ถ้าเมืองไทย...เป็นไปตามคำเตือนจากนักวิชาการรายหนึ่งที่ว่า ทารกบ้านเราลืมตาดูโลกเมื่อ 2 ปีที่แล้วเหลือ 5.44 แสนคน ปีเดียวกันสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงาน คนขี้เกียจหายใจสิ้นลมปราณเพิ่มขึ้นเป็น 5.63 แสนคน...อนาคตเมืองไทยเห็นท่าจะว้าเหว่น่าฉงน?...เมื่องานวิจัยมหาวิทยาลัยชื่อดังสหรัฐอเมริกาบอกอีก 78 ปีหรือปี พ.ศ.2643 หลายประเทศทั่วโลกจะมีน้องน้อยอุแว้ออกมาบางตา “เมืองไทย” วิจัยบทนั้นระบุเคยมีประชากร 71 ล้านคน... จะแทงต่ำเหลือเพียง 35 ล้านคนบริบทนี้ขอไม่เชื่อไว้ก่อน...เพราะอีกนานกว่าจะถึงปีนั้นแม้แนวโน้มทารกไทยจะลดจำนวนลงทุกปี แต่อะแฮ่ม! เมืองไทยตามสายตาชาวโลกหลังโควิด-19 ระบาด ต่างยกนิ้วกดไลค์ยอมรับเรามีนวัตกรรมการแพทย์ก้าวหน้าทันสมัยรับมือโรคดังกล่าวได้ แถมประกาศก้องให้เพื่อนร่วมโลกรู้ด้วยว่า ไทยแลนด์คือ “เวลล์เนสส์ฮับ” มีฟังก์ชันช่วยเสริมสร้างสุขภาพเหนือปฐพีใดในเอเชียทวีป และเป็นปัจจัยสำคัญเรียกคนต่างชาติจากทุกซอกมุมมาใช้บริการ “เมดิคัลฮับ” หรือ “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” บ้านเราอีกด้วยสถานการณ์เช่นนี้ต้องคุยว่า...เป็นผลพลอยได้เรื่องท่องเที่ยวเรียกเงินตราต่างประเทศ เมื่อหลังรักษาสุขภาพแล้วเที่ยวได้สบายใจเฉิบถ้าเป็นเช่นนั้น...เปิดปกประเทศไทยใช่มีดีแค่ต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่น ข้าวเหนียวไก่ย่างปาปาย่าป๊อกๆ แต่ยังไวรัลด้านคุณภาพชีวิต...คือมีหมอมือดีรักษาโรคมีเภสัชกรมือเฉียบผลิตยาป้อนถึงห้องนอน พบได้จากสื่อโฆษณาโทรทัศน์และออนไลน์ แถมราคา 9,000 ขาย 900 บาทแล้วเพิ่มจำนวนแบบอาซ้อมาเอง ไม่กลัวคำว่า “ทุนหายกำไรหด”คอนเทนต์เว่อร์ๆที่ว่ามาข้างต้นนี้...เจ้าของร้านขายยาแผนปัจจุบันหน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เผยว่า...นับแต่พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2510 และแก้ไขล่าสุด พ.ศ.2522 ให้ “อาหารเสริม” จัดอยู่ในนิยาม อาหารจากธรรมชาติที่บริโภคนอกเหนือจากอาหารหลัก 3 มื้อ เพื่อดูแลและเพิ่มพลังสุขภาพ กับเสริมอาหารที่ร่างกายขาดหายไป ให้สามารถโฆษณาได้เช่นเดียวกับ “เครื่องสำอาง” ซึ่งต่างกับ “ยา” ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510นี่จึงเป็นที่มาของกระแสการดูแลสุขภาพเกิดปังขึ้น จากการทุ่มโฆษณาสร้างซอฟต์เพาเวอร์สู่ผู้บริโภค ทั้งที่ “อาหารเสริม” บางตัวจ่อเป็น “ยา” รักษาโรค อวดอ้างขจัดโรคไตทุกระยะ...บางตัวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นช่องคลอดสตรี อีกตัวช่วยเสริมข้อเข่า สะโพกร้าว หมอนรองกระดูกหลังทับเส้นประสาทกลุ่มผู้สูงอายุ มีตัวช่วยลดน้ำหนักแทนลดความอ้วนซึ่งผิด พ.ร.บ.ยา...แล้วแต่จะเลี่ยงบาลีกันไปทั้งนี้ อาศัยการผลิตสื่อโฆษณาแนวใหม่ จากเคยวางสปอตภาพนิ่ง 30 วิถึง 60 นาที เปลี่ยนเป็นใช้พรีเซนเตอร์คุยโม้โอ้อวดสินค้าให้โดนใจ หรือมีผู้ร่วมรายการมาเสริมความวิเศษน่าเชื่อถือ ใช้เวลาลากยาว 5 ถึง 10 นาทีต่อครั้งจากเทปที่บันทึกไว้...โดยไม่ยี่หระกับค่าซื้อเวลา ก่อนอื่นมาดูการผลิตสื่อโฆษณาซึ่งไม่นิยมจ้างเซเลบดังค่าตัวแพงเพื่อเซฟงบลงทุน “แต่สูง 2-5 แสนบาทต่อ 1 โปรดักส์ บวกค่าเวลาวางสื่อออกอากาศนาทีละ 1.2 แสนบาท-3 แสนบาทต่อนาที...วันหนึ่ง จะต้องวางกี่ครั้งกี่ช่องเป็นเงินเท่าไรกว่าคนจะรับรู้” โปรดักชันแมนกล่าวคำตอบโจทย์ข้อนี้ง่ายมาก...นำค่าผลิตสินค้าบวกค่าผลิตโปรดักส์กับงบเผยแพร่ก้อนโตซื้อสื่อบวกกำไรที่ต้องการ ไปกำหนดราคาสินค้าให้เกินจริงเผื่อไว้ลดสะบั้นแจกสะเทือน โดย “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)”...และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน?ผลกรรมจึงตกกับ “ผู้ซื้อ” ที่หลงเชื่อโฆษณา “อาหารเสริม” เทียม “ยา”...ได้สินค้าตรงปกบ้างปกขาดบ้าง ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมจากสินค้าออนไลน์อีกช่องทาง...ที่น่าจับตามองคือธุรกิจขายอาหารเสริมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่นิยมยิงโฆษณารัวๆปั๊วะ-ปัง สูงสุดในยุคนี้ ได้แก่ TiKToK ไอจี เอฟบี แอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งรีวิว “อาหารเสริม” เทียม “ยา” รักษาโรคที่ตลาดต้องการ เช่น โรคหัวใจ ไตเสื่อม เบาหวาน ต่อมลูกหมากคลาย สมรรถนะทางเพศหย่อน โดยมีผู้เข้าชมพุ่งกระฉูดหลักสิบล้าน...ร้อยล้านครั้ง และเท่าที่รู้... ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อพื้นที่สื่อส่วนค่าผลิตโปรดักส์นั้นก็จ่ายเพียงค่าน้ำจิ้มจิ๊บจ๊อย...แต่ผลตอบรับหึๆ ยิ่งกว่าคุ้มค่ามหาศาล!ตลาด “อาหารเสริม” ออนไลน์ยุคปัจจุบันจึงคึกคักไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย จริงบ้างเก๊บ้างเต็มหน้าจอไปหมดขณะเดียวกันเป็นคดีแจ้งความอยู่บนสถานีตำรวจอยู่ก็มากกับการหลอกลวงต้มตุ๋นขายสินค้าประเภทนี้ แต่ไม่น่าเชื่อ...การเปิดเกมการขายทุกวันนี้กลับเติบโตมีที่ยืนในตลาดบ้านเราและที่สำคัญกำลังขยายก้าวไกลไปถึงตลาดเพื่อนบ้าน สปป.ลาว และกัมพูชา โดยมีเป้าหมายขาย “อาหารเสริม” เทียม “ยา” ต้องได้ 10,000 ล้านบาทในอนาคตอันใกล้ อดีตบุรุษพยาบาลโรงพยาบาลชื่อดังย่านอนุสาวรีย์ชัยฯที่หันมาเป็นพ่อค้าในสังกัดผู้ผลิตอาหารเสริมรายใหญ่ เล่าว่า “ถ้าเอ่ยชื่อธุรกิจรายนี้ทุกคนรู้จักดี...ทีแรกเริ่มลงทุนในยุคคอลลาเจนบูมใหม่ๆด้วยเงินสองแสนบาทผลิตสินค้าจดทะเบียนเป็นอาหารเสริมกับ อย. แล้วใช้กลยุทธ์การขายผ่านเว็บไซต์ร่วมกับหุ้นส่วนและสมาชิกช่วยกันขาย ใช้เวลา 5 ปีทำกำไรได้ 5,000 ล้าน”ยุทธวิธีคือผลิตสินค้าแบรนด์ “เติมคอลลาเจนให้ร่างกาย” ถัดมาเป็นยาสีฟัน แล้วก็ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย บำรุงสายตารวมแล้ว 12 ตัวออกสู่ตลาด โดยนำเข้าลิงก์เว็บไซต์พร้อมขยายฐานเปิดรับสมัครสมาชิกเป็นตัวแทนจำหน่าย สอนการทำตลาดแนวใหม่ให้รู้จักวิธีผลิตสื่อโฆษณาใช้ผู้มีประสบการณ์เป็นครูสอน...แล้วใช้แพทย์และเภสัชกรประจำที่เต็มใจเก็บจรรยาบรรณใส่ลิ้นชัก ทำหน้าที่วิทยากรให้ความรู้เรื่องสรรพคุณสินค้าก่อนนำไปขาย?“ทั้งหมดเป็นการให้วิชาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย” บุรุษพยาบาล ว่า “จบแล้วจะออกไปประกอบอาชีพเองหรือนำสินค้ามาร่วมขายในเครือก็ได้ จะเป็นตัวแทนขายปลีกสินค้า 12 ชนิดกับที่จะออกใหม่ได้ก็ดี ถ้าสร้างวอลลุ่มได้มาก...โชคหนุนก็จะขยับเป็นพ่อค้าขายส่งรายย่อย จากนั้นก็เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์และดีลเลอร์”ต่อยอดเพิ่ม “นักขายออนไลน์รายใหม่” เป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆเป็นวัฏจักรสถานการณ์เช่นนี้คงต้องหันกลับไปพลิกข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 แก้ไข พ.ศ.2522 กับ พ.ร.บ.อาหารเสริม สมมติว่าถ้าพึ่งไม่ได้ แล้วเกิด “อาหารเสริม” เป็นพิษแรงในสังคมเราขึ้นมาวันใด ค่อยหยิบมาใช้กัน ถึงเวลานั้น...# อนาคตคนไทยจะเหลือ 35 ล้านคน พ.ศ.2643 # ท่าจะจริงละมั้ง.