สถานการณ์นํ้าท่วมที่ไหลทะลัก เข้า “โบราณสถานหลายแห่งของไทย” ถูกแช่น้ำมานานนับเดือน กำลังเริ่มเห็นการชำรุดของตัวอิฐผุกร่อนและเปื่อยยุ่ยลง อันสุ่มเสี่ยงกระทบต่อโครงสร้างเสียหายนี้ทำให้ไม่นานมานี้ “กรมศิลปากร” สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน 82 แห่งทั่วประเทศแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ “จุดเสี่ยงมากมีอยู่ 8 แห่ง จุดเสี่ยงปานกลางมี 37 แห่ง และจุดเสี่ยงน้อย 37 แห่ง” พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายงานผลให้ทราบเป็นระยะนั้นสถาพร เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมศิลปากร บอกว่า ตอนนี้จุดเสี่ยงที่ต้อง เฝ้าระวังเป็นพิเศษนั้นอยู่ที่ “โบราณสถานในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา” เพราะ ช่วงที่ผ่านมาระดับน้ำบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาสูงมากจนทำให้ “วัดและโบราณสถาน” พื้นที่ลุ่มต่ำถูกน้ำท่วมแช่ขังกว่า 67 แห่ง สถาพร เที่ยงธรรมเบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่า “มีโครงสร้างของโบราณสถานได้รับ ผลกระทบแต่อย่างใด” สาเหตุเพราะเคยได้รับการบูรณะเสริมความมั่นคงมาก่อนแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ได้รับผลกระทบมักเกิดจากการชำรุดเล็กน้อยของวัสดุอย่างเช่น “อิฐผุกร่อนเปื่อยยุ่ย” สามารถสกัดเปลี่ยนได้ ด้วยผิวนอกของโบราณสถานนั้นเป็นอิฐสกัดเปลี่ยนใหม่ถัดมาคือ “โบราณสถานถูกน้ำไหลหลากผ่านจนมักมีคลื่นกระทบ” อย่างเช่น ป้อมเพชรก็ได้ทำแนวรั้วไม้ไผ่ผูกเป็นทุ่นลดแรงกระแสน้ำของคลื่นมากระทบตัวโบราณสถานไว้ ในส่วนโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการบูรณะก็ได้ ป้องกันด้วยการตั้งนั่งร้านเสริมความมั่นคงไว้เช่นกัน ทั้งส่ง จนท.ออกตรวจสอบโบราณสถานอยู่เป็นประจำดังนั้นภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมโบราณสถานเริ่มคลี่คลายดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วอุทกภัยครั้งนี้ก็ยังไม่ส่งผลกระทบก่อความเสียหายต่อโบราณสถานในด้านโครงสร้างที่จะทำให้พังทลายลงได้ ส่วนใหญ่เป็นความเสียหายเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างที่สามารถบูรณะฟื้นฟูได้ โดยหลังน้ำลดนี้จะเร่งสำรวจดำเนินการบูรณะเสริมความมั่นคงต่อไปจริงๆแล้ว “ปีนี้โบราณสถานได้รับผลกระทบน้อยกว่าปี 2554” สังเกตจาก ก่อนหน้านี้ระดับน้ำหน้าวัดไชยวัฒนารามมีระดับต่ำกว่าครั้งน้ำท่วมในปี 2554 อยู่ 45 ซม. แม้ว่าเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักจะระบายน้ำมามากขึ้น “ระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น 10–15 ซม.” แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับมือได้ สิ่งนี้กลายเป็นสัญญาณต้องดูแล “โบราณสถานทุกแห่งให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ” เพราะเป็นสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติ และวิถีชีวิตคนท้องถิ่นนั้น อันสะท้อนออกมาเป็นศิลปกรรมสืบทอดต่อกันมาแล้วสามารถพัฒนา “โบราณสถาน” ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนเพราะเมื่อก่อนนั้นเราเน้น “การอนุรักษ์โบราณสถานพัฒนาเชิงรักษาคุณค่า” แต่ช่วงหลังมานี้กระทรวงวัฒนธรรมได้ปรับนโยบายมุ่งเป้าสู่ “สังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ด้วยการดึงจุดเด่นของโบราณสถานให้กลายมาเป็น “ทรัพยากรถูกนำมาสร้างมูลค่าเชิงการท่องเที่ยว” เพื่อส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วยปัญหามีอยู่ว่า “โบราณสถาน” ถูกสร้างด้วยเทคนิคดั้งเดิมจาก “อิฐ หิน ศิลาแลง” ตั้งอยู่มาได้ด้วยตนเองหลายร้อยปีทำให้อายุของวัตถุอย่างอิฐมักผุกร่อนเปื่อยยุ่ย แล้วเมื่อราว 50 ปีก่อน ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ “เพื่อให้คงสภาพแข็งแรง” แต่ที่ผ่านมาโบราณสถานต้องเจอภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือแผ่นดินไหวอยู่ตลอดดังนั้น สิ่งที่เคยบูรณะทำกันมาเมื่อคราวนั้น “เริ่มพบสิ่งผิดปกติ” ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของโบราณสถานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวการเกิดแผ่นดินไหวอย่างเช่น “ภาคเหนือ” มักปรากฏพบเจดีย์เกิดรอยร้าวเป็นจำนวนมาก แล้วเมื่อเจอ “น้ำฝนซึมเข้าตัวเจดีย์” ย่อมมีโอกาสเกิดการพังถล่มลงมาได้ง่ายขึ้นแต่ถ้าศึกษาโบราณสถานในเขตภาคเหนือนี้จะเห็นว่า “วิถีชีวิตคนโบราณแถบนี้มักอพยพหนีภัยพิบัติธรรมชาติ” ทำให้ปรากฏพบว่า “โบราณสถานหลายแห่งขาดการดูแลปล่อยทิ้งให้พังทลาย” แล้วถูกฝังจมอยู่ใต้ดินเป็นจำนวนมาก เช่น เวียงกุมกาม ตั้งอยู่ที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ที่ขุดค้นพบหลังถูกฝังจมมานานหลายร้อยปีต่อมาคือ “โบราณสถานในภาคกลาง” มักเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วโดยเฉพาะในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา “สามารถสังเกต ได้จากโบราณสถานโบสถ์วิหาร หรือเจดีย์” มักถูกสร้างขึ้นจากเทคนิคของคนสมัยนั้น ด้วยการเตรียมพื้นหินอัดแน่น แล้วยกฐานขึ้นให้สูง เพื่อป้องกันน้ำท่วม แล้วในช่วงการใช้งานสมัยอยุธยานั้น “โครงสร้างมีการเอนเอียง” ก็ทำการปฏิสังขรณ์ก่อพอกทับเจดีย์หลังเก่าอยู่ตลอด เมื่อมาถึงยุคนี้ “กรมศิลปากร” ก็ได้บูรณะซ่อมแซมเสริมฐานรากให้คงทนแข็งแรงกว่าเดิม แต่ก็ยังหลงเหลือซากเจดีย์ขนาดเล็กตามวัดร้างอีกส่วนหนึ่ง “ไม่เคยถูกบูรณะ” แล้วหลายแห่งค่อนข้างน่าเป็นห่วงแล้วด้วยถัดมาถ้าเป็น “โบราณสถานภาคอีสาน” ส่วนใหญ่มีลักษณะสร้างด้วยหินทราย และศิลาแลงขนาดใหญ่ สามารถคงทนอยู่ได้นาน แต่สาเหตุที่พังทลายลงนั้นเพราะ “คน” เข้าไปลักลอบขุดเจาะรื้อถอนค้นหาเครื่องประดับสถาปัตยกรรม หรือค้นหาสิ่งล้ำค่าอย่างอื่น ทำให้โครงสร้างปราสาทโบราณสถานเปลี่ยนสภาพพังถล่มตามมาอีกสาเหตุก็มาจาก “โบราณสถานทำด้วยหินทราย และศิลาแลงขนาดใหญ่” ทำให้โครงสร้างรับน้ำหนักมากบวกกับอยู่มานานหลายร้อยปี “เมื่อไม่มีผู้ดูแลทำนุบำรุงซ่อมแซม” ย่อมมีโอกาสทรุดเอียงพังได้เช่นกันประการเช่นนี้ทำให้ “โบราณสถาน” ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด นำมาซึ่ง “การขึ้นทะเบียน” อันเป็นคำนิยามตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณ วัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ด้วยการสำรวจจัดให้เป็นโบราณ สถานทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี หรือเป็นอาคารทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นก่อนแล้วก็จะถูกนำมาพิจารณาประเมินความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ที่จะเหมาะสมต่อการรักษาอย่างเข้มงวดสูงสุดหรือไม่ “เพื่อประกาศขึ้นทะเบียน” ในการคุ้มครองดูแลรักษาบูรณะให้แข็งแรงจนช่วง 10 กว่าปีมานี้ ไม่ปรากฏพบ “โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียน” ได้รับความเสียหายอันเกิดจากผลกระทบของภัยพิบัติธรรมชาติเลยด้วยซ้ำ ทว่าได้กล่าวข้างต้นไปแล้วว่า “โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนถูกบูรณะผ่านมาแล้ว 50 ปี” ในสมัยนั้นใช้เทคนิคช่างปูนทั่วไป “บูรณะซ่อมแซม” แน่นอนว่าโบราณสถานเหล่านี้ย่อมสามารถรองรับน้ำท่วมขังได้ปกติ แต่ก็ไม่สามารถรับแรงคลื่นของน้ำไหลหลาก อันจะเกิดการกัดเซาะทำให้โบราณสถานเสี่ยงพังทลายลงได้โดยเฉพาะแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากแผ่นดินไหวมักส่งผลกระทบต่อ “เจดีย์และโบราณสถานตามวัดให้ได้รับความเสียหาย” ดังนั้นพยายามประสานขอความร่วมมือวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยสอดส่องดูแล อีกทาง ถ้าหากเห็นความผิดปกติก็สามารถแจ้งกรมศิลปากรจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลให้ทันท่วงทีเช่น กรณี “เจดีย์วัดศรีสุพรรณ จ.เชียงใหม่” ที่ถล่มลงหลังเกิดรอยร้าว และมีฝนตกต่อเนื่อง แต่เรื่องนี้ต้องเรียนว่า “เมื่อหลายสิบปีทางวัดก่อเจดีย์ครอบเจดีย์เดิมสร้างใหม่” แล้วก่อนถล่ม 2 วัน ได้แจ้งกรมศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ให้เข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่า “เจดีย์แยกตัวรุนแรง” จึงต้องกันไม่ให้คนเข้าใกล้จนพังถล่มลงมาในที่สุดดังนั้น ตอนนี้ “โบราณสถาน” ควรต้องได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อนำเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเข้าไปปรับแต่งดูแลโครงสร้างให้มีความคงทนแข็งแรงสามารถอยู่ต่อไปได้อีก 50 ปีข้างหน้า ปัจจุบันนี้ได้เริ่ม “นำเทคโนโลยีด้านประมวลผลข้อมูลสามมิติ” เข้ามาจัดเก็บหลักฐานโบราณสถานทั่วประเทศแล้ว เพื่อให้ทราบลักษณะวิหารหรือเจดีย์โดยชัดเจนอย่างละเอียด “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัยโบราณสถานนั้นเกิดพังถล่มลง” ก็จะยังมีข้อมูลสำรองสามารถทำการบูรณปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนมาในสภาพดังเดิมได้อีกย้ำว่าการสร้างขึ้นใหม่นี้ “วัสดุอาจเป็นของใหม่” เพราะด้วยโบราณสถานที่ถูกซ่อมแซมอยู่นี้ ก็ล้วนถูกเปลี่ยนวัสดุใหม่แล้วเช่นกัน “เพราะด้วยวัสดุเดิมผุพังไปตามกาลเวลา” แต่ว่าคุณค่าของโบราณสถานนั้นมิใช่อยู่เฉพาะแค่ตัวโครงสร้างเท่านั้น ซึ่งยังมีคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์ หรือวิทยาการด้านต่างๆอีกมากมายสิ่งเหล่านี้ “ล้วนมีความมหัศจรรย์” เพราะโบราณสถานหลายแห่งสร้างด้วยการก่ออิฐให้เชื่อมต่อกันโดยไม่ใช้ปูนแต่คงสภาพอยู่ได้ร้อยปีแล้วเหนือชั้นกว่านั้น “โบราณสถานสร้างด้วยหินทราย” ที่รับอิทธิพลจากเขมรโบราณยิ่งมีเทคนิคลึกล้ำ “ในการฝนหน้าหินนำมาเรียงเชื่อมต่อกัน” จนหินนั้นผสานยึดติดเข้าด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ฉะนั้นฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “โบราณสถาน” ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติ “คนไทย” ควรต้องช่วยกันดูแลรักษาคงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมนั้นให้อยู่คู่ประเทศและเป็นแหล่งเรียนรู้กับเยาวชนต่อไป.