เสียงก็ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติต้องใช้เสียงเกินครึ่งของรัฐสภา 375 + 1 หรือ 376 แม้มี ส.ว.บางคนรวมด้วย แล้วความเป็นไปได้แทบจะเป็นศูนย์ กลไกลักษณะนี้ต้องรอจน ส.ว.หมดอายุในเดือน พ.ค.67 ณ วันนี้เราเดินมาถึงทางตันของการเมือง ส.ว.โดยส่วนใหญ่แสดงเจตนาไม่โหวตให้ และเชื่อว่าเรื่องที่ทำยากมากที่สุดคือ พรรคร่วม 8 พรรค ไปจับมือกับอีกฟากหนึ่งแล้วจะถูกประณามทั้งแผ่นดิน ทั้งไม่เชื่อว่าจะกล้าจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะท้าทายประชาชน หนำซ้ำช่วง 2 เดือนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต.จะลงมือตามคำร้องอย่างไร ยังไม่นับใบแดง เหลือง ส้ม ดังนั้นจุดชี้ขาดการเมืองยู่ที่ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ มีโอกาสสูงที่จะเกิดการลงถนน แต่ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังให้มากอย่าปล่อยให้เกิดช่องว่าง หรือสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การรัฐประหารได้ อะไรควรทำไม่ควรทำขอให้ระลึกเอาไว้ทุกฝ่าย