ถ้าเชื่อตามผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เห็นได้ชัดว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่อยากจมปลักอยู่กับสภาพเดิมๆอีกต่อไป ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐบาล แต่ต้องปฏิรูปการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น ให้การเมืองของประเทศเป็นประชาธิปไตยที่แท้ เริ่มด้วยกระจายอำนาจสู่ประชาชนเรื่องแรกและเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง คือการปฏิรูปการเมืองของประเทศที่ขณะนี้เป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หลังจากที่ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานมากว่า 90 ปี ที่การเมืองของประเทศตกอยู่ในวัฏจักรแห่งความชั่วร้าย มีรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอย่างน้อย 13 ครั้ง ประชาธิปไตยไม่รู้จักโต เป็นเฒ่าทารกเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่ง คือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ขจัดความยากจนให้สิ้นซาก เพราะไทยเป็นประเทศที่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองได้ พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ทรุดหนักอีกด้านหนึ่งคือการปฏิรูประบบราชการ ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือนและกระบวนการยุติธรรม ทหารต้องเป็นทหารอาชีพ ไม่ใช่ทหารการเมือง ตำรวจต้องเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องมุ่งผดุงความยุติธรรม เพราะตำรวจมีอำนาจจับคนเข้าคุกข้อเรียกร้องหลายอย่างที่กล่าวมา ข้างต้น หลายอย่างสอดคล้องกับ “300 นโยบาย 100 วันแรก” ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศเมื่อปลายเดือนเมษายน สัญญาว่าจะทำให้ “การเมืองดี” “ปากท้องดี” และ “อนาคตดี” ภายใน 100 วันที่เป็นรัฐบาล จะเสนอให้ทำประชามติถามความเห็นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศกว่า 52 ล้านคน เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่เรื่องนี้พรรคก้าวไกลต้องดูฤกษ์ดูยามให้ดี ขณะที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีทำประชามติ 250 ส.ว.ชุดปัจจุบันยังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ถ้า ส.ว.ชุดปัจจุบันยังอยู่ในตำแหน่ง ขณะที่พรรคก้าวไกลเสนอให้ทำประชามติ เกรงว่าจะทำไม่ได้ เพราะ ส.ว. เคยขัดขวางสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนที่เสนอทำประชามติมาแล้ว แต่ถูก ส.ว.คว่ำ นี่คือเหตุผลที่ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 แค่จะแก้ไขก็ทำได้ยากยิ่ง เพราะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ.