ทั่วทุกภาคของประเทศไทยยังมีฝนตกหนัก “หลายพื้นที่ต้องเจอน้ำท่วม” ส่งผลกระทบไม่ใช่เฉพาะประชาชนเท่านั้นแต่ยังสร้างความเดือดร้อนไปถึง “สัตว์เลื้อยคลาน-สัตว์มีพิษ” ต่างพากันหนีน้ำมาอาศัยตามบ้านเรือนของคน นำมาซึ่ง “งูอสรพิษ” ออกอาละวาดล่าสัตว์หนีน้ำนั้นเป็นอาหารทำให้ช่วงนี้มักปรากฏเหตุการณ์ “งูโผล่เข้าบ้านทำร้ายคนถี่บ่อยขึ้น” โดยเฉพาะเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ถูกพัฒนาขยายเป็นเขตเมือง “กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนูท่อ และสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข แมว” อันเป็นอาหารชั้นเลิศของบรรดางูที่จับจ้องแอบซ่อนตัวอยู่ใต้โพรงพื้นดินเป็นจำนวนมากนั้นตามข้อมูลสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ศูนย์วิทยุพระราม 199 เดือน ส.ค.2565 รับแจ้งขอความช่วยเหลือจับงูเข้าบ้าน 5,017 ราย สามารถจับงูได้มากสุด คืองูเหลือม 2,142 ตัว งูเขียวพระอินทร์ 245 ตัว นิรุทธ์ ชมงามปัจจัยงูเข้าบ้านช่วงฤดูฝนนั้น นิค-นิรุทธ์ ชมงาม Nick Wildlife ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงูของประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ต้องยอมรับในช่วงฤดูฝนนั้น “หลายพื้นที่มักเกิดน้ำท่วม” ส่งผลกระทบต่อสัตว์มีพิษกัดต่อยพากันหนีน้ำมาหลบซ่อนตามพื้นที่แห้งในบ้านเรือนประชาชน แล้วถ้าคนอาศัยในบ้านไม่ระวังตัวอาจถูกสัตว์มีพิษกัดได้รับบาดเจ็บได้โดยเฉพาะงูบางชนิดที่มีพิษรุนแรง เช่น งูเห่า งูเขียวหางไหม้ ถ้าโดนกัดมักเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือแม้แต่งูไม่มีพิษแต่ก็ชอบกินสัตว์เลี้ยง อาทิ งูเหลือม งูหลาม สร้างความเดือนร้อนให้คนได้เช่นกันอีกส่วนที่ทำให้ “ฤดูฝนคนต้องเผชิญกับงูเยอะนั้น” เพราะเป็นช่วงสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมาหาอาหารสะสม กลายเป็นตัวล่องูออกล่าเหยื่อสะสมพลังงานเตรียมร่างกายให้สมบูรณ์ เมื่อเข้าฤดูแล้งในเดือน ส.ค.-มี.ค. จะเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ “งูตั้งท้อง 2-3 เดือน” ก่อนวางไข่ทีละตั้งแต่ 5-60 ฟองขึ้นอยู่แต่ละชนิดของงู อย่างเช่น งูเหลือม งูหลามออกไข่ครั้งละ 50-60 ฟอง/ปี และงูเห่าออกไข่ 20-30 ฟอง/ปี สำหรับระยะฝักไข่อยู่ที่ 60-90 วัน ในช่วงนี้แม่งูจะเฝ้าไข่เพื่อป้องกันอันตรายแต่ส่วนใหญ่ 95% ลูกงูมักจะรอดชีวิต ในส่วน “อายุขัย” ตามข้อมูลจากการเลี้ยงงูขนาดใหญ่อย่างพวกงูเหลือม งูหลาม มีอายุเฉลี่ย 20-30 ปี งูเห่ามีช่วงอายุเฉลี่ย 5-10 ปีแล้วยังมีข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจคือ “งูตัวเมียสามารถเก็บน้ำเชื้ออสุจิของตัวผู้หลังผสมพันธุ์ไปได้อีกราว 2-3 ปี” เพราะเคยมีกรณีจับงูป่านำมาไว้ที่ศูนย์สถานเพาะเลี้ยงโดยไม่มีตัวผู้ให้ผสมพันธุ์ “ปรากฏผ่านไป 2-3 ปี งูตัวนั้นกลับวางไข่ฟักออกเป็นตัว” ทำให้ทราบว่าสัตว์ชนิดนี้มีความพิเศษสามารถเก็บน้ำเชื้ออสุจิไว้ได้นานตรงนี้ “ถือเป็นความลับสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ” ที่เป็นกลไกในการรักษาเผ่าพันธุ์ไม่ให้สูญหาย แต่เรื่องนี้ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นยิ่งกว่านี้ ประการถัดมา “กรุงเทพฯเป็นแหล่งอาศัยของงูเยอะนั้น” เรื่องนี้มีสาเหตุเพราะ “คน” เป็นผู้สร้างแหล่งอาหารให้ “สัตว์จำพวกหนูสามารถขยายพันธุ์ออกไปอย่างรวดเร็ว” กลายเป็นเสมือนสิ่งดึงดูดให้ “งูย้ายถิ่นฐาน” พากันมาล่าอาหารในเขตพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์แล้วออกลูกออกหลานเพิ่มมากขึ้นนี้ด้วยตามธรรมชาติในป่า “งูออกไข่ครั้งละ 30 ฟอง” แล้วอาจมีชีวิตรอดโตเต็มวัยได้เพียง 5-10 ตัว เพราะขาดแคลนอาหารที่มีจำกัดนั้น แต่เมื่องูย้ายถิ่นมาหากินในเขตกรุงเทพฯที่มีหนูเป็นอาหารมากมาย “ลูกงูเกิดใหม่ย่อมมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น” ส่งผลให้ปริมาณประชากรของงูเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แม้ว่ากรุงเทพฯถูกพัฒนาเป็นเขตเมืองเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแต่ด้วยเวลาผ่านไประยะหนึ่ง “ดินมักทรุดตัวเป็นโพรง” กลายเป็นแหล่งอาศัยอย่างสุขสบายของงูนานาชนิด เพราะเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถขุดรูเองได้มักอาศัยดินทรุดตัวตามธรรมชาติ หรือรูสัตว์ชนิดอื่นขุดไว้อย่างเช่น หนูแล้วงูก็จะเข้ามาใช้ประโยชน์อีกที สังเกตได้จาก “จุดใดมีไซต์ก่อสร้าง” บ้านเรือนประชาชนโดยรอบจุดนั้นมักพบ “งูเข้าบ้านมากกว่าปกติ” เพราะงูมีระบบประสาทสัมผัสต่อแรงสั่นสะเทือนรับรู้จากเกล็ดท้องผ่านเข้าไปสู่หูชั้นในไวมาก แม้เป็นเพียงแรงสั่นสะท้อนเล็กน้อย เช่น “คนเดินหรือเครื่องจักรวิ่งไปมา” บรรดางูอาศัยในโพรงใต้ดินมักจะรับรู้ได้ทันทีอันเป็นสัญญาณเตือนว่า “มีสิ่งผิดปกติเข้าใกล้” หากหลบเลี่ยงได้ก็หนีแต่ถ้าจวนตัวจะมีปฏิกิริยาป้องกันตัว นำมาซึ่ง “งูกัดคน” แต่ไม่มีจุดประสงค์กัดเพื่อเป็นอาหาร เพราะคนมีขนาดใหญ่เกินกว่างูจะกินได้ หนำซ้ำในมุมมองของงูกลับเห็นว่า “มนุษย์คือศัตรูขนาดใหญ่ที่กินงูเป็นอาหารมากกว่า” ทำให้งูเมื่อเจอคนต้องรีบหนีเสมอและมีคำถามว่า “ฤดูอื่นเจองูบ่อยเหมือนฤดูฝนหรือไม่” ถ้านอกฤดูฝนแล้วก็ยังมีฤดูแล้งที่อาจเจองูบางชนิด อย่างเช่น “นอกเขตกรุงเทพฯ” มักต้องเผชิญ “งูจงอาง” เพราะตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป “เป็นช่วงผสมพันธุ์” ทำให้มีงูชนิดนี้ออกมาเพ่นพ่านกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว “ภัยแล้ง” ยังส่งผลให้ป่าตามธรรมชาติต้องเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ “งูป่า” ก็มักจะออกมาหาน้ำดื่มตามแหล่งน้ำในชุนชนใกล้ป่านั้น ทำให้ผู้คนสามารถพบเจอกับงูเยอะขึ้นได้เช่นกันจริงๆแล้ว “งูเข้าบ้าน” ส่วนใหญ่มีปัจจัยจากการตามหาเหยื่อแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก... “ห้องน้ำมักมีความชื้น” ในบางครั้งอาจมีมดหนอนแมลงส่งผลให้อึ่งอ่าง เขียด คางคก มักเข้าหาแมลงนั้นกินเป็นอาหารแล้วหลบซ่อนตัวอยู่ในนั้น ทำให้ “งูสิง และงูเห่า” ที่อาจตามเข้าไปหาเหยื่อพวกอึ่งอ่าง เขียด คางคกได้ด้วยถัดมาคือ “งูโผล่ชักโครกตามล่าหนู” เดิมงูอยู่ในโพรงใต้อาคารเมื่อได้กลิ่นหนูก็จะเลื้อยเข้าท่อระบายน้ำที่อาจแตกชำรุดแล้วหลุดเข้าบ่อเกรอะจนหลงทาง แต่ด้วย “งูกลั้นหายใจได้ไม่เกิน 30 นาที” ก็พยายามหาทางออกเมื่อเห็นเเสงสว่างในห้องน้ำ “จึงโผล่ออกทางชักโครกหายใจ” เพราะหากกลั้นนานกว่านั้นอาจตายได้ สัญญาณเตือนกรณีงูเข้าบ้านทำได้แค่ใช้ความรอบคอบระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืนมักเป็นเวลาของงูออกหากิน ดังนั้น การเข้าห้องน้ำควรตรวจสอบความผิดปกติน้ำชักโครกกระเพื่อมหรือไม่ หากไม่แน่ใจให้กดน้ำลงสักครั้ง ถ้าไหลไม่สะดวกสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “มีสิ่งอุดตัน” ควรงดใช้ตรวจสอบให้แน่ใจเพื่อความปลอดภัยตอกย้ำด้วยความเชื่อที่ว่า “ปูนขาว กำมะถัน ขี้เถ้าป้องกันงูเข้าบ้านได้นั้น” ที่ผ่านมาเคยมีการพิสูจน์ทดสอบมาแล้ว พบว่า “เรื่องนี้ไม่สามารถใช้ป้องกันงูเข้าบ้านได้จริง” ยกเว้นน้ำมันเบนซินป้องกันงูเข้าบ้านได้ แต่ไม่สามารถใช้ได้จริง เพราะอย่าว่าแต่งูแม้มนุษย์ก็มิอาจทนกับกลิ่นน้ำมันนั้นได้ดังนั้น ตอนนี้ “ไม่มีสิ่งใดป้องกันงูเข้าบ้านได้ 100%” นอกจากทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อย เพื่อไม่สร้างที่อาศัยแหล่งอาหารของงู เช่น หนู แมว สุนัข พร้อมทั้งตรวจปรับสภาพบ้านไม่ให้มีโพรงใต้อาคาร และซ่อมแซมปิดช่องว่างในบ้าน ช่องระบายอากาศ ควรติดใส่มุ้งลวดให้มิดชิดไม่ให้งูเลื้อยผ่านช่องทางนี้ไปได้ สิ่งที่ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่คือ “จับงูผลักดันออกนอกเขตกรุงเทพฯ” เพราะด้วยงูเคยใช้ชีวิตอยู่ในเขตเมืองมานานจนแทบจะเรียกว่า “สัตว์เมือง” แต่เมื่อถูกจับนำไปปล่อยในป่าธรรมชาติผลักออกห่างไกลชุมชนนั้น “งูเมือง” อาจไม่เหมาะสมกับระบบนิเวศป่า ผลตามมาคือ “งูอาจตาย” ดังนั้น อุปสรรคเหล่านี้ก็ยังไม่มีทางออกชัดเจนยกเว้น “งูบางชนิดเป็นสัตว์คุ้มครอง” จำเป็นต้องจัดการตามระบบกฎหมายด้วยการส่งมอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้ดำเนินการนั้น แต่อย่างไรก็ดีเรื่องการผลักดันงูออกนอกเขตเมืองนี้อาจต้องมีการศึกษากันอย่างจริงจัง พร้อมทั้งปรึกษาหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อหาทางออกเรื่องงูล้นเมืองต่อไป... สุดท้ายฤดูฝนนี้ถ้าเจอ “งูเข้าบ้านหลีกเลี่ยงไม่จับเอง” แต่ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญ (สายด่วน 199) เข้ามาดำเนินการจับงูให้จะปลอดภัยดีที่สุด.