คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงมติ กกร.-คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน มี สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าไทยฯ สมาคมธนาคารไทย ขอให้รัฐบาลตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่หน่วยละ 4.72 บาท ชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2565 ที่จะขยับขึ้นไป 5-6 บาท ต่อหน่วยออกไปก่อน เพื่อไม่ใช้ซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากโควิด-19 ที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากค่าพลังงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ส่งผลให้สินค้าบางประเภทต้องปรับขึ้นราคา สุดท้ายก็จะวนมาส่งผลกระทบต่อประชาชนการขึ้นค่าไฟเป็น 5-6 บาทต่อหน่วย ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ทั้งเพื่อการส่งออกและบริโภคในประเทศ แต่ยังส่งผลให้เกิด เงินเฟ้อ ค่าครองชีพแพง และ กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในการดึงทุนจากต่างประเทศคุณเกรียงไกร เปิดเผยว่า วันนี้ค่าไฟฟ้าเวียดนามถูกกว่าไทยเท่าตัว เวียดนามตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 2.88 บาทต่อหน่วย และ กำลังพิจารณาขึ้นค่าไฟฟ้าครัวเรือนอีก 3% กว่า เพื่อให้ชาวเวียดนามใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และคงต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ ถือเป็นจุดขายดึงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่นโยบายของไทยกลับกัน เพิ่มค่าไฟฟ้ากับภาคธุรกิจไปชดเชยให้กับภาคครัวเรือน ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีแย่ลง เพราะโดนหลายต่อ มีต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายด้าน ทั้งค่าจ้างแรงงานที่เพิ่งปรับขึ้น ดอกเบี้ยขาขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น จึงอยากให้รัฐทบทวนชะลอการขึ้นค่าไฟต้นปีหน้าออกไปก่อนคุณอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ แถลงรายละเอียดว่า กกร.ขอให้รัฐพิจารณาชะลอการขึ้นค่า Ft งวดใหม่ (ม.ค.-เม.ย.66) นั้นมีเหตุผล 4 ประการ1.ค่าไฟฟ้าปัจจุบันถูกปรับขึ้นค่าเอฟทีมากถึง 68.66 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยที่ 4.72 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นถึง 17% ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิตอยู่แล้ว ถ้าปรับขึ้นอีกงวด (ม.ค.-เม.ย.66) 5.37-6.03 บาทต่อหน่วย จะเป็นการปรับขึ้นรุนแรงสองงวดติดต่อกัน ส่งผลกระทบรุนแรงมากจนอาจทำให้เศรษฐกิจถดถอยเกินคาดได้2.กกพ.ได้ประมาณการต้นทุนไฟฟ้าว่าจะลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 เนื่องจากผลิตก๊าซในอ่าวไทยได้มากขึ้น ราคาก๊าซ LNG จะลดลงสู่ระดับปกติได้ ควรเป็นโอกาสให้ชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้างวดใหม่ และบริหารค่า Ft อย่างเหมาะสมไม่เป็นภาระการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเกินไป3.ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ กฟผ.รับภาระแทนประชาชนราว 1.2 แสนล้านบาท อยู่ในวิสัยที่รัฐจะบริหารจัดการให้ กฟผ.รับภาระได้มากขึ้นและนานขึ้นได้ เช่น เพิ่มเพดานเงินกู้เฉพาะกิจ การจัดสรรวงเงินให้ยืม การชะลอการส่งรายได้เข้าคลัง เป็นต้น4.ในสถานการณ์ค่าไฟสูงมาก เศรษฐกิจชะลอตัว แต่กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองกลับสูงเกินปกติ จนผู้ใช้ไฟต้องแบกรับภาระ “ค่าความพร้อมจ่าย (AP)” ของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสูงถึง 30,665 ล้านบาท (งวด ก.ย.-ธ.ค.65) และ 32,420 ล้านบาท (งวด ม.ค.-เม.ย.66) จึงควรให้ 3 การไฟฟ้าเร่งตัดทอนการลงทุนอย่างเข้มข้น เพื่อนำเงินส่วนนี้มาช่วยลดค่าไฟฟ้า เนื่องจากเป็นเงินที่ 3 การไฟฟ้าเรียกเก็บไว้เป็นค่าไฟฟ้าพื้นฐานอยู่แล้วก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า 3 การไฟฟ้ามีกำไรสะสมกว่า 6.6 แสนล้านบาท กฟผ. 3.74 แสนล้านบาท กฟน. 1.1 แสนล้านบาท กฟภ. 1.8 แสนล้านบาท งบดุลปัจจุบันก็ยังกำไรกันบานเบิก ผมดูงบ กฟภ.ปี 2565 มีกำไรสุทธิสูงถึง 17,265 ล้านบาท มากกว่าปี 64 และจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นเห็น ตัวเลขชัดๆ กันอย่างนี้แล้วก็ต้องบอกว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ยุติธรรมกับประชาชน ที่ เอากำไรของ 3 การไฟฟ้า กำไรบริษัทลูกของ 3 การไฟฟ้า และ กำไรบริษัทไฟฟ้าเอกชน มาเป็นภาระให้คนไทยทั้งประเทศแบกกันหลังแอ่น และขึ้นค่าไฟไม่ยอมหยุด.“ลม เปลี่ยนทิศ”