เหตุการณ์ “อดีตตำรวจคลุ้มคลั่ง” ก่อเหตุสังหารหมู่เด็กเล็กขณะนอนกลางวันภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู ด้วยมีดอีโต้ 22 ราย ครูอีก 2 ราย พร้อมใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้บริสุทธิ์อย่างบ้าคลั่งก่อนปลิดชีพตนเองพร้อมลูกเมียรวม 37 ศพ กลายเป็นข่าวสร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลกท่ามกลางการติดตามรายงานข่าว “สื่อต่างชาติหลายสำนัก” ผู้นำ นานาประเทศทั่วโลก สถานทูต และสโมสรกีฬา “ต่างไว้อาลัยแสดงความเสียใจผ่านสื่อโซเชียลฯ” เช่น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนฯ สถานทูตรัสเซียฯ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กฯนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีอังกฤษและรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ได้ส่งข้อความแสดงความเสียใจเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตด้วยเช่นกันนอกจากนี้ สโมสรฟุตบอล Leicester City ได้ทวีตข้อความเสียใจ อย่างสุดซึ้ง ด้านทีมตบลูกยางสาวทีมไทยก็ติดริบบิ้นดำที่แขนเสื้อซ้าย และยืน ไว้อาลัยก่อนเริ่มการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2022 สำหรับชนวนเหตุปมสังหารนั้น “ตำรวจพุ่งเป้ากรณีให้ออกจากราชการเมื่อกลางปีนี้หลังถูกจับกุมยาเสพติด 1 เม็ด” ทำให้ขาดรายได้ มีปัญหาทะเลาะกับภรรยาต้องหนีออกจากบ้านจนเกิดความเครียดรุนแรงนพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต บอกว่า ชนวนการก่อเหตุโศกนาฏกรรมหนองบัวลำภูนี้ค่อนข้างแน่ชัดน่าจะเกิดจาก “ผู้ก่อเหตุถูกกดดันและเคียดแค้น” ที่เพิ่งถูกไล่ออกจากราชการ รวมทั้ง มีการใช้ยาเสพติดเป็นเวลานานตามที่สื่อเสนอข่าวไปแล้ว คงไม่ต้องไปสืบสาวเรื่องนี้กันต่ออีกยิ่งกว่านั้น “หลายคนนำเหตุนี้เทียบกรณีคนร้ายกราดยิงใน จ.นครราชสีมา ทำนองพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่” เรื่องนี้มองว่าไม่น่าเชื่อมโยงกันเพราะด้วย 2 เหตุการณ์มีระยะช่วงเกิดเหตุห่างกันพอสมควร ทั้งลักษณะพฤติการณ์ก็แตกต่างกันคือ “กราดยิงใน จ.นครราชสีมา” เป็นการลักลอบนำปืนหลวงมาใช้ในการก่อเหตุในส่วน “อดีตตำรวจคลั่งใช้ปืนส่วนตัว” สิ่งนี้จึงมิใช่สาระสำคัญต้องมาโฟกัสให้ความสนใจกันมาก แต่ควรเลี่ยงการเสนอข่าว...ภาพลักษณะแสดงให้เห็นว่า “ผู้ก่อเหตุเป็นคนสำคัญ” อันจะช่วยหยุดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคตอันใกล้ดีกว่า ด้วยการเปลี่ยนพลังติดตามเสนอข่าวนี้มาเป็นการช่วยเหลือชุมชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์เช่น บริจาคเลือด หรือเสนอการช่วยเหลืออื่นๆ ทั้งควรมองการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำด้วย เพราะที่ผ่านมาโศกนาฏกรรมใหญ่ “ผู้ก่อเหตุ มักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีอาวุธปืน” เหตุกราดยิงเด็กเล็กครั้งนี้ก็เช่นกันทว่าสาเหตุปัญหานำไปสู่การก่อเหตุยิงผู้บริสุทธิ์ตายหมู่แบบนี้มีอยู่ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ปัจจัยแรก...“บุคคลเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนนั้น” ปัจจุบันกระบวนการกำกับดูแลค่อนข้างหย่อนยานมากๆ ดังนั้นจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมให้มีความเข้มงวดจริงจังมากกว่าระบบอื่นทั่วไปโดยเฉพาะ “อาชีพครอบครองอาวุธปืนตลอดเวลา” เพราะหากคนเหล่านี้มีปัญหาอื่นใด “มักส่งผลกระทบเป็นเหตุรุนแรงมากกว่าปกติ” สังเกตจากช่วงที่ผ่านมาเหตุโศกนาฏกรรมที่มักตกเป็นข่าวนั้น “ล้วนเกิดขึ้น จากทหารหรือตำรวจ” เกือบแทบทุกกรณีด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เคยถอดบทเรียนจนมาถึงกรณี “อดีตตำรวจก่อเหตุสังหารเด็กเล็กตายหมู่นี้” ก็เพราะมีปัญหาถูกกดดันเคียดแค้นในการถูกให้ออกจากราชการอันมีสาเหตุจาก “การเสพสารเสพติด” ที่เป็นตัวกระตุ้นต่อการใช้อาวุธปืนที่มีอยู่ก่อเหตุได้ง่าย ฉะนั้นเรื่องการครอบครองอาจต้องมีการทบทวนกันครั้งใหญ่หรือไม่ด้วยสาเหตุจาก... “พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490” ไม่ได้ถูกปรับแก้มาช้านานจนทำให้มีปัญหาค่อนข้างมากไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน “สามารถหาซื้อได้ง่าย” ทั้งตัวอาวุธปืน และเครื่องกระสุน ทำให้มักเกิดคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนในสังคมไทยถี่ขึ้นเรื่อยๆยิ่งในยุค “สังคมกำลังเผชิญปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ และสังคม เหลื่อมล้ำสูง” อันมีผลพวงจากการระบาดโควิด–19 ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ เกิดการใช้อาวุธปืนก่อความรุนแรงมากขึ้นปัจจัยที่สองคือ “ปัญหาเสพยาเสพติด” เมื่อบุคลากรหน่วยงานราชการ เกิดปัญหากระทำผิดวินัยเกี่ยวกับยาเสพติดอาจต้องถูกให้ออกจากราชการนอกจาก “ปลดอาวุธ” แล้วควรมีมาตรการอื่นมาประกอบการควบคุมเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ด้วยการนำตัวเข้าบำบัดรักษาจนหายเป็นปกติก่อนค่อยปล่อยตัวไปสู่สังคมพร้อมตรวจสอบเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนเป็นกรณีพิเศษ “ด้วยอาชีพทหารหรือตำรวจ” แม้ออกจากราชการแต่การหาปืนใช้ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วถ้าต่อมาเจอความเครียดกลับมาใช้ยาเสพติดอย่างกรณีอดีตตำรวจคลั่งที่เสพยาเป็นประจำ จนเกิดอาการป่วยทางจิต ย่อมมีโอกาสก่อเหตุรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปเพราะ “ผู้เสพยาปริมาณมากจนเรื้อรัง” มักมีอาการหลอน คลุ้มคลั่ง ขาดสติ หวาดระแวง กลัว สุดท้ายควบคุมตัวเองไม่ได้ “ทำร้ายตัวเอง และผู้อื่น” เหมือนข่าวที่เห็นกันอยู่บ่อยๆแม้ในช่วงนั้นไม่ได้เสพยาก็ตามอาการคลุ้มคลั่งขาดสติก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งแตกต่างจาก “ผู้เสพรายใหม่” เมื่อรับยามักคึกคะนองแต่พอเสพ เป็นเวลานานก็จะมีอาการทางจิตรุนแรงตามมาได้เหมือนกัน และมีคำถามว่า “อาการคลุ้มคลั่งจากการเสพยานี้มีปัจจัยใดต้องทำร้ายเด็ก...?” เรื่องนี้ผู้มีอาการคลุ้มคลั่งนั้น “ไม่มีเหตุผลใดจูงใจต่อการก่อเหตุชัดเจนนำมาอธิบายเป็นหลักวิชาการได้” เพราะผู้นั้นมักตกอยู่ในภาวะ ขาดสติควบคุมตัวเองไม่ได้ ย่อมสามารถก่อเหตุร้ายได้ทุกกรณีโดยไม่มีแรงจูงใจก็ได้สิ่งที่อธิบายได้คือ “ผู้เสพยาครอบครองปืนด้วย” มักนำไปสู่การก่อความรุนแรงได้ง่ายเสมอ“ตอนนี้เราควรเข้มงวดจริงจังกับ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯให้มากขึ้นกว่านี้ เพราะเหตุสังหารหมู่เด็กเล็กวัยอายุ 2-5 ขวบ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเสียชีวิต ทั้งตำบลกว่า 22 ราย ครู 2 ราย นับเป็นความรุนแรงแห่งการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย หรือแม้แต่ทั่วโลกก็ไม่เคยมีเหตุลักษณะนี้ด้วยซ้ำ” นพ.ยงยุทธว่าตอกย้ำ “บาดแผลจากเหตุการณ์ฝังลึกในใจของญาติผู้สูญเสีย หรือคนในชุมชนไปอีกนาน” ฉะนั้นกระบวนการดูแลเยียวยาจิตใจย่อมมีความ สำคัญอันเรียกได้ว่า “ฟื้นฟูจิตใจขนานใหญ่ทั้งชุมชน” เบื้องต้นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุขระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมมือกัน “ใช้พลังยกกำลังสอง” ในกลไกผสมผสาน “พลังชุมชน” จากผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.ช่วยกันบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูจิตใจ “ด้วยหนองบัวลำภูเป็นดินแดนแห่งศาสนา” อาจนำศาสนา ความเชื่อ หรือ พิธีกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยบรรเทาความโศกเศร้า หรือบำบัดจิตใจให้หลุดจากภาวะบาดแผลทางใจได้ดีถัดมาคือ “พลังวิชาชีพ” ด้วยเหตุการณ์สังหารหมู่เด็กเล็กเสียชีวิตทั้งชุมชน ในเวลาเดียวกัน นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลกด้วยซ้ำ “การปรับ สภาพจิตใจผู้อยู่ในเหตุการณ์ หรือญาติผู้เสียชีวิต” ที่กำลังเจอกับอาการ ช็อกส่งผลต่อความผิดปกติในการปรับตัว ARD (Acute reaction disordea)รวมถึงบาดแผลทางใจหลังเหตุสะเทือนขวัญ (Posttraumatic stress disordePTSD) ควรสังเกตอาการอย่างน้อย 3 เดือน หากนอนไม่หลับเห็นภาพซ้ำต้องรีบปรึกษาแพทย์ พร้อมติดตามข่าวด้วยสติเปลี่ยนความรู้สึกสะเทือนใจให้เป็นพลัง อย่างเช่น การบริจาคเลือด จิตอาสา และรับรู้ข้อมูล ข่าวสารอย่างพอเหมาะไม่เกิน 1-2 ชม./วันการแก้ไขปัญหาระยะยาว “เพื่อป้องกันเหตุ” ควรทบทวนอาชีพที่สามารถใช้อาวุธปืน และกฎหมายการควบคุมอาวุธปืนที่จะช่วยลดเหตุการณ์ร้ายแรงได้ ดังนั้นควรมีการทบทวนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้สุดท้ายย้ำว่า “ผลกระทบด้านจิตใจ” เป็นเรื่องสำคัญ “คนไทย” ต้องช่วยกันส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นใน จ.หนองบัวลำภู เพื่อเราจะผ่านเรื่องร้ายๆไปด้วยกัน.