“เอ็มจี” ลั่นกลองรบรุกเข้มตลาดรถยนต์บ้านเราค่ายเอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี และ ค่ายเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ได้ประกาศลั่นถึงทิศทางเดินหน้าแบรนด์ในปี 2566ตั้งเป้าจะขึ้นท็อป 5 ในอุตสาหกรรมยานยนต์บ้านเราและสานต่อการเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าในไทย“พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ ค่ายเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดแผนรุกเข้มในปีนี้ว่า จากสถานการณ์การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจประเทศไทยที่มีแนวโน้มไปในทิศทางบวกมากขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย สังเกตได้จากตัวเลขจีดีพีในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 3.2% คาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวเพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลพวงจากการเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างหลั่งไหลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคัก รวมถึงปัจจัยจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศและการส่งออกดังนั้น ในปี 2566 เอ็มจีได้กำหนดแผนการยกระดับแบรนด์ให้ เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตให้แบรนด์เอ็มจีทะยาน สู่การเป็นท็อป 5 ของอุตสาหกรรมในปีนี้ เอ็มจีเตรียมสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย โดยภายในครึ่งปีแรกนี้มีแผนเปิดตัวอย่างน้อย 2 รุ่น และเร่งแก้ปัญหาการส่งมอบรถไฟฟ้าในรุ่นก่อนหน้าที่ไม่เพียงพอให้คลี่คลายพร้อมเดินหน้าส่งมอบรถอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขึ้นเป็นหนึ่งใน 5 แบรนด์รถยนต์ในไทย ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดรถไฟฟ้าในไทยทั้งนี้ การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นที่เอ็มจีได้จุดประกายให้ตลาดนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 4 ปีก่อน จนปัจจุบัน คนไทยได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเอ็มจีแล้วกว่า 8,000 คันปีนี้ เอ็มจียังคงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย การันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล โดยมีแรงสนับสนุนจาก SAIC MOTOR CORPORATION ตั้งเป้าส่งมอบรถอีวีเฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 1,000 คันรวมถึงเดินหน้าขยายระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้สามารถรองรับการขยายตัวของตลาดและอำนวยความสะดวกทุกพื้นที่ด้วยการเพิ่มเครือข่ายสถานี MG Super Charge เพื่อรองรับผู้ใช้บริการในทุกๆ 150 กม.หรือน้อยกว่า ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จในศูนย์บริการทั่วประเทศ โดยภายในสิ้นปีนี้จะมีจำนวนสถานีชาร์จไม่น้อยกว่า 200 แห่งขณะเดียวกันยังได้ชูนโยบาย Customer Centric ตอบโจทย์ให้ตรงจุดเพื่อความพึงใจสูงสุด โดยเอ็มจีพร้อมรับฟังเสียงของผู้บริโภค เพิ่มความสะดวกสบายในการรับ–ส่งข้อมูล ข่าวสารครอบคลุมทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อนำมาพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงจุดเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและอำนวยความสะดวกด้วยเป้าหมายในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดและเพิ่มจำนวนศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังจาก 67 แห่ง เป็น 80 แห่ง ภายในปีนี้เพิ่มการเข้าถึงอู่พันธมิตรและบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับขั้นตอน รวมถึงการบริหารระยะเวลาในการอนุมัติซ่อม ไปจนถึงการจัดส่งอะไหล่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลภายในวันถัดไป และในพื้นที่ต่างจังหวัดภายใน 2 วันทำการสุดยอด!!!อัลคาโปนmotorwars@thairath.co.th