กลายเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดคำถามมากมาย หลังในช่วงการปิดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏภาพนาย “หู จิ่นเทา” อดีตประธานา ธิบดีจีนวัย 79 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ในชุดสูท เข้ามา “พยุงแขน” พาลุกออกไปจากที่ประชุม โดยบรรยากาศมีความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย อดีตผู้นำหู จิ่นเทา เหมือนจะลังเลลุกไม่ลุก พร้อมเอื้อมมือไปคว้าเอกสารประชุมของนาย “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีนที่นั่งอยู่ติดกัน ทำให้ผู้นำสี จิ้นผิง เอามือมากดไว้ ไม่ให้หยิบไป ก่อนเอี้ยวตัวหันไปพูดอะไรบางอย่าง และหันกลับมานั่งตรงตามปกติขณะที่นาย “หลี่ จ้านซู” ประธานคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชน ที่นั่งติดกับนายหู จิ่นเทา ก็ดูมีท่าทีวิตกกังวล ลุกขึ้นยืนเหมือนพยายามจะช่วย แต่ถูกนาย “หวัง หูหนิง” นักทฤษฎีการเมือง เอามือมาแตะหลัง ตีความได้ประหนึ่งว่า อย่าเข้าไปยุ่งแม้ความเห็นจากฝ่ายโปรจีน จะตั้งข้อสังเกตว่า อดีตผู้นำสุขภาพไม่ค่อยดี มีเจ้าหน้าที่พยุงเข้าที่ประชุมตั้งแต่เริ่มเปิดประชุมสมัชชาฯแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่จะพยุงออกไปอีกเช่นกัน แต่กรณีนี้ก็ถูกนักวิชาการบางส่วน แย้งว่าการประชุมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการจัดสรรระเบียบทุกๆ 5 ปี แทบทุกอย่างถูกกำหนดไว้ด้วย “สคริปต์” ชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดความผิดพลาดใดๆย้อนไปในอดีต นาย “เฮนรี คิสซิงเจอร์” อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เคยยอมรับว่า สมการการเมืองของจีนมีความละเอียดซับซ้อน ในปี 2513 ประธาน “เหมา เจ๋อ ตุง” เคยส่งสัญญาณอยากเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยการเชิญนาย “เอ็ดการ์ สโนว์” นักข่าวอเมริกันมายืนข้างๆในงานวันชาติจีนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน แต่อนิจจาตอนนั้นไม่มีใครเข้าใจ และทำให้จีนต้องเอ่ยปากกับนักข่าวผู้นี้ ให้ฝากไปบอกรัฐบาลด้วยนะ ในอีก 2 เดือนต่อมาดังนั้น หากเปรียบเทียบกับเหตุครั้งนี้ จึงมองได้หรือไม่ว่า นี่คือการ “ส่งสัญญาณ” อีกครั้ง ว่ายุคทางสายกลาง-เจรจากับตะวันตกของอดีตผู้นำหู จิ่นเทา “ได้จบลงแล้ว” และอาจเป็นคำตอบว่าทำไม “คนในสังกัด” ของนายหู จิ่นเทา ไม่ว่านาย “หลี่ เค่อเฉียง” นายกรัฐมนตรีจีน หรือนาย “หวัง หยาง” ประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง ถึงไม่อยู่ในรายชื่อคณะกรรมการกรมการเมืองกลาง อำนาจบริหารสูงสุดชุดใหม่แต่อย่างใด.ตุ๊ ปากเกร็ด