ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับเวทีโลกก็ยังมีความขัดแย้งในระดับพื้นที่ที่ยังไม่คลี่คลายอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอล ซึ่งนาง “ออร์นา ซากิฟ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติอธิบายแก่ทางไทยรัฐ ดังนี้“การจู่โจมทำร้ายที่เกิดขึ้นในอิสราเอลเมื่อเร็วๆนี้ เป็นผลจากการโป้ปดซึ่งนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อปลุกระดมให้เกิดการก่อการร้ายและการใช้ความรุนแรง”อย่างกรณีสองพี่น้อง รีนา (อายุ 15 ปี) และมายา (อายุ 20 ปี) ต้องเสียชีวิตเมื่อรถยนต์ของพวกเธอถูกผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์กราดยิง เมื่อ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา และในเย็นวันเดียวกันนั้นเองมีการขับรถยนต์เข้าใส่ฝูงชนที่เดินอยู่บนทางเท้าเลียบชายทะเลในนครเทลอาวีฟ คร่าชีวิต อเลสซานโดร ปารินี นักกฎหมายจากกรุงโรมวัย 35 ปี และทำให้นักท่องเที่ยว จากอิตาลีและอังกฤษอีก 7 คนได้รับบาดเจ็บเห็นได้ชัดเจนว่า การปลุกระดมของกลุ่มผู้ก่อการร้ายฮามาสและกลุ่มชาวปาเลสไตน์สามารถก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่มีที่ใดอีกแล้วที่จะเกิดเหตุอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ดังที่ปรากฏในกรุงเยรูซาเลม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ (The Temple Mount) ที่ตั้งของพระมหาวิหารโบราณของชาวยิว และที่ซึ่งมีการสร้าง โดมแห่งศิลา (The Dome of the Rock) และสุเหร่าอัล-อักซา (Al-Aqsa Mosque) ในเวลาต่อมาในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา หลายต่อหลายครั้งที่มีการกล่าวหาอย่างไม่มีมูลความจริง โดยนำเขาพระวิหารศักดิ์สิทธิ์มาเป็นข้ออ้าง เพื่อจุดชนวน ให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวในอดีตก็เช่นกัน ช่วง ค.ศ.1920 คำโป้ปดของฮัจญ์ อามิน อัล-ฮุสเซ็น ผู้นำทางศาสนาที่กล่าวว่า สุเหร่าอัล-อักซาตกอยู่ในอันตราย กระตุ้นให้เกิดการจลาจลของชาวอาหรับหลายครั้ง ทำให้มีคนตายหลายร้อยคน นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้นำปาเลสไตน์และผู้นำทางศาสนาก็กุข่าวเรื่องภัยคุกคามต่อสุเหร่าอัล-อักซา เพื่อยุยงให้ทำร้ายชาวยิว ปลุกระดมให้ก่อความไม่สงบ จุดชนวนการใช้อาวุธ เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายทางการเมืองการกระทำอันน่ารังเกียจตามรูปแบบเดิมๆ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ เมื่อ 4 เม.ย. ซึ่งเป็นคืนก่อนเทศกาลพาสโอเวอร์ของชาวยิว นักเคลื่อนไหวฮามาสและผู้สนับสนุนได้ขังตัวเองไว้ในสุเหร่าอัล-อักซาพร้อมกับอาวุธพื้นๆอย่างพลุและก้อนหินขนาดใหญ่ การกระทำดังกล่าวบีบให้ตำรวจอิสราเอลต้องตอบโต้เพื่อป้องกันมิให้เกิดการทำร้ายชาวยิวผู้ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ ณ กำแพงตะวันตกด้านล่างและเพื่อให้ชาวมุสลิมได้สวดมนต์ อย่างสงบในสุเหร่าการที่ฮามาสอ้างว่าสุเหร่าอัล-อักซาตกอยู่ในอันตรายนั้น ส่งผลให้เกิดความขุ่นเคืองกระจายไปเป็นวงกว้าง กล่าวคือ กลุ่มผู้ก่อการร้ายฮิสบุลลาห์ในเลบานอนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวดถึง 34 ลูก มายังชุมชนชาวอิสราเอลในเขต กาลิลีตะวันตก และหลังจากที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยการทำลายอุปกรณ์ทางทหารของกลุ่มฮิสบุลลาห์ก็มีการยิงจรวดจากกาซามายังพลเรือนชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ทางใต้แถบชายแดน ทำให้การสูญเสียจากการก่อการร้ายมีจำนวนถี่ขึ้นและเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลถอนกำลังออกจากฉนวนกาซาเมื่อ พ.ศ. 2548 ได้เกิดการใช้กำลังรุนแรงจากกลุ่มฮามาสหลายครั้ง การระดมโจมตีด้วยจรวดและปืนครกอย่างไร้ทิศทางเป็นอันตรายและคร่าชีวิตชาวอิสราเอล รวมถึงประชาชนชาติอื่นๆ แม้แต่แรงงานชาวไทย เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2564 ทำให้แรงงานไทย 2 คน ต้องเสียชีวิต และอีก 8 คนได้รับบาดเจ็บนอกจากนี้ การโจมตีเช่นนี้ที่กระทำโดยบรรดากลุ่มก่อการร้ายซึ่งเป็นตัวแทนของอิหร่าน เป็นเพียงส่วนน้อยของภัยคุกคามจากอิหร่านหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆให้ปฏิบัติการโจมตีในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย กล่าวคือ เมื่อ พ.ศ. 2537 ชาวอิหร่านสองคนถูกจับจากการสังหารคนไทยในความพยายามจะระเบิดรถบรรทุกซึ่งเกิดขึ้นใกล้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ และเมื่อ พ.ศ.2555 ชาวอิหร่าน 5 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าวางระเบิด 3 แห่ง ในบริเวณสุขุมวิทแต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้ สงสัยว่าการกระทำดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างความพยายามที่จะลอบสังหารเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยหลายปีมานี้มีการนำสุเหร่าอัล-อักซามาใช้ยุยงเพื่อขัดขวางมิให้ชาวยิวเดินทางมายังเขาพระวิหารอันเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา ชาวยิวถูกป้ายสีว่า “บุก” เข้ามาและทำให้เขาพระวิหาร “แปดเปื้อน” ในขณะเดียวกัน บรรดาเยาวชนชาวปาเลสไตน์ถูกปลูกฝังความเชื่อที่ว่า พวกเขามีพันธกิจ ทางศาสนาที่จะต้องปกป้องสุเหร่าอัล-อักซาจากผู้บุกรุกชาวยิว ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดอันที่จริงแล้ว การที่ชาวยิวจะไปเยือนสถานที่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กร Waqf ของชาวมุสลิมนั้นจะต้องกระทำด้วยความเคารพและเป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับผู้มิใช่ชาวมุสลิม ชาวยิวจะเข้าไปได้ก็ต้องเป็นเวลาตามที่กำหนดและต้องไม่ล่วงเข้าไปในสุเหร่าอัล-อักซา นอกจากนั้น แล้วชาวยิวยังไม่ได้รับอนุญาตให้สวดมนต์อย่างเปิดเผย ณ บริเวณซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพวกเขาความเคารพที่มีต่อความเชื่อของชาวมุสลิมดังกล่าวนี้ดำเนินมาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ตามคำสัญญาที่รัฐบาลอิสราเอลได้ให้ไว้ เพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทุกศาสนาและส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือศาสนาที่ต่างกัน สัญญาดังกล่าวนี้ได้จารึกไว้ในคำประกาศอิสรภาพของอิสราเอลจากสถิติจะเห็นได้ว่า จำนวนประชาชนที่เข้ามายังบริเวณนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ปีที่แล้วมีชาวมุสลิมประมาณ 1.25 ล้านคน เข้ามายังเขาพระวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อปฏิบัติศาสนกิจตลอดเดือนรอมฎอน ในทางกลับกันตลอดทั้งปี 2565 จำนวนชาวยิวที่เดินทางมา ณ ที่นี้ มีน้อยกว่าชาวมุสลิมที่มาสวดมนต์เพียงวันศุกร์เดียวของเดือนรอมฎอนเสียอีกเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าความวุ่นวายที่กำลังดำเนินอยู่นี้ไม่ได้ล่วงเกินชาวมุสลิมตามที่ฮามาสและกลุ่มต่อต้านอิสราเอลได้กล่าวอ้าง ในทางตรงกันข้าม กลับสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบเดิมๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งฮามาส ได้วางแผนและเตรียมการยั่วยุในระหว่างเดือนรอมฎอน โดยจงใจก่อสถานการณ์ขึ้นเพื่อหาประโยชน์จากความอ่อนไหวของช่วงเวลานี้อิสราเอลมิได้ต้องการสิ่งใด นอกจากความสงบเพื่อประโยชน์ของผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตและสวดภาวนาอย่างสันติ อิสราเอลถูกประณามอย่างไม่เป็นธรรมแต่ผู้ก่อการร้ายกลับเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ถึงเวลาแล้วหรือที่เราต้องมาเห็นความรุนแรงที่ดำเนินอยู่ซึ่งมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์เข้าทางอันชั่วร้ายของฮามาส.วีรพจน์ อินทรพันธ์