ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยกระดับความตึงเครียดในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ ด้วยการประกาศรับรองเอกราชจังหวัดในยูเครนที่ทำการลงประชามติขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนรัสเซียพร้อมทำพิธี “ผนวก” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเท่ากับว่า หลังจากนี้ไปจังหวัดโดเนตสก์ จังหวัดลูฮานสก์ ในภาคตะวันออกของยูเครน และจังหวัดซาโปริชเชีย จังหวัดเคียร์ซอน ทางภาคใต้ของยูเครน คือเขตอธิปไตยของรัสเซีย และการคุกคามหรือการโจมตีใดๆ ถือว่ามุ่งเป้าทำร้ายรัสเซียโดยตรงดังนั้น หากรัสเซียจะเล่นบทแรงใดๆก็ย่อมได้ เพราะมันคือการตอบโต้อย่างชอบธรรมสำหรับรัสเซียและไม่แปลกที่จะเริ่มมีเสียงวิตกกังวลกันว่า รัสเซียจะใช้ “อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี” หรือไม่ หากตีความจากคำที่รัสเซียเคยประกาศว่า จะใช้ก็ต่อเมื่อมีภัยต่อการดำรงอยู่ของประเทศชาติ ทั้งนี้ กระบวนการใช้นิวเคลียร์ไม่ได้ซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับการอนุมัติจากบนลงล่างนั่นคือ หลังจากประธานาธิบดีสั่งไฟเขียวแล้ว คนรับรองเบอร์ 2 คือ นายเซอร์เก โชยกู รมว.กลาโหมรัสเซีย ตามด้วย พล.อ.วาเลรี เกราซิมอฟ ผู้บัญชาการคณะเสนาธิการเหล่าทัพ และสุดท้ายคือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เป็น “ผู้กดปุ่ม” ซึ่งในกระบวนการขั้นตอนดังนี้ หากมีใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่กดปุ่มไม่เห็นด้วย ระบบก็จะถูกยกเลิกแต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีระบบสำรองที่เรียกว่า “เดดแฮน” หรือ “เปรีมีเตอร์” เช่นกัน ที่กองบัญชาการเหล่าทัพสามารถโอเวอร์ไรด์ ป้อนคำสั่งยิงด้วยรหัสที่ได้รับอนุมัติจากเบื้องบน โดยไม่ต้องพึ่งฝ่ายปฏิบัติการ ไว้รองรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการถูกสังหารหรือถูกศัตรูยิงถล่มจนราบคาบประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามยูเครน-รัสเซียอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. แต่ครั้งนี้สถานการณ์ต่างจากที่ผ่านมา เนื่องด้วยกองทัพยูเครนกำลังประสบความสำเร็จใน “ปฏิบัติการตีโต้ครั้งใหญ่” ชิงพื้นที่ที่ถูกยึดครองคืนมาได้มากกว่า 8,000 ตารางกิโลเมตร และสามารถปลดปล่อยจังหวัด “คาร์คิฟ” ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างหมดจดกลายเป็นประเด็นพาดหัวในสื่อตะวันตกว่า “รัสเซียปราชัย” หลังถูกกองทัพยูเครนสับขาหลอก ปล่อยข่าวว่าจะทวงคืนภาคใต้และคาบสมุทรไครเมียก่อนทำการโจมตีคู่ขนานทั้งภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียง เหนือในเวลาไล่เลี่ยกันและสิ่งที่ปรากฏ คือ แนวรบจังหวัดคาร์คิฟของรัสเซียเกิดช่องโหว่ถูกทะลวงจนพังระนาว เนื่องจากหน่วยรบหัวกระทิถูกโยกย้ายไปป้องกันจังหวัดเคียร์ซอนและซาโปริชเชีย ซึ่ง “สำคัญกว่า” สำหรับยุทธศาสตร์ทางทะเลของรัสเซียการโจมตีของยูเครนยังสร้างผลลัพธ์ต่อมานั่นคือ คำสั่ง “ระดมพลสำรอง” ดึงชายฉกรรจ์ทั่วรัสเซียเข้ารับใช้กองทัพ หวังได้กำลังพล 300,000 นาย นำมาใช้ “อุดรูรั่ว” ตรึงแนวรบที่มีระยะทางยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อให้หน่วยรบหลักต่างๆปฏิบัติการได้สะดวกโยธิน ไม่ต้องมาพะว้าพะวงกับการป้องกัน แต่สิ่งนี้ก็เหมือนเป็นดาบสองคม เพราะถึงมีกำลังเพิ่ม แต่ก็ย่อมถูกมองว่าบ้อท่าและเป็นการกระทำของคนสิ้นหวัง ด้วยเหตุนี้ หากเชื่อว่ารัสเซียไม่ได้ลักไก่ หรือขู่ลอยๆ คำถามสำคัญที่จะตามมาก็คือ โอกาสที่รัสเซียจะใช้นิวเคลียร์จำเป็นต้องเกิดอยู่ในสถานการณ์เช่นไร 1.ใช้เพราะกลัวว่าแนวรบจะพังทลาย กองทัพยูเครนดำเนินการรุกอย่างรวดเร็ว แต่เหตุนี้ก็จะโต้เถียงได้ว่า ก็มีกำลังพลสำรองแล้ว เอามาใช้อุดรูก่อน เพื่อให้กำลังพลหลักตั้งตัว 2.ใช้เพราะต้องการรักษาอำนาจ ต้องการ “แสดงพลัง” เพราะเสี่ยงที่จะถูกการเมืองภายในเขย่าเก้าอี้ แต่แน่นอนการที่นายปูตินอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2543 ใช่ว่าจะถูกเขย่าได้ง่ายๆ และสถานภาพตอนนี้ก็ใช่ว่าจะจนตรอกประการที่ 3 ใช้เพราะมีประโยชน์ต่อการรบ ประเด็นนี้ดูมีความน่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ย่อมถูกค้านด้วยเหตุผลว่า กองทัพยูเครนไม่ได้รวมตัวเป็นกระจุกในปริมาณที่เหมาะสมต่อการใช้นิวเคลียร์เป็นกำปั้นทุบให้ราบคาบ กองทัพยูเครนกระจายตัวตามจังหวัดต่างๆ และปฏิบัติการด้วยกองกำลังขนาดกะทัดรัดที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากได้รับข่าวกรองการชี้เป้าจากชาติตะวันตกและมีอาวุธสนับสนุนที่แม่นยำ ไม่ว่าปืนใหญ่ กระสุนจีพีเอส หรือรถยิงจรวดไฮมาร์สที่ระยะยิงไกลกว่าปืนใหญ่รัสเซียจะเอื้อมถึงหรือสุดท้ายประการที่ 4 อัดนิวเคลียร์ลูกเดียวลง “กรุงเคียฟ” เพื่อปิดฉากทุกสิ่งอย่าง ทำลายศูนย์กลางบัญชาการ เด็ดหัวตัวสั่งการทั้งหมดในคราเดียว แต่แน่นอนสิ่งที่ต้องแลกมาคือ กลิ่นอายวัฒนธรรมและความเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ระหว่างยูเครน-รัสเซียจะสูญสลายไปในพริบตา ไม่รวมถึงการตอบโต้จากประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวคือ ไม่มีใครรู้ว่าการใช้นิวเคลียร์จะถูกตอบโต้เช่นไร ด้วยเหตุว่า ในช่วงสงครามเย็นที่ผ่านมา ทุกคน “กลัวจะตายตกตามกัน”ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ประธานาธิบดีปูตินไม่โง่และไม่ได้สิ้นคิดขนาดนั้นอีกทั้งประวัติศาสตร์สงครามของรัสเซียก็เคยแสดงให้ชาวโลกประจักษ์แล้วว่า กองทัพรัสเซียมีความอึดถึกทนมากน้อยเพียงใด.วีรพจน์ อินทรพันธ์