ย่างเข้าหน้าหนาว อากาศเริ่มเย็นสบาย วันหยุดเสาร์อาทิตย์คนแห่ไปเที่ยวรับลมหนาวกันคึกคัก เราลืมปัญหาน้ำท่วมที่เพิ่งประสบมาหมาดๆไปหมดแล้ว ส่วนรัฐบาลก็ดูไม่ค่อยร้อนใจกับความทุกข์เข็ญของชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม การชดเชยเยียวยาล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ น้ำท่วมเดือน ส.ค. แต่กว่าจะออกหลักเกณฑ์เยียวยาต้องรอถึงเดือน ต.ค. และทุกวันนี้เงินเยียวยายังลงไปไม่ถึง เกษตรกรออกมาเรียกร้องทวงถามทุกวัน ไม่รู้เข้าหูรัฐบาลบ้างไหมอุทกภัยปีนี้แม้ไม่รุนแรงเท่าปี 2554 แต่ได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกระทบชีวิตความเป็นอยู่และส่งผลต่อสภาพจิตใจของประชาชนอย่างมาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุปีนี้มีพื้นที่น้ำท่วม 59 จังหวัด กระทบชาวบ้านกว่า 4 แสนครัวเรือน และขณะนี้ยังมีพื้นที่น้ำท่วมขังอีกนับสิบจังหวัด ไปดูกันนะครับว่าระยะหลังที่เกิดน้ำท่วมสร้างความสูญเสียไว้มากแค่ไหน เริ่มจาก มหาอุทกภัยปี 2554 ท่วมหมดทุกจังหวัดทั้งประเทศ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 4 แสนกว่าครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 11 ล้านไร่ สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานเสียหายไปทั่ว ธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาทปี 2560 น้ำท่วม 68 จังหวัด ประชาชนเดือดร้อน 3.6 ล้านคน พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 5 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.05 ล้านล้านบาท ถัดมา ปี 2561 น้ำท่วม 66 จังหวัด ประชาชนเดือดร้อนกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 5.42 แสนล้านบาทแต่ละปีประเทศต้องจ่ายเงินชดเชยเยียวยานับหมื่นล้านบาท และเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมูลค่ามหาศาล น้ำท่วมทุกปีจะมีเสียงเรียกร้องให้แก้ปัญหาระยะยาว รัฐบาลรับปากหวานเจี๊ยบ แต่พอน้ำแห้งก็ลืมประเทศจะต้องจ่ายเงินเยียวยาอย่างนี้ทุกปีไปอีกนานแค่ไหน และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างไร?คำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ยินกันมาจนคุ้นหู แต่ยังใส่ใจตระหนักกับมันไม่มากพอ ทั้งที่ปัญหาสภาวะโลกร้อนทำให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา จะทำให้ฝนตกก็ตกหนักขึ้น อากาศแล้งจะแล้งยิ่งกว่าเดิม เช่น ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เกิดฝนตกหนักวันเดียว 380 มิลลิเมตร เป็นฝนหนักในรอบ 150 ปี ประเทศกรีซเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซัดรถตกหายไปในทะเล ที่จีนก็มีภัยแล้งจนแม่น้ำหลายสายแห้งขอดเห็นสันดอนทรายของไทยปีนี้เกิดน้ำท่วมภูเก็ต แม้ท่วมขังไม่ถึงวัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ที่สำคัญคือ อิทธิพลน้ำทะเลหนุน สร้างความเสียหายใหญ่หลวง คนกรุงเทพฯและนนทบุรีที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยารับรู้ถึงความเดือดร้อนแล้ว เพราะปีนี้โดนน้ำท่วมบ้านผมอยากแนะนำให้ติดตามเฟซบุ๊กหรือติ๊กต่อกของ คุณวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่พูดคุยถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนให้เข้าใจง่าย สร้างความตระหนักรู้ได้ดี และมีเรื่องราวมาอัปเดตทันกระแสโลกคุณวราวุธย้ำเสมอว่าสภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น และไม่ใช่แค่น้ำแข็งที่อยู่บนมหาสมุทร ที่น่ากลัวคือวันนี้น้ำแข็งที่กรีนแลนด์ซึ่งไม่ใช่น้ำแข็งอยู่บนผิวน้ำกำลังละลาย ฉะนั้นสถานการณ์น้ำทะเลหนุนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ถ้ามนุษย์ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สิ้นปี ค.ศ.2100 อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้น 2.8-3 องศาเซลเซียส โลกเปรียบเหมือนร่างกายมนุษย์ ถ้าอุณหภูมิขึ้น 3 องศาก็เป็นไข้สูง ต้องเข้าโรงพยาบาลมีคนเคยบอกว่า ถ้าน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร ชายหาดของประเทศไทยจะอยู่ที่ จ.สระบุรี ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ แต่คุณวราวุธอธิบายเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องจริง เพราะภาคกลางเป็นพื้นที่แบนราบ แม่น้ำท่าจีนจุดเริ่มต้นอยู่ที่ จ.ชัยนาท ประตูน้ำพลเทพ ถัดมาเป็นประตูน้ำท่าโบสถ์ ประตูน้ำสามชุก และประตูโพธิ์พระยา ซึ่งเป็นประตูน้ำสุดท้ายของแม่น้ำท่าจีนที่ จ.สุพรรณบุรี จากนั้นไหลคดเคี้ยวเป็นทางยาวก่อนลงปากอ่าว ท้องน้ำของแม่น้ำท่าจีนจากสุพรรณไปถึงปากอ่าวมีความลาดชันเป็นศูนย์ แปลว่าถ้าไม่มีแม่น้ำท่าจีน ระดับน้ำทะเลจะรุกเข้ามาสุพรรณบุรี ไล่ไปจนถึงชัยนาทนั่นหมายความว่ากรุงเทพฯและหลายจังหวัดภาคกลางจะจมอยู่ใต้ทะเล น่าขนลุกไหมครับ ผมว่าถ้าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคนยังไม่ใส่ใจกับปัญหานี้ ไม่ร่วมกันลดสภาวะโลกร้อน เราจะโดนธรรมชาติเล่นงานหนักขึ้นทุกปี แล้วจะเหลือมรดกดีๆอะไรไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานละครับ.“ลมกรด”