สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ประกาศชวนนักคิดนักเขียนส่งเรื่องสั้นและบทกวี ประกวดวรรณกรรม พานแว่นฟ้า ปี 2566 ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 9 เม.ย.2566 ครับ งานนี้มีทั้งกล่องใบใหญ่ แถมเงินไม่น้อยผมได้หนังสือชักชวนทุกปี แต่ปีนี้ มีหนังสือชื่อ “ความกระจ่างที่ระยะทาง 41,057 กิโลเมตร” เรื่องสั้นชนะเลิศรางวัลที่ 1 งานประกวดปีที่แล้ว และบทกวีชนะเลิศ ผีถ้วยแก้ว แถมมาให้อ่านลองอ่านแบบชิมๆ...แล้ว ชื่นใจเรายังมีนักเขียน เรายังมีกวี ที่คมความคิดแหลมลึกบาดใจไม่ได้ลดหายไปกับสังคมโซเชียลฯ ที่ว่ากันว่าเพิ่มจำนวนคนเขียนหนังสือลวกๆ อย่างที่หลายคนบ่นเป็นห่วงผมเจอเรื่องสั้นรางวัลชมเชย ชื่อเรื่อง ปากกากบฏ เรื่องนี้ตรงใจเนื้อหา เขาเป็นหลานปู่นักข่าวรุ่นตำนาน...กบฏสันติภาพ...เป็นนักเขียนมืออาชีพ เพราะฟังนิทานที่ปู่เล่า จนจำได้ขึ้นใจ สองเรื่องเรื่องแรก ปู่เล่าว่า สมัยหนุ่มๆปู่กับเพื่อน ลงขันกันทำหนังสือพิมพ์ ช่วงแรกปู่เป็นทั้งนักข่าวนักเขียนเอง ทุกวันจึงทำงานหนักจนเหนื่อยล้า วันนั้นปู่เอนหลังพักสายตาบนเก้าอี้ตัวโปรด ช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่นปู่ได้ยินเสียงคนคุยกัน จะลืมตาก็ลืมไม่ได้ จะขยับตัวก็ทำไม่ได้คล้ายผีอำ แต่หูของปู่ได้ยินเสียงชัดเจนมันเป็นเสียงของกระดาษสองแผ่นกำลังคุยกันแผ่นหนึ่งเป็นต้นฉบับงานเขียนของปู่ที่กำลังจะเข้าโรงพิมพ์อีกแผ่นหนึ่งเป็นกระดาษเปล่าที่กำลังรอถูกหยิบมาเขียน แผ่นที่เป็นกระดาษต้นฉบับนั้นเต้นระบำด้วยความดีใจ ที่ตนจะได้รับการนำไปตีมูลค่าทว่ากลับพูดจาเหยียดหยามกระดาษเปล่าว่า ถูกวางกองอยู่นานแล้ว ไม่ได้รับเลือกไปเขียนเสียทีกระดาษเปล่าร้องไห้เสียใจ และพาตัวเองปลิวหายไปอยู่ในซอกหลืบนิทานเรื่องที่สอง แค่ปู่เริ่มเล่าว่า แท้จริงแล้ว หีบมันมีแขนมีขานะ หลานก็หูผึ่งนิ่งฟังอย่างตั้งใจเมื่อก่อนนั้น หีบยังมีชีวิต เดินไปไหนมาไหนได้เหมือนคน แต่มีหีบเด็กน้อยใบหนึ่งอยากบินได้เหมือนนก จึงไปอ้อนวอนนางฟ้า ขอให้ตัวเองมีปีก จะได้บินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระนางฟ้ายื่นเงื่อนไขให้หีบเด็กน้อยทำความดีไปเรื่อยๆ หีบเด็กน้อยทำตามจนโตเป็นหนุ่มใหญ่ นางฟ้าจึงเนรมิตปีกให้ แต่แทนที่ชาวบ้านหีบจะดีใจ กลับมองว่าหีบหนุ่มเป็นตัวประหลาด แปลกแยก และจะนำภัยพิบัติมาสู่หมู่บ้านรวมตัวกันจับหีบหนุ่มเด็ดปีกตัดแขนตัดขานางฟ้าเห็นดังนั้นก็โกรธ ลงมาสาปหีบทุกใบในหมู่บ้าน ให้ไม่มีแขนไม่มีขาเหมือนกันหมดตั้งแต่นั้นมา หีบจึงกลายเป็นวัตถุไม่มีชีวิต ทำหน้าที่เพียงบรรจุสิ่งของ ใครอยากเอาอะไรมาใส่ก็ต้องรับไว้ ใครจะเอาอะไรออกไปก็ต้องยอม ไม่มีปากไม่มีเสียงไม่มีความคิดเป็นของตนเองอีกต่อไปนิทานเรื่องนี้จบ ปู่ก็สอนว่า การที่เรามีความคิดหรือการกระทำที่แตกต่างไม่ใช่สิ่งผิด แต่จงเลือกวิธีแสดงออก อย่าหุนหันพลันแล่น อย่าทะนงตนว่าเก่งกาจ อย่าองอาจคิดว่ามือเราคนเดียวจะเปลี่ยนโลกทั้งใบได้ในพริบตาทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป และที่สำคัญก็คือต้องรักตัวเอง รักษาเนื้อตัวให้มีพลังพร้อมที่จะต่อสู้ รอชมความงดงามของสิ่งที่เราต้องการในวันข้างหน้าตอนท้ายเรื่องสั้นเรื่องนี้ เขาเปิดห้องหนังสือเก่าของปู่ หยิบปากกาหมึกซึมด้ามโปรดของปู่มาใช้ แล้วเจอปาฏิหาริย์...เขียนเรื่องดีๆ หมึกก็ออก แต่พอเขียนเรื่องร้ายๆ...ปากกาของปู่สำแดงปาฏิหาริย์ยังไงต่อไป? หมดเนื้อที่พอดี ไม่ว่ากันได้ไหม หากผมจะขอให้ไปหาซื้อหนังสืออ่านตอนจบกันเอง.กิเลน ประลองเชิง