แอปเปิล (Apple) ได้แนะนำนาฬิกา Apple Watch Ultra ซึ่งเป็นนาฬิกาตัวท็อปสุด โดดเด่นที่สุด ออกแบบมาด้วยวัสดุเกรดพรีเมียม สวยงามพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ และ แบตเตอรี่ใช้ได้ยาวนาน รองรับการใช้งานแบบสมบุกสมบันที่จำหน่ายรุ่นเดียวคือรุ่น GPS+ CELLULAR ภาพรวมของนาฬิการุ่นใหม่ นี้แอปเปิลระบุว่าได้นำนาฬิกาที่มีความสามารถไม่ธรรมดา 3 เรือน มารวมกันไว้ในหนึ่งเดียว เป็นรุ่นแรกที่ดีไซน์ตัวเรือนไททาเนียม มีความทนทาน ตัวเรือนขนาดใหญ่ 49 มม. หน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์แบบเรียบ ตัวขอบถูกยกสูงเล็กน้อยเพื่อป้องกันหน้าจอเป็นรอยขีดข่วน ตัว Digital Crown หรือเม็ดมะยมขนาดใหญ่ ปุ่มด้านข้างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานง่ายแม้ในขณะที่สวมถุงมือ มีปุ่ม Action button สีส้มด้านข้างซ้ายของตัวเรือนที่ใช้ควบคุมหลายฟังก์ชันได้รวดเร็ว อาทิ แอปออกกำลังกาย (Workout) กำหนดจุดอ้างอิงเข็มทิศ (Way point) การเริ่มเส้นทางเดินย้อนกลับ (Backtrack) การเริ่มต้นดำน้ำ (Dive) หรือปุ่มทางลัด เป็นต้น หน้าปัดนาฬิกาเวย์ไฟน์เดอร์ที่มาพร้อมโหมดกลางคืน และจอภาพ Retina ซึ่งมีความสว่างสูงสุด 2,000 นิต อีกจุดเด่นที่สำคัญก็คือแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นตามสเปกใช้ได้ยาวนานข้ามวันถึง 36 ชั่วโมงไปจนถึง 60 ชั่วโมงขณะที่อยู่ในโหมดพลังงานต่ำ (Low Power Mode) ซึ่งเป็นที่รอคอยของนักกีฬาสายฮาร์ดคอร์ประเภทสายวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา วิ่งเทรล และผู้ชื่นชอบกีฬาทางน้ำ ที่เพียงพอสำหรับการใช้ในทุกกิจกรรม สำหรับ GPS ถูกออกแบบมาสองคลื่นความถี่ที่แม่นยำ ซึ่งรวม GPS ย่าน L1 และย่านความถี่ล่าสุดอย่าง L5 เข้าด้วยกัน พร้อมด้วยอัลกอริทึมใหม่สำหรับการระบุตำแหน่ง ให้ความแม่นยำยิ่งขึ้นในการบอกตำแหน่ง คำนวณระยะทาง บอกเวลาเฉลี่ยต่อระยะทาง และเส้นทาง มาพร้อมแอปเข็มทิศใหม่ที่ระบุถึง ดูมุมอ้างอิง ความสูง ความชัน และพิกัด นาฬิการุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาใช้งานรองรับความสมบุกสมบันในทุกสภาวะอากาศ ตั้งแต่หนาวจัดติดลบ 22 องศาเซลเซียส จนไปร้อนสุดถึง 55 องศาเซลเซียส และดำดิ่งใต้ทะเลลึกถึง 40 เมตร ได้รับการรับรอง EN13319 และผ่านการรับรอง WR 100 ความสามารถการทนน้ำที่ 100 เมตร ทนฝุ่นที่ระดับ IP6X แอปความลึก (Depth) เพื่อวัดความลึกและเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมินํ้า มี UI มองเห็นชัดเจนขณะดํานํ้าสนอรเ์กิลและฟรีไดฟ์ที่ระดับความลึกไม่มากนักโดยแอปจะเปิดทํางานอัตโนมัติเมื่อคุณดําลงใต้ผิวนํ้าถึงระดับ 1 เมตร และแสดงเวลา ความลึกปัจจุบัน อุณหภูมินํ้า ระยะเวลาใต้นํ้า รวมถึงความลึกสูงสุดที่ลงไปถึง การแสดงคําเตือนที่สำคัญเมื่อถึงระดับความลึก สูงสุดและแบตเตอรี่เหลือน้อย Apple Watch Ultra ยังทำงานร่วมกับแอป Oceanic+ จะสามารถใช้งานได้ในปลายปีนี้ โดยจะเปลี่ยนให้นาฬิกาเป็นคอมพิวเตอร์ดำน้ำที่มีความสามารถเต็มรูปแบบสำหรับการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและดำน้ำตื้น ประกอบด้วยคุณสมบัติหลักทั้งหมดที่นักดำน้ำต้องการ และใช้งานง่าย ทางด้านสายนาฬิกาถูกออกแบบใหม่เพื่อรองรับกิจกรรมสำหรับการทนทานและการผจญภัย 3 แบบคือ สายแบบ Trail Loop บางเบาทํามาจากไนลอนถักที่ยืดออกได้ง่ายเพื่อ ความกระชับพอดีแต่ยังคงใส่สบาย พร้อมแถบดึงที่แนบไปกับข้อมือ สายแบบ Alpine Loop ตัวสายเป็นผ้าสองชั้นมีห่วงคล้องด้านบนเสริม มาพร้อมตะขอ ไทเทเนียมรูปตัว G ที่เลื่อนคล้องห่วงได้อย่างแน่น กระชับ และสายแบบ Ocean Band ใช้สําหรับกิจกรรมทางทะเลและทางนํ้า โดยเป็นการอัดขึ้นรูปจากยางอีลาสโตเมอร์ด้วยหัวล็อกไทเทเนียม สามารถสอดเข้ากับท่อ ให้รัดแน่นพอดีกับข้อมือขณะเล่นกีฬา ทางนํ้าความเร็วสูง บทสรุปหลังจากทดลองใช้ Apple Watch Ultra เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ แรกๆรู้สึกค่อนข้างแปลกเพราะเป็นดีไซน์ตัวเรือนขนาดใหญ่ที่สุด 49 มม. และหนากว่า สำหรับผู้คุ้นเคยใช้ Apple Watch Series 7 ที่มีตัวเรือนขนาด 45 มม. และสายแบบ Alpine Loop ตัวสายสีส้มเป็นผ้าสองชั้นมีห่วงคล้องด้านบนเสริม มาพร้อมตะขอไทเทเนียมรูปตัว G ที่เลื่อนคล้องห่วงได้อย่างแน่นกระชับ แรกๆรู้สึกใส่ยากมาก พอเริ่มคุ้นจะรู้จังหวะการใส่และถอดง่ายมาก ส่วนหน้าปัดขนาดใหญ่มองเห็นชัดเจนและปุ่มควบคุมการทำงานทั้งสามอยู่ข้างตัวเรือนขนาดใหญ่กดใช้งานได้สะดวก แบตเตอรี่อึดมากๆ ใช้งานได้นานถึง 48 ชั่วโมง หรือ 2 วันเต็ม จาก 100% เหลือ 10% จากการใช้งานปกติ เปิดแอป Workout ใช้ออกกำลังกาย 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมงเต็ม ฟังเพลงจาก Airpod ตลอดกิจกรรม และเปิดการแจ้งเตือนจากแอปที่ใช้ประจำ เมื่อชาร์จเต็ม 100% ใช้กิจกรรมการเดิน 2 ชั่วโมงและฟังเพลงต่อเนื่อง แบตเตอรี่เหลือที่ 93% สำหรับฟีเจอร์ กำหนดจุดอ้างอิงเข็มทิศ (Waypoint) ตั้งเป็นจุดเริ่มต้น ทดลองตั้งค่าตรงจุดจอดรถ และเปิดใช้งานการเริ่มเส้นทางเดินย้อนกลับ (Backtrack) ซึ่งระบุตำแหน่งที่จอดรถในช่วงขากลับได้แม่นยำ บทสรุปสำหรับ Apple Watch Ultra เหมาะใช้งานสำหรับการผจญภัยและใช้กิจกรรมหนักๆ วิ่งเทรล วิ่งมาราธอน ไตรกีฬา เป็นต้น เพราะต้องใช้แบตเตอรี่ยาวนานกว่าปกติ พร้อมกับฟีเจอร์การทำงานใหม่ๆ เช่น ปุ่มกด Action กดใช้งานได้ทันทีไม่ต้องรอเวลานับถอยหลัง เมื่อผนวกกับการดีไซน์พรีเมียมสวยงามและทนทานก็น่าที่จะลงทุนกับราคา 31,900 บาทแต่หากใช้งานทั่วไป ออกกำลังกายประจำวันตามปกติ เพียงแค่ Apple Watch Series 8 นับว่าเพียงพอและประหยัดเงินไปครึ่งหนึ่ง.