พรรคเพื่อไทยยืนยันหนักแน่น โครงการแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาท ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่ใช่นโยบายประชานิยมสุดโต่งตามเสียงวิจารณ์ของนักวิชาการ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นการแจกเงินที่เอกอัครมโหฬารที่สุด เพราะแจกให้ทุกคนโดยถ้วนหน้า ประมาณ 50 ล้านคน ต้องใช้งบกว่า 5 แสนล้านบาทเป็นการแจกที่แตกต่างจากโครงการประชานิยมอื่นๆที่เคยมีมา เริ่มตั้งแต่ “เงินผัน” ซึ่งเป็นต้นตำรับประชานิยมของไทย โดยรัฐบาลพรรคกิจสังคมเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จัดงบประมาณจากรัฐบาลกลาง ส่งตรงไปยัง “สภาตำบล” ตำบลละ 2 แสนบาท เพื่อจ้างชาวบ้านให้ก่อสร้างสาธารณสมบัติให้หมู่บ้านตามนโยบายของรัฐบาลที่ทำควบคู่กันไป คือ “เงินผัน ประกันราคาพืชผล สร้างสภาตำบล คนจนรักษาฟรี” เป้าหมายคือการสร้างงานในชนบท ให้ชาวบ้านมีรายได้ ในช่วงว่างจากการทำนา รวมทั้งรักษาพยาบาลฟรีเฉพาะคนจน แต่โครงการแจกเงินดิจิทัลให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นยากจนหรือมหาเศรษฐีจึงมีคำถามตามมามากมาย ที่สำคัญที่สุดจะได้เงินมาจากไหน การบังคับให้ใช้จ่ายให้หมดภายในรัศมี 4 กม.จากที่พัก อาจใช้ได้ในสังคมเมือง เช่น กทม. และเมืองใหญ่ๆ แต่ประเทศไทยส่วนมากเป็นชนบท แต่ละหมู่บ้านมีแค่ร้านค้าเล็กๆ จะกระตุ้นการใช้จ่ายได้แค่ไหน และทำไมต้องแจกคนมีรายได้สูงด้วยประชานิยมรุ่นบุกเบิก ไม่ได้มุ่งแจกเงินอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์สร้างงานในชนบท วิวัฒนาการเป็นกองทุนหมู่บ้าน ส่วนสภาตำบลที่มีแต่องค์กรแต่ไม่มีเงิน พัฒนาเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นโยบาย “คนจนรักษาฟรี” กลายเป็นนโยบายบัตรทอง แต่การแจกเงินดิจิทัลอาจจบใน 6 เดือนหลังจากทุกคนใช้เงินหมดภายใน 6 เดือน จะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่แค่ไหน เศรษฐกิจจะฟู่ฟ่า มั่งคั่ง ยั่งยืนหรือไม่ มีคำถามจากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์พรรคเสรีรวมไทย จะกู้เงินอีกมากน้อยแค่ไหน จะต้องทำตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.57 เพื่อประกันความเสี่ยงหรือไม่คำถามสุดท้ายที่สำคัญจากอดีต กกต. ถามว่าการแจกเงินดิจิทัลจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ม.73 (1) ที่ “ห้ามสัญญาว่าจะให้” ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี หรือไม่ แม้เลขาธิการจะยืนยันว่าทำได้ แต่ความเห็นของ กกต.ไม่ใช่คำตัดสิน จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด.