หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 1/2566 ต้องถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ได้พูดเรื่องกฎหมายได้น่าฟัง เมื่อถูกนักข่าวถามว่าการสร้างความปรองดอง มีการพูดถึงเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าไม่เกี่ยวกันนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การสร้างความปรองดอง ไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมาย ความปรองดองของเราคือ การสร้างความรักสามัคคี และเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม ท่านจะทำอะไรอย่าให้กระทบกับคนอื่น ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ ทุกคนเหมือนกันหมด กฎหมายเดียวกันเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ตรงกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ห้ามเลือกปฏิบัติว่าถ้าเป็นผู้มีอำนาจ หรือคนร่ำรวย ใช้กฎหมายแบบหนึ่ง เป็นคนธรรมดาอีกแบบหนึ่งก่อให้เกิดระบบอภิสิทธิ์ชน ขัดกับหลักประชาธิปไตยชัดแจ้ง แต่เมื่อมองย้อนกลับ นับแต่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี กว่า 8 ปี หลายครั้งได้ขัดขวางความพยายามที่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน และเสมอหน้ากันในกฎหมาย เช่น ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดสิทธิ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ในการเลือกนายกรัฐมนตรียิ่งกว่านั้น นายกรัฐมนตรียังเห็นดีเห็นงาม กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ให้คนไทยผู้มีสิทธิทั่วประเทศ กว่า 51 ล้านคน มีสิทธิเลือก ส.ส.ได้ 500 คน แต่ให้คณะรัฐประหาร คสช.กว่า 10 คน เลือก ส.ว.ได้ 250 คน มีสิทธิและอำนาจเลือกนายกฯ เท่าเทียมกับ ส.ส. ขัดหลักการ “ทุกคนเสมอกันในกฎหมาย”คำกล่าวที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน และเสมอหน้ากันในกฎหมาย จะต้องเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นมา โดยชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย ก่อนตรากฎหมายทุกฉบับ ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง (รวมทั้งประชาชนทั่วไป) และร่างกฎหมายต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งคำว่า “หลักนิติธรรม” ซึ่งเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย จะต้องเป็นการปกครองที่ยึดถือกฎหมายเป็นใหญ่ กฎหมายนั้นต้องมาจากตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่ประเภทประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหาร ที่เป็นคำสั่งของไม่กี่คน ที่ไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชน แต่นำมาใช้บังคับประชาชนทั้งประเทศ.