นับเป็นสัปดาห์แห่งการชี้ชะตาว่า รัฐบาลพรรคเดโมแครตในปี 2566 ของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะตกระกำลำบากหรือไม่หลังศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเฟ้นหาผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และวุฒิสมาชิก 35 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง แต้มต่อได้เอียงไปทางขั้วฝ่ายค้าน “รีพับลิกัน” ว่าอาจประสบความสำเร็จในการเข้าครอบครอง “เสียงข้างมาก” ในสภาคองเกรส หรือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแม้จะผิดความคาดหมายของทางพรรครีพับลิกันที่เสียงเลือกตั้งไม่ถล่มทลาย ไม่ได้แดงทั้งแผ่นดินอย่างที่ตั้งเป้าไว้ แต่การครองเสียงข้างมากในสภาย่อมหมายถึงความยากลำบากของรัฐบาลเดโมแครต เพราะจะประสบปัญหาในเรื่องการผ่านกฎหมาย ผลักดันนโยบายตามที่ตัวเองต้องการ เนื่องจากเสียงโหวตในสภาไม่ถึงเกณฑ์ทั้งยังจะส่งผลไปถึงนโยบายในเวทีโลกด้วยเช่นกัน เนื่องจากพรรครีพับลิกันมีความต้องการที่จะบีบรัฐบาลในเรื่องความช่วยเหลือ “ยูเครน” ปลุกกระแสเอางบมหาศาลที่ให้ไป กลับมาฟื้นฟูชาติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อพุ่ง 9% น่าจะเป็นการดีเสียกว่าอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า ถึงเดโมแครตจะเสียเปรียบเรื่อง การบริหารราชการในปีหน้าหากพรรครีพับ ลิกันครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส แต่เมื่อดูจากผลเลือกตั้งในครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า เดโมแครตก็ทำได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดคะเนเอาไว้ จากทีแรกที่มองว่ามีสิทธิหมอไม่รับเย็บ เพราะผลที่ออกมาบ่งชี้ว่า เดโมแครตสามารถสร้างแนวตั้งรับด้วยการคว้าชัยชนะใน “รัฐตัวแปร” สำคัญ (หรือรัฐที่จะมีความโอนเอียงไปพรรคใดพรรคหนึ่ง แล้วแต่สถานการณ์) สำหรับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2567 อย่างรัฐ มิชิแกน วิสคอนซิน และ เพนซิลเวเนีย ซึ่งรัฐเหล่านี้ เดโมแครตเสียให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯเมื่อปี 2559สื่อการเมืองโพลิติโกสหรัฐฯ อธิบายไว้ว่า หาก “กำแพงน้ำเงิน” (ฉายาของรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นฐานที่มั่นเดโมแครต) เคยถูกทรัมป์ทุบไปในปี 2559 เดโมแครตก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ในสัปดาห์นี้ ทั้งยังสร้างฐานคะแนนเพิ่มขึ้นมาได้ในรัฐอริโซนาและจอร์เจีย ที่สำคัญคือ รัฐมิชิแกน เดโมแครตสามารถแย่งชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกมาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีตรงกันข้ามสำหรับพรรครีพับลิกัน แม้จะทำผลงานได้ดีในภาพรวม แต่ก็สร้าง “ข้อกังขา” ภายในพรรครีพับลิกันด้วยเช่นกัน เพราะการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ นายทรัมป์ถือว่า “ออกตัวแรง” ประกาศสนับสนุนผู้สมัครกว่า 330 คน เดินสายขึ้นเวทีหาเสียงกว่า 30 แห่ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครีพับลิกันมีความได้เปรียบเป็นทุนเดิม เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ งบถูกเอาไปหนุนสงคราม การถอนทหารจากอัฟกานิสถาน คะแนนนิยมนายไบเดนต่ำกว่า 40% และที่สำคัญเป็นเรื่องปกติที่พรรครัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจะสูญเสียที่นั่งในสภาจนมีกระแสว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะรู้ตัวว่ายี่ห้อ “ทรัมป์” จับฐานเสียงได้เฉพาะบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันทั้งหมด เพราะใช่ว่านายทรัมป์จะเป็นตัวเลือกที่ดีขนาดนั้น มีความด่างพร้อยอยู่มาก โดยเฉพาะเหตุการณ์อัปยศ ม็อบคลั่งทรัมป์บุกรัฐสภา “แคปิตอล ฮิลล์” กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 6 ม.ค.2564นายสตีฟ ดูพรีย์ อดีตประธานคณะกรรมการพรรครีพับลิกัน มองว่า เราเป็นพวกเรียนรู้ช้า หากลองดูสถานการณ์ในประเทศตอนนี้จะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยปัญหา ทุกอย่างเอื้อให้เกิดกระแสแดงทั้งแผ่นดิน ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้คือคำเตือนหรือไม่ว่า รีพับลิกันควรจะต้องหาไอเดียใหม่ ชูนโยบายใหม่ๆแล้วนายมาร์ค กรอล อดีตนักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกัน สมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในศึกหาเสียงปี 2547 มองว่า การเลือกตั้งกลางเทอมรอบนี้มีความชัดเจนว่า นายทรัมป์ “สร้างความเสียหาย” ต่อผู้สมัครรีพับลิกันมากน้อยเพียงใด แต่จะส่งผลกระทบไปยังศึกเลือกตั้งปี 2567 หรือไม่ ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนักและก็ยังไม่ชัดเจนอีกเช่นกันว่า คณะเลือกตั้งพรรครีพับลิกันพร้อมจะ “รู้ตัว” กันหรือไม่ กระแสในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลของนายทรัมป์ก็เต็มไปด้วยเสียงสนับสนุนว่า ผลการเลือกตั้งเป็นที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับเหล่าที่ปรึกษาของนายทรัมป์ก็พูดกับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความนิยมต่อยี่ห้อทรัมป์ยังไม่เสื่อมถอย ต่อให้เลือกตั้งเดือนหน้าเลยก็ยังได้ ส่วนโพลิติโกระบุด้วยว่า “คนวงใน” ต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า นายทรัมป์มีความผิดหวังและหงุดหงิดว่าทำไมผู้สมัครบางคนถึงปั้นไม่ขึ้นและเริ่มกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของเหล่า “นายทุน” พรรค ที่จิ้มผู้สมัครไร้ความสามารถมาให้.วีรพจน์ อินทรพันธ์