วิเคราะห์ข้อมูลเชิงโครงสร้างแบบละเอียด “หนามสไปก์” ไวรัสสายพันธุ์ “โอมิครอน” พบว่าการกลายพันธุ์ที่ เกิดขึ้นแบบฉับพลันของไวรัสกลุ่มนี้ที่จู่ๆก็เกิดระบาดขึ้นมาแทนที่สายพันธุ์เดลตาช่วงปลายปีที่แล้ว...อาจเกิดจากไวรัสไปบ่มเพาะเปลี่ยนแปลงตัวเองในสัตว์ตัวกลางประเภทหนูจนเปลี่ยนแปลงไประดับหนึ่ง แล้วกระโดดกลับมาติดประชากรมนุษย์ได้อีกด้วยการเปลี่ยนแปลงแบบที่มนุษย์ไม่เคยพบมาก่อนทีมวิจัยได้วิเคราะห์ตำแหน่งต่างๆที่เปลี่ยนไปแบบจำเพาะต่อโอมิครอนและการจับกับโปรตีนตัวรับ ACE2 ของหนู ซึ่งเกิดขึ้นแบบค่อนข้าง จำเพาะเจาะจงจนนำมาสู่สมมติฐานดังกล่าวน่าสนใจว่า...ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง “สายพันธุ์หน้าตาแปลกๆ” ก็อาจจะพร้อมมาสร้างความท้าทายให้เราได้อีกในอนาคต และอยู่ในลักษณะที่คาดเดาได้ยากมาก ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์จากวารสาร PNAS ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา สวทช. สะท้อนข้อมูลวิชาการต่อไปอีกว่า ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนาผลงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งออกมาจากทีมมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเกี่ยวกับการตอบสนองต่อ “วัคซีนโควิด–19” รุ่น 2 ในสหรัฐอเมริกาที่เป็นสูตรผสมของ mRNA ของสไปก์ของสายพันธุ์เดิม 50% และสายพันธุ์ BA.5 50% ให้ในอาสาสมัครเป็นเข็มกระตุ้น โดยเทียบกับกลุ่มที่กระตุ้นด้วยวัคซีนสูตรเดิมคือไม่มี mRNA ของสไปก์ BA.5สรุปออกมาได้ดังนี้ หนึ่ง...วัคซีนทั้งสองสูตรมีแนวโน้มกระตุ้นแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เก่าได้สูงมากและได้น้อยลงต่อสายพันธุ์กลุ่มโอมิครอน (BA.1, BA.2 และ BA.5)ถัดมา...เมื่อพิจารณาภูมิต่อ BA.5 ในกลุ่มที่กระตุ้นด้วยวัคซีนสูตรเก่า เพิ่มจาก 184 ไป 2,829 และในกลุ่มที่ใช้วัคซีนสูตร 2 เพิ่มจาก 211 ไป 3,693 หรือคิดเป็น 15 เท่า และ 17 เท่าตามลำดับ ซึ่ง ทีมวิจัยมองว่า ความแตกต่างการมี mRNA ของสไปก์ BA.5 ควรจะมีมากกว่านี้สาม...เมื่อเปรียบเทียบวัคซีนสูตร 2 ทั้งไฟเซอร์...โมเดอร์นา พบว่า ไม่ได้แตกต่างกันในการกระตุ้นภูมิต่อโอมิครอน โดยเฉพาะ BA.5 อย่างมี นัยสำคัญ แต่กลุ่มโมเดอร์นากระตุ้นภูมิต่อสายพันธุ์เดิมได้สูงมากกว่า สี่...ค่าการจับของแอนติบอดีและค่าอื่นๆ (ระดับแอนติบอดี) เช่น ELISA ระหว่าง 2 กลุ่มก็ไม่พบอะไรที่แตกต่างกันห้า...การกระตุ้นของทีเซลล์ หลังเข็มกระตุ้นอยู่ในเกณฑ์ไม่สูงและแทบไม่เห็นความแตกต่างหก...ค่าการตอบสนองของ Memory B cell ต่อสไปก์ BA.5 ในทั้งสองกลุ่มก็ไม่ได้แตกต่างกันโดยกลุ่มวัคซีนเก่าได้ 0.079% และวัคซีนใหม่ได้ 0.091% ถึงตรงนี้ทีมวิจัยสรุปทิ้งท้ายว่า วัคซีนทั้ง 2 สูตร กระตุ้นแอนติบอดีได้ดีพอๆกัน แต่กระตุ้นทีเซลล์ไม่ค่อยดีอีกทั้งทีมวิจัยคิดว่า การที่ร่างกายได้รับวัคซีนสูตรเก่ากันมาหลายเข็ม ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนสูตรใหม่ไม่ค่อยดี อาจเป็นประเด็นที่ต้องมาพิจารณากันแบบจริงจังอีกข้อมูลน่าสนใจ CDC ของสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลประสิทธิผลวัคซีนเข็มกระตุ้น (เข็ม 3) ต่อการป้องกันการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลในช่วงการระบาดของโอมิครอนในกลุ่มประชากรอายุมากกว่า 18 ปี ที่มีภูมิคุ้มกันปกติในตัวอย่างจากโรงพยาบาลในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา พบว่า... ประสิทธิผลของวัคซีนลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 120 วัน หรือ 4 เดือนในช่วง BA.1/BA.2 ระบาดตัวเลขลดลงจาก 79% ลงไปที่ 41% และในช่วง BA.4/BA.5 ตัวเลขเริ่มต้นไม่เท่ากับคลื่นการระบาดก่อนหน้านี้อยู่แล้ว อยู่ที่ 60% และลดลงเหลือเพียงแค่ 29% ภายใน 120 วันหลังได้รับเข็มกระตุ้น ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างรวดเร็ว“เอกสารนี้ยังระบุถึงการกระตุ้นเข็ม 4 ด้วย แต่ข้อมูลที่หลัง 120 วัน ยังมีไม่มากพอที่จะคำนวณออกมาเป็นค่าประสิทธิผลได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบค่าที่กระตุ้นได้คือ 61% ทั้งสองช่วงของการระบาดที่มีอยู่ตอนนี้ ตัวเลขที่จะลดลงมาจะช้าหรือไวกว่ากลุ่ม 3 เข็ม คงเหลือไม่น่าจะสูงมากอยู่ดี”พุ่งเป้าไปที่การเฝ้าระวัง “สายพันธุ์ใหม่ๆ” ของไวรัส “โรคโควิด–19” ที่เปลี่ยนแปลงไปตอนนี้นับได้ว่าไปไกลกว่าเมื่อ 1-2 ปีก่อนอย่างมากจากเทคโนโลยีที่ต้องถอดรหัสไวรัสเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของไวรัส ซึ่งใช้เวลานานและราคาแพง ตอนนี้นวัตกรรมใหม่ๆออกมาแก้ปัญหาดังกล่าวได้หลายวิธี ถ้าเทคโนโลยีตัวไหนพัฒนาทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อยลง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมาก น่าจะเป็นจุดตัดสินที่มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังสายพันธุ์ใหม่ๆที่มีเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วในอนาคต และเป็นอะไรที่สามารถต่อยอดไปใช้กับเชื้ออื่นๆในอนาคตด้วยตอกย้ำทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ “ทีเซลล์ (T cell)” ต่างจาก “แอนติบอดี” ตรงที่ทีเซลล์ป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ แต่จะทำหน้าที่ยับยั้งผลจากการติดเชื้อไม่ให้ลุกลาม แอนติบอดีที่ลดลงอย่างรวดเร็วจะส่งผลให้ติดเชื้อซ้ำได้ง่าย แต่อาการของโรคจะไม่รุนแรง เป็นเพราะว่าไวรัสที่ติดซ้ำมีภูมิคุ้มกันของร่างกาย ...ขัดขวางไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนได้สูงเหมือนตอนติดเชื้อครั้งแรก“เมื่อไวรัสติดเข้าสู่เซลล์ ไวรัสจะเพิ่มจำนวนของตัวเองออกมาในเซลล์นั้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งไวรัสจะต้องสร้างโปรตีนของตัวเองมาประกอบร่างลูกหลานและโปรตีนอื่นๆที่ทำหน้าที่ให้การสร้างอนุภาคใหม่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”โปรตีนของไวรัสที่สร้างขึ้นนั้นบางส่วนจะถูกเซลล์ของเจ้าบ้านนำไปตัดซอยย่อยๆเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำส่งผ่านโมเลกุลชื่อ MHC ไปที่ผิวเซลล์ เหมือนเป็นการปักธงบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว โดนโจมตี ถ้าไม่รีบจัดการบ้านหลังนี้จะเป็นแหล่งสร้างศัตรูจำนวนมหาศาลออกมาทำร้ายบ้านอื่นๆ“ทีเซลล์” มีกลไกในการมองเห็นธงที่ปักอยู่ที่ผิวเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่ทีเซลล์ทุกเซลล์จะเห็นธงสีเดียวกัน ถ้าเป็นธงใหม่เอี่ยมไม่เคยมีการใช้มาก่อน ทีเซลล์จะไม่รู้จักและปล่อยให้ไวรัสเพิ่มจำนวนไปในบ้านหลังนั้นอย่างสนุกสนาน คงต้องรอสักพักกว่าทีเซลล์จะเรียนรู้และเริ่มเข้ามาจัดการได้ ซึ่ง...มักใช้เวลานานและในกรณีที่ไวรัสเพิ่มปริมาณได้เยอะ ไปทำลายส่วนสำคัญของร่างกาย อาจส่งผลรุนแรงได้แต่ถ้าไวรัสไปสร้างความเสียหายไม่มาก และร่างกายจัดการได้ทัน “ทีเซลล์” จะมีความจำและพร้อมสู้กับเชื้อไวรัสนั้นในครั้งต่อไป...“ถ้าการติดเชื้อครั้งต่อไปยังเป็นไวรัสตัวเดิม แม้จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งสำคัญที่หนีแอนติบอดีมาติดเซลล์ได้อีก แต่โปรตีน ส่วนใหญ่ที่สร้างมายังหน้าตาเหมือนเดิม ถูกซอยย่อยมาติดธงที่ผิวเซลล์ ซึ่งคราวนี้ทีเซลล์รอพร้อมรบอยู่แล้ว ก็จะสามารถเข้าทำลายบ้านที่ปักธงนั้นได้อย่างรวดเร็ว...” “ไวรัส” อาจจะสร้างได้ไม่กี่อนุภาคบ้านก็ถูกทำลายไปแล้ว อาการของการติดเชื้อจึงถูกควบคุมได้... ติดเชื้อได้แต่อาการจะไม่มี หรือมีน้อยมากจากการทำงานของทีเซลล์ปัจจุบันยังไม่มี “SARS–CoV–2” ที่เปลี่ยนไปมากจน “T cell” ไม่รู้จัก...แต่วัคซีนจะสร้างจากสไปก์อย่างเดียว ซึ่งมีข้อจำกัดไปที่โปรตีนที่ถูกซอยย่อยจะเป็นแค่โปรตีนสไปก์ แต่ไม่ใช่โปรตีนของไวรัสทุกตัวส่งผลให้การทำงานของทีเซลล์จากวัคซีนจะน้อยกว่าการติดเชื้อจากธรรมชาติมาถ้าการติดเชื้อในธรรมชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสได้ SARS-CoV-2 แบบรุนแรงมากๆ จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทีเซลล์หนียากกว่าแอนติบอดี แต่ไวรัสอาจจะไม่ยอมให้ตัวเองแพ้ง่ายๆ เพราะมักมีกลไกแบบฉลาดๆ ในการหนีการจับของ “ทีเซลล์” หรือไม่ก็ทำลาย “ทีเซลล์” ซะเองแน่นอนว่าศึกครั้งนี้...เป็นอะไรที่ต้องเฝ้าระวังต่อครับ.