สยามมีทาสตามกฎหมายทาส 7 ประเภทคือทาสสินไถ่ ทาสในเรือนเบี้ย ทาสได้มาแต่บิดามารดา ทาสท่านให้ ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย และทาสเชลยศึก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าการมีทาสเป็นสิ่งล้าสมัย ค.ศ.1873 (พ.ศ.2416) พระองค์ทรงตราพระราชบัญญัติทาส ห้ามคนที่เกิดในรัชกาลปัจจุบันเป็นทาส ต่อมาพระองค์ตราพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไทเมื่อ 18 ตุลาคม ค.ศ.1874 (2417)ไพร่คือประชากรส่วนใหญ่ของสยามที่มีอายุ 15-70 ปี ทำงานรับใช้เจ้านายเพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครอง มี 3 ประเภทคือ ไพร่หลวง ไพร่สม และไพร่ส่วย พระองค์ทรงตรากฎหมายกำหนดค่าตัวลูกทาสให้สูงสุดและมีค่าตัวลดลงทุกปีจนเป็นไททั้งหมดเมื่อ 31 มีนาคม 1905 (2448) ใช้เวลาทั้งหมด 30 ปี จึงทำให้ผู้เป็นทาสและไพร่หลุดพ้นจนเป็นไททั้งหมดซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ ค.ศ.1855 ขณะที่รัสเซียกำลังมีสงครามไครเมีย การรบกับมหาอำนาจยุโรปตะวันตกนั้น รัสเซียเพลี่ยงพล้ำอย่างมาก ถึงขนาดซาร์ต้องทรงยอมเจรจายุติสงครามใน ค.ศ.1856 รัสเซียแพ้เพราะทรัพยากรมนุษย์ของรัสเซียในเวลานั้นส่วนใหญ่เป็นทาสติดที่ดินซึ่งรัฐบาลไม่สามารถจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ได้เลยการประชุมสภาขุนนาง ณ กรุงมอสโก เดือนเมษายน 1856 ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ทรงให้ความเห็นว่า การปลดปล่อยทาสติดที่ดินควรทำจากเบื้องบนมากกว่าให้พวกทาสก่อจลาจลจากเบื้องล่างเพื่อปลดแอกตนเอง การประชุมสภาขุนนางในครั้งนั้น พระเจ้าซาร์ทรงถูกต่อต้านจากอภิสิทธิ์ชนคนชั้นสูงอย่างมาก จนต้องแอบจัดตั้งคณะกรรมาธิการลับเพื่อศึกษาหาวิธีปลดปล่อยทาสติดที่ดินให้เป็นอิสระ และให้ผลประโยชน์ที่เพียงพอต่อพวกขุนนาง3 มีนาคม ค.ศ.1861 ตรงกับวันครบรอบสิริราชสมบัติปีที่ 6 ซาร์ทรงลงพระนามในพระราชกฤษฎีกาปลดปล่อยทาสติดที่ดิน ทำให้ขุนนางเจ้าของที่ดินเกือบ 104,000 คน ต้องปล่อยทาสติดที่ดิน 23 ล้านคนให้เป็นอิสระ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นผลดี เพราะในพระราชกฤษฎีกามีความซับซ้อนที่พวกขุนนางเขียนซ่อนเอาไว้ ให้ทาสต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินและต้องถูกเกณฑ์แรงงาน เดิมทาสใช้แต่เพียงแรงงาน แต่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่ดิน แต่หลังพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ พวกเจ้าที่ดินบังคับให้ชาวนาที่มาจากทาสต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินและต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ถึงแม้จะพ้นสถานะทาสแล้วแต่ก็ยังต้องประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของเจ้าของที่ดินคนเดิมต่อไปที่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าก็คือพวกชนชั้นเจ้าของที่ดิน ที่กำหนดให้ทาสต้องจ่ายเงินชดเชยในที่ดินสูงกว่าความเป็นจริงถึง 3-4 เท่า ชาวนาใหม่ (ซึ่งเดิมเคยเป็นทาส) ต้องเป็นผู้แบก รับภาระในการจ่ายค่าชดเชยและต้องเป็นหนี้รัฐบาลของพระเจ้าซาร์ต่อไปอีก 49 ปีข้อดีของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ก็มี เช่น ทาสติดที่ดินที่เป็นไทแล้วสามารถเลือกคู่ครองเองได้ (เดิมจะมีคู่ครองต้องได้รับการเห็นชอบจากเจ้าของที่ดิน) สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ค.ศ.1864 มีการตั้งสภาท้องถิ่นที่เรียกว่าเซมสตโว ทำให้ชนชั้นเจ้าของที่ดิน ชนชั้นกลาง และชาวนามานั่งประชุมร่วมกันได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทาสสามารถนั่งประชุมร่วมกับเจ้าของที่ดินได้ต่อมา เมื่อมีขบวนการปฏิวัติมาปลุกระดมให้พวกชาวนาให้เข้าร่วม พวกชาวนาก็ปฏิเสธเพราะศรัทธาในพระเจ้าซาร์ที่ช่วยทำให้พวกตนเป็นไท จึงทำให้การปลุกระดมล้มเหลว พวกขบวนการจึงต้องหันไปก่อวินาศกรรมและลอบสังหารบุคคลสำคัญ แม้แต่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 หรือซาร์ผู้ปลดปล่อยของทาสติดที่ดิน ก็ถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อเดือนมีนาคม 1881ประเทศสยามปลดปล่อยทาสได้ทั้งหมดใน ค.ศ.1905 ส่วนประเทศรัสเซียนั้น พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 พระราชนัดดาของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ประกาศยกเลิกหนี้สินและข้อผูกมัดของชาวนาที่มีต่อรัฐสำเร็จเมื่อ ค.ศ.1906 หลังจากประเทศสยาม 1 ปี.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com