ในที่สุดก็เป็นเรื่องชัดเจนแล้วว่า “รถถัง” ของกลุ่มชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ NATO จะถูกส่งลงสู่สมรภูมิ “ยูเครน” ในยุโรปตะวันออกในเวลาไม่ช้าก็เร็วหนีไม่พ้นที่จะเข้าปะทะกับรถถังซีรีส์ T ค่ายรัสเซียบนสนามรบสักวันใดวันหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้ยังถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งเพราะมันแสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจมีการยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเป็นปืนใหญ่รถยิงจรวด ต่อมาเป็นรถถัง หลังจากนั้นก็เป็นไปได้ที่อาจจะลุกลามกลายเป็นเครื่องบินรบทั้งนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อมูลหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่องว่า รถถังที่จะถูกส่งไปยูเครนรุ่นไหนมีคุณสมบัติเช่นไร ไม่ว่าจะเป็น “M1 เอบรัมส์” จากค่ายสหรัฐฯ “แชลเลนเจอร์ 2” จากค่ายอังกฤษ “เลอแคลร์” จากค่ายฝรั่งเศส (ยังไม่คอนเฟิร์ม) และ “เลพเพิร์ด 2A6” จากค่ายเยอรมนี มีการเปรียบเทียบเป็นฉากๆว่าจะได้เปรียบตรงไหน เสียเปรียบตรงไหน ของสหรัฐฯกินน้ำมันมากกว่า ของเยอรมนี รัสเซียประหยัดน้ำมันกว่า หรือการเกทับกันอย่างเช่น รถถังรัสเซียมีระบบโหลดกระสุนอัตโนมัติ ยิงได้เร็วและต่อเนื่อง ทำให้ถูกสวนว่า ผลชี้วัดเขาวัดกันที่ใครยิงแม่นกว่าใครในนัดแรกอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ความมั่นคงบางส่วนมองว่า การมาถกเถียงกันเรื่องสเปกไม่น่าจะเกิดประโยชน์อันใด เพราะความขัดแย้งที่ยืดยาวมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ปีก่อนและกำลังใกล้จะครบรอบ 1 ปี ได้แสดงให้เห็นว่า รถถังไม่สามารถเป็นหัวหอกทะลวงฟันได้เหมือนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นอีกต่อไป เนื่องด้วยประสิทธิภาพของ “จรวดต่อต้านรถถัง” ในปัจจุบันรถถังเกือบทุกรุ่นในยุคนี้เคยผ่านประสบการณ์ “ป้อมบิน” ไฟลุกท่วมมาแล้วในสมรภูมิความขัดแย้งต่างๆตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนระยะหลังได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ใช้รถถังเข้าบดขยี้แนวป้องกันที่ถูก “นวดจนน่วม” จากปืนใหญ่หรือการโจมตีทางอากาศ หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายสนับสนุน” ยิงถล่มฐานที่มั่นของข้าศึกจากด้านหลังเวลาที่ทหารราบเดินหน้าเข้าตี และสำหรับสงครามยูเครนครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่า รถถังมีอัตราการสูญเสียที่รวดเร็วกว่าครั้งใดที่ผ่านๆมา โดยข้อมูลทางสถิติบ่งชี้ว่า อัตราการสูญเสียรถถังในสมรภูมิต่อวันของฝั่งยูเครนจะอยู่ที่ 10-15% และในจำนวนนี้จะมีประมาณ 15-20% ที่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถเก็บกู้ซ่อมแซมได้นักวิเคราะห์ความมั่นคงคำนวณตัวเลขให้ดูว่า สมมติกองพลรถถังจำนวน 1 กองพล มีรถถัง 300 คัน ในปฏิบัติการตีโต้เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีอัตราสูญเสีย 30–45 คันต่อวัน ในจำนวนนี้มีประมาณ 3–9 คัน พังยับเยิน ต้องหาคันใหม่มาทดแทนเท่านั้น หากบุกทะลวง 7 วัน ก็จะเท่ากับว่าถูกทำลายราว 21–63 คัน ตัวเลขอาจจะน้อยกว่าหรือสูงกว่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในสนามรบเป็นคำถามว่า กองทัพยูเครนต้องใช้รถถังเท่าใดถึงจะเหมาะสม หากดูจากแนวรบในปัจจุบันที่มีแนวยาว 815 กิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดลูฮานสก์ โดเนตสก์ และซาโปริชเชีย ยูเครนจะต้องมีอย่างน้อย 3 กองพล หรือกว่า 900 คัน หากคิดว่ารัสเซียจะบุกรอบใหม่จากเบลารุสทางภาคเหนือก็ควรจะต้องมีอีก1 กองพล เท่ากับว่าต้องมีรถถัง 1,200 คัน (มองในกรณีพร้อมรบเต็มอัตราศึก) ทว่าเมื่อมีกองพลรถถังก็จะต้องมีกองพลสำรองไว้เป็นกำลังเสริม นั่นหมายถึงต้องมีเพิ่มอีก 300 คัน กลายเป็น 1,500 คัน และหากจะให้เหมาะสมจริงๆนั้นก็ต้องมีกำลังสำหรับสับเปลี่ยนทดแทนความสูญเสียด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าการคำนวณพื้นฐานแล้ว กองทัพยูเครนจะต้องใช้รถถังประมาณ 1,800 คัน และการที่กลุ่มพันธมิตรนาโตประกาศการส่งรถถังในเบื้องต้น ประกอบด้วยเอบรัมส์ 31 คัน เยอรมนีและอังกฤษให้ประเทศละ 14 คัน และมีอีก 12 ชาติยุโรปที่จะให้รวมๆกันแล้วกว่า 100 คัน บวกเช่นไรก็ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับมาตรฐาน 1 กองพลเสียด้วยซ้ำกระนั้น หากมองว่ารถถังของชาติตะวันตกเหล่านี้คือ “สัญลักษณ์” ของอำนาจทางการทหารแล้ว ย่อมไม่มีทางที่กองทัพตะวันตกจะส่งรถถังให้ใช้อย่างเร่งด่วนและเอาไปตายอย่างโง่ๆแน่นอนจะต้องมีการเซตระบบเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุม เพื่อให้นำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นไปได้ที่จะต้องนำพลรถถังยูเครนไปฝึกซ้อมอย่างหนักในประเทศที่สาม พร้อมวางเครือข่ายการส่งกำลังบำรุง การบำรุงรักษา และการนำกลับไปซ่อมแซม รถถัง อะไหล่ กระสุน จะเดินทางเข้าออกยูเครนกันอย่างคึกคักและเมื่อวางเครือข่ายกันเสร็จสิ้น การส่งรถถังให้ได้ตามความต้องการของยูเครน ไม่ว่าจะ 1,800 คัน หรือมากกว่านั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง ด้วยเหตุนี้จึงน่าสนใจว่า รัสเซียประเมินไทม์ไลน์ของตะวันตกไว้เมื่อใดและจะดำเนินการเช่นไรก่อนที่เครือข่ายอาวุธตะวันตกจะทำงานอย่างเต็มรูปแบบ.วีรพจน์ อินทรพันธ์