นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป 55 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณ 550,000 ล้านบาท ของ พรรคเพื่อไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 6 เดือนในรัศมี 4 กม. ยังเป็นที่กังขาและห่วงใยของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ผู้รู้มากมาย ไม่รู้จะฟื้นหรือฟุบอีกรอบจาก “เงินเฟ้อ” ที่จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือน สหรัฐฯ เงินเฟ้อสหรัฐฯที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็มาจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล เพื่อ “หาเสียง” ทางการเมือง วันนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯยังป่วยหนัก แบงก์เจ๊ง คนทิ้งการผ่อนบ้าน ราคาสินค้าค่าบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อค่าครองชีพของทุกครัวเรือนช่วงโควิดระบาด สหรัฐฯแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปหลายล้านล้านดอลลาร์ ครั้งแรกแจกคนละ 1,200 ดอลลาร์ ไม่พอ แจกเพิ่มอีกคนละ 600 ดอลลาร์ ไม่พออีกต้องออก แผนกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ และ แจกอีกคนละ 1,400 ดอลลาร์ เบ็ดเสร็จ แจกไปคนละ 3,000 ดอลลาร์ แสนกว่าบาท ทำให้เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด วันนี้ยังกดไม่ลง แต่คนจนกลับเพิ่มขึ้นการแจกเงินคนละ 1 หมื่นบาท 550,000 ล้านบาทใน 6 เดือนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ของ พรรคเพื่อไทย ก็ทำวิธีเดียวกับสหรัฐฯ แต่แจกเป็น “เงินดิจิทัล” เข้า “อีวอลเล็ต” ซึ่งก็ไม่ต่างจากการแจกเช็คเงินสดของสหรัฐฯ คุณนวพร เรืองสกุล อดีตผู้บริหารแบงก์ชาติ ได้เขียนบทความวิจารณ์นโยบายนี้ว่า “กระเป๋าเงิน” จะเป็น กระเป๋าหนังจระเข้ หนังควาย หรือ e-wallet หรือ digital wallet ถ้าไม่มีเงินใส่เข้าไป ก็เป็นแค่ “เป๋า” แห้งๆ เพราะ การออกเงินดิจิทัลมาใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ก็ไม่ต่างไปจากการนำเงินกระดาษมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ เงินกระดาษออกมาทางไหน เงินดิจิทัลก็ออกมาทางนั้นคุณนวพร ระบุว่า นโยบายเสกเงินง่ายๆใส่กระเป๋าคน เป็นการเพิ่มปริมาณเงิน คนที่ได้มามักใช้หมด แต่เป็นเพียง การรวยชั่วคราวซึ่งเป็นมายา เพราะไม่กี่วันราคาของก็เพิ่มตาม เรียกว่า “เงินเฟ้อ” และ เงินมากๆ ที่ออกมาเพ่นพ่าน ถ้าเป็นกระดาษก็กลายเป็นแบงก์กงเต๊ก ยิ่งทำมากเท่าไหร่ หายนะจะมาเยือนเร็วขึ้น แค่ขึ้นเงินเดือนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรอบที่แล้ว ของก็ขึ้นราคาทันที ราคาของเหมือนจอกแหน มันลอยขึ้นตามน้ำเสมอการเอาแต่ เสกเงินออกมา โดยไม่พัฒนาฝีมือคนทำงาน ไม่ลงทุนเพิ่มผลการผลิตและปัจจัยพื้นฐาน ให้เดินหน้าไปในทิศที่มุ่งหวัง พังไปแล้วหลายประเทศ เช่น เวเนซุเอลา กับ อาร์เจนตินา (ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีน้ำ) คุณนวรพร ทิ้งท้ายวันนี้ พรรคเพื่อไทย ยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน จะเอาเงิน 5.5 แสนล้านบาทจากไหนมาแจก และผู้คนก็ยังสงสัย เป็นนโยบายที่อาจมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ชื่อดังอีกท่านหนึ่ง ก็ได้โพสต์แสดงความเห็น การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.5 แสนล้านของพรรคเพื่อไทยว่า การใช้ “ยาแรง” ตอบโจทย์เศรษฐกิจตอนนี้ไหม? ในขณะที่ “กระสุนการคลัง” มีน้อย รัฐบาลเพิ่งใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปมหาศาล ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มจาก 40% เป็นกว่า 60% ของจีดีพี ปัญหาของเศรษฐกิจไทย ส่วนใหญ่เป็นประเด็นทาง “โครงสร้าง” ที่ต้อง “ผ่าตัด” และ “บำบัดรักษา” มากกว่าใช้ยากระตุ้นระยะสั้นดร.สันติธาร กล่าวว่า การสร้างเงินดิจิทัลขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนให้แบงก์ชาติพิมพ์เงินขึ้นมาใหม่ แต่คราวนี้ พิมพ์เป็นเงินดิจิทัล แล้วใส่มือคนโดยตรงให้เอาไปใช้เลย บางครั้งเรียกว่า “เงินเฮลิคอปเตอร์” คือ โปรยเงินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างช่วง 8 ปีในยุค คสช. โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือ นายทุนพรรคการเมือง ไม่กี่ตระกูล ทำให้ต้นทุนชีวิตคนไทยแพงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น คนจนเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากการ แลกเปลี่ยนอำนาจ ระหว่าง นักการเมืองที่มีอำนาจ กับ นายทุนนักการเมืองที่มีเงิน วันนี้ คนไทยรุ่นใหม่ XYZ ต้องกล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ไม่งั้นอาจต้องไปเข้าคิวรับเงิน “คนจน” จาก “บัตรลุงตู่” ในอนาคตก็เป็นไปได้.“ลม เปลี่ยนทิศ”