ชวนลุ้นกันสุดๆว่าความรักต่างวัยสุดฟินของนางเอกตัวแม่ “บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์” ในบท “แป๊ด” สาวสายเหวี่ยงจอมวีนระเบิด อารมณ์ ปะทะ “แทน” หนุ่มอปป้าที่รับบทโดย “เน๋ง-ศรัณย์ นราประเสริฐกุล” จะลงเอยอย่างไร ในละคร “รักสุดท้ายยัยจอมเหวี่ยง” ทางช่องวัน 31 เพราะมาเต็มแบบหลายโหมดทั้งเป็นคู่กัดคู่รัก แล้วยังเผยบทบาทใหม่ๆ “หมอเน๋ง-ศรัณย์” ทั้งความขี้บ่นและความเป๊ะของแทน รวมทั้ง เลิฟซีนกุ๊กกิ๊กจัดเต็ม ซึ่งในชีวิตจริง “หมอเน๋ง” สัตวแพทย์หนุ่ม ก็ได้เผยตัวตนจากหนุ่มนิ่งขรึมพูดน้อย กลายเป็นหนุ่มสายฮาพูดเก่ง เพราะหลายๆอย่างพามาถึงวันนี้ “เน๋ง” เล่าการเติบโต เริ่มจากได้เห็นตัวเองในละครเรื่องนี้แล้วเป็นยังไงบ้าง?“ดีใจนะ เพราะเราถ่ายกันมานานมาก แฟนๆก็ลุ้นว่าคู่เราจะลงเอยยังไง คงอยากรู้ว่าทะเลาะกันขนาดนี้จะมารักกันได้ยังไง ต้องรอดูไปเรื่อยๆเพราะเค้าได้ผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน ได้เห็นมุมต่างๆของกันและกัน อาจจะเกิดความหวั่นไหว”ในเรื่องดูเป็นผู้ชายขี้บ่น? “จริงๆผมปากร้ายทุกเรื่องเลยนะ มันไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ผมเลย มันแตกต่างมาก (หัวเราะ)”เล่าความเป็นตัวละคร “แทน” ให้ฟังหน่อย? “แทนเป็นคนตรงๆไม่ชอบอะไรที่มันไม่ถูกต้อง เลยรู้สึกว่าบางอย่างที่ใครทำไม่ถูกก็ต้องพูด อย่างกรณีแป๊ด ที่พี่บี-น้ำทิพย์ รับบท เค้าเป็นยัยจอมเหวี่ยง ถ้าเรารู้สึกว่าเค้าทำไม่ถูกต้องเราก็จะว่าเค้า บอกเค้าเลยกลายเป็นทะเลาะกัน แต่เวลาเค้าลำบากก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเค้า แล้วสักพักแทนมาเป็นผู้ช่วยของแป๊ดแล้วให้เห็นมุมอ่อนโยนของเค้า” เตรียมตัวยังไงกับบท “แทน”?“แทนมีหลายมุมผ่านเรื่องราวมากมาย ต้องออกมาทำงานรับจ้างสารพัด มีปูมหลังเยอะ ต้องไปเรียนรู้ทำการบ้านอาชีพว่าเค้าทำอะไรบ้าง อะไรที่ทำให้เค้าเป็นคนแบบนี้”ตัวละครนี้มีความ “ใกล้เคียง” และ “ไกล” ตัวเน๋งยังไงบ้าง? “ใกล้เคียงผมตรงที่เป็นคนชอบเห็นคนเดือดร้อนไม่ได้ แทนชอบขับรถส่งคนเมา ชีวิตจริงเน๋งก็เป็นแบบนั้น ส่งเพื่อนๆเวลาไปปาร์ตี้ เราเป็นคนไม่ดื่มแต่ไปกับเค้า ก็เลยมีหน้าที่เก็บเพื่อนกลับมา”ความไกลตัวล่ะ? “เค้าเป็นคนสตริกต์และเรียบร้อย แต่เน๋งคือถ้าเทียบเป็นหมอก็เป็นหมอที่ไม่สตริกต์ มีความอะลุ้มอล่วยได้ อย่างเวลารักษาสัตว์เจ้าของบอกป้อนยาไม่ได้เราก็บอกว่าทำยังไงก็ได้ให้กินได้ หาวิธีอื่นๆได้”เวลาเล่นจริงๆเราชอบโหมดไหนของแทน? “ผมไม่ชอบโหมดโวยวายอยู่แล้ว เวลามีฉากทะเลาะหนักๆมันยาก ชอบแทนโหมดชิลๆเล่นๆ”เม้าท์ชัด จัดทุกตอน ติดตามได้ที่ www.thairath.co.th/novel และ Facebook Fanpage : นิยายไทยรัฐเรื่องนี้มาเต็มทั้งด่า ตบ จูบ กับบี ทำงานร่วมกันเป็นไงบ้าง?“เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เราได้เรียนรู้อะไรเยอะจากพี่บี พี่บีบอกว่าเราต้องไปด้วยกัน เราไม่ทิ้งกันนะ มันเสริมความมั่นใจเรามากๆเพราะเราประสบการณ์ยังไม่ได้เยอะมาก เลยผ่านไปได้ด้วยดี ถามว่าได้ประกบพี่บีได้ประสบการณ์อะไรบ้าง มันตอบไม่ได้ชัดๆ มันทั้งวิธีการการใช้ชีวิต การทำงาน เค้าทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการเป็นนักแสดงมืออาชีพเป็นยังไง ต้องพร้อมเสมอ เรื่องทำการบ้านเต็มที่ทั้งที่เค้าเป็นนักแสดงฝีมือดี เรื่องมุมกล้องต่างๆ โปรดักชัน”เลิฟซีนเยอะเหมือนกัน? “ส่วนใหญ่โดนเค้าจูบ แต่เอาจริงๆผมไม่ค่อยกล้าดูตัวเองเล่นเลิฟซีนนะ มันจั๊กจี้ วันที่มีฉากจูบเลิฟซีน ผมกำลังกลับเข้าบ้าน เจอคุณแม่กับคุณยายนั่งดูอยู่ ผมก็หนีขึ้นห้องไปเลย แล้วแม่มีการตามขึ้นมาถามด้วยเรื่องจูบผู้หญิง ผมก็บอกว่าผม 28 แล้ว เค้าคงไม่เคยเห็นพาร์ตนี้ของเรา”แปลว่าคุณแม่ก็ห่วงเรื่องสาวๆ? “ผมจะไม่ค่อยได้เล่าให้แม่ฟัง จะคุยเรื่องงานมากกว่าแม่เลยไม่ค่อยได้ฟังเรื่องพาร์ตนี้ เรื่องอะไรที่เป็นปัญหาเราก็ไม่อยากให้เค้าเป็นห่วง เราจัดการเองมากกว่า”เรื่องสาวๆล่ะ? “อันนั้นแม่รู้เพราะต้องให้แม่ดูก่อน” เล่นจริงจูบจริงครั้งแรกในละคร?“ใช่ครับ เรื่องก่อนๆเป็นแบบเฉียดๆ ล้มๆใส่กัน เรื่องนี้เลิฟซีนก้าวกระโดดมาก เราก็เลยต้องทำการบ้านหาตรงกลาง ผมไม่กล้าดูเอามือปิดตา”เขินหรือยังไง ไม่เช็กงานตัวเองเหรอ? “เช็กๆแต่ปิดตาดู (หัวเราะ)”ตอนเล่นไม่เขินเหรอ? “ตอนนั้นมันฟอลโลไปตามบท อินได้ แต่พอย้อนดูผลงานตอนนั้นเรากลับมาเป็นตัวเองแล้ว ก็เขิน”เพื่อนๆแซวมั้ย? “ก็มีบ้างแต่ไม่ได้เยอะ ส่วนใหญ่แฟนคลับแซวเลิฟซีนแบบ ตาค้าง ลืมหายใจไม่คิดว่าเราจะเล่นเบอร์นี้”แปลว่าคุณแม่ติดตามผลงานเราตลอด? “เป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งครับ”แม่วิจารณ์เราบ้างมั้ย? “ไม่เลยครับ ทุกอย่างดีหมด งงมาก ผมเองยังวิจารณ์ตัวเองเลย แต่แม่บอกว่าไม่ลูก ดีมากลูก (หัวเราะ) แต่ก็เข้าใจแม่นะ”เรื่องนี้น่าดูยังไง? “ผมว่าสำหรับยุคนี้ที่ทุกอย่างดูเครียด ทั้งรอบตัว ทั้งสังคม เรื่องนี้น่าจะปรับอารมณ์ให้มีรอยยิ้มได้บ้าง ฟีลกู้ดแต่ก็มีข้อคิดอยู่”คิดมั้ยว่าตัวเองจะมาเป็นพระเอกวันนี้?“ผมไม่เคยคิดว่าจะเข้าวงการบันเทิงเลยด้วย ตั้งแต่สมัยเด็กๆเราขี้อายมาก ตอนผมเข้ามาในวงการบันเทิงใหม่ๆ ทุกคนก็จะบอกผมว่าเมื่อก่อนเน๋งไม่พูดเลย ทำไมเดี๋ยวนี้พูดมากจัง แต่ก่อนคือแบบไม่พูดกับใครเลยจริงๆ เข้าหาคนก็ไม่เก่งเลย จนเราก็มาคิดกับตัวเองว่าเออตอนนั้นเราคิดเยอะไง ไม่ชอบการเป็นจุดสนใจ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เจอเพื่อนมากขึ้น พัฒนาค่อยๆเป็นค่อยๆไป ถึงตอนนี้พอจะรับมืออะไรได้ เราก็ทำในสิ่งที่เราอยากทำ พูดและเหมือนเป็นตัวเรา พอไม่ต้องคิดอะไรเยอะก็กลายเป็นคนพูดมากไปเลย (หัวเราะ)”เวลาคนอื่นได้เห็นเราได้มุมต่างๆมากขึ้น เช่นในยูทูบก็มีความกวนๆ แล้วบอกว่าหมอเน๋งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เรารู้สึกยังไง? “ผมชอบนะ มันตลกดีไง เวลาคนมาชมว่าเท่จัง หล่อ เราก็จะรู้สึกแบบ ไม่ใช่ ไม่ขนาดนั้น แต่เวลาคนมาบอกว่าตลกจัง เราชอบ (หัวเราะ) ชอบอะไรที่มันขัดแย้งกันดี หลังๆผมก็มาชั่งใจนะว่าการมียูทูบของเราเนี่ย ผมส่งเสริมภาพลักษณ์เรามั้ย เพราะแต่ละอย่างมีแต่บ้าๆหลุดๆ (หัวเราะ) ก็มีมานั่งคิดนะหรือว่าให้เค้าไม่ต้องรู้จักเราก็ดีอยู่แล้ว พอรู้จักแล้วคงคิดว่าเราคือคนบ้า (หัวเราะ) หลายๆคนที่ไม่เคยรู้จักตัวจริงเค้าก็เซอร์ไพรส์และรู้สึกสนุก บอกว่าเราตลกนะ ซึ่งเราชอบทางนี้อยู่แล้ว แต่เวลาเราไปรายการต่างๆเราก็ให้เกียรติ”แล้วในโหมด สัตวแพทย์ล่ะเป็นแบบไหนเวลาพูดกับเจ้าของสัตว์ที่พามารักษา? “ผมจะเป็นคนที่พูดข้อเท็จจริงนะจะติดเล่นไม่ได้ เค้าอาจจะเป็นห่วงสัตว์ของเค้าว่าเราจะดูแลได้มั้ย เราก็ต้องจริงจังหน่อยสื่อสารให้เค้าเข้าใจง่าย” ณ วันนี้รู้สึกสบายๆขึ้นกับวงการมั้ย?“สบายขึ้นนะ เราปล่อยวางมากขึ้น ด้วยอายุเราที่โตขึ้นด้วย เราพอจะรู้ว่าเราอยู่สถานที่ไหน กาลเทศะของตรงนั้นคืออะไร เล่นเลเวลไหนได้บ้าง จะทำการบ้านไปก่อน แต่ก่อนเราอาจจะกังวลว่าเราเล่นอย่างนี้ได้มั้ยคนจะคิดกับเรายังไง จะกังวลตลอด เราเลยคิดว่าการไม่ทำอะไรคือเซฟตัวเองเลยดูนิ่งๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าไม่ได้คิดอะไรเลย จนทุกคนบอกว่าหยุดพูดเถอะ (หัวเราะ)”ถ้าเทียบตัวเองวันแรกกับวันนี้ในวงการเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?“เรียกว่าคนละคนเลย (หัวเราะ) วันแรกๆเหมือนกังวลไปหมด กังวลสายตาคนรอบข้าง ซึ่งถามว่าตอนนี้เป็นมั้ยก็ยังกังวลนะแต่เราจัดการตัวเองได้มากขึ้น ปล่อยวางขึ้นและรู้ว่าอะไร ควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถามว่ายังกลัวการเป็นสปอตไลต์มั้ยก็ยังนิดนึงเวลาที่มันมีเรื่องกดดันอะไร ซึ่งจริงๆมันสวนทางกับวงการบันเทิงเนอะ แต่เราก็พยายามพัฒนาตัวเองให้เราอยู่ตรงนี้ได้โดยไม่รู้สึกว่าเราฝืน เซฟโซนเราคงกว้างขึ้น”เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือมีจุดเปลี่ยน? “ผมว่าค่อยๆเปลี่ยนมากกว่าจากการอยู่ไปเรื่อยๆ”ณ วันนี้เป้าหมายอะไรที่อยากทำในวงการ? “มันไม่ได้มีเป้าหมายชัดๆแต่สิ่งที่ผมอยากทำคือวงการนี้ทำให้เราได้ทำอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา พอเล่นละครเรื่องใหม่ เราก็ได้ทำสิ่งใหม่ๆ”โหมดสัตวแพทย์ล่ะตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?“พอเปิดสาขาใหม่ Hato Pet Wellness Center ก็ต้องทำหลังบ้านให้แน่น มาเน้นการพัฒนาองค์กรมากกว่า เรามีทีมซัพพอร์ตหลังบ้านที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คิดว่าจะหยุดการเปิดสาขาเพิ่มเพราะมันเหนื่อยมากเลยพักก่อน แล้ว ทำเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในองค์กรดีกว่า ทำงานมีความสุข ให้บริษัทและพนักงานมั่นคงมากกว่า”ตัวเราแบ่งเวลากับตรงนี้ยังไง? “หลังๆก็ไม่ได้เข้าเวรขนาดนั้นเป็นทีมซัพพอร์ตหลังบ้าน ดูระบบต่างๆ น้ำรั่วก็ต้องไปดูช่าง แต่จริงๆที่บ้านก็ยังเปิดเป็นคลินิกอยู่ด้วย ตอนนี้ก็รีโนเวทเพิ่มอยู่”ความรักสัตว์จนรู้สึกว่าอยากเรียนและเป็นสัตวแพทย์มันเกิดขึ้นตอนไหน? “ตอนหัวเลี้ยวหัวต่อ ม.ปลาย เราชอบดูคุณพ่อผ่าตัด ทำงาน ตอนคุณพ่อรักษาหมาแล้วมันหายดีเราก็ดีใจ เราชอบดูสารคดีสัตว์ด้วย”ณ ชีวิต ตอนนี้ธุรกิจถือว่าโอเครึยัง? “ยังนะครับ เน๋งคิดว่ายังไม่ถึงจุดประสบความสำเร็จ ด้วยภาพมันอาจจะ ดูเหมือนสวยงาม แต่เรารู้สึกว่าเรายังต้องไปต่อ ยังเหนื่อยอยู่เลย มีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ มันไม่ง่ายสำหรับยุคนี้ด้วยสำหรับการทำธุรกิจ”การทำงานในวงการบันเทิง กับการเป็นสัตวแพทย์ มี อะไรที่เชื่อมโยงกันมั้ย?“มีเรื่องทักษะการสื่อสารกับคน พอเรา เป็นนักแสดงเราเข้าใจในตัวละคร มีความ เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น เวลาเราคุยกับคนไข้มันก็เป็นอีกอารมณ์นะ จะไม่เหมือนหมอทั่วไป อย่างบางเคสที่รักษาไม่ได้ สัตว์ต้องจากไปแต่เราจะมีวิธีพูดยังไงให้จิตใจเจ้าของเค้ายังไปได้อยู่ เราอาจจะต้องช่วยเค้า ถ้าเราเป็นหมออย่างเดียวแบบเมื่อก่อนเราอาจจะบอกแต่ ข้อมูลจริงๆแต่พอเรามาอยู่ตรงนี้มันก็ดีกว่า ตรงที่ถึงน้องหมาเรารักษาไม่ได้แต่จิตใจเจ้าของเรายังรักษาได้”เรื่องความรักตอนนี้ล่ะ?“มีคนคุยครับ ผมก็ไม่ได้ปิดนะแต่ก็ไม่ได้เปิด”การเป็นพระเอก ทำให้คนสนใจเรื่องความรักมากขึ้น เราวางตัวยากขึ้นมั้ย? “ไม่นะ ก็ปล่อยมันเป็นไป เราก็ไม่ได้ปิดอะไรขนาดนั้นแต่ก็มองว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา”อีกคนก็ต้องเข้าใจ? “ใช่ครับ คนนั้น ต้องเข้าใจเป็นเซฟโซนของเรา เค้าก็คงเข้าใจแหละ สำหรับคนที่เปิด ผมว่าก็ไม่ผิดนะ มันมองได้สองทาง แต่มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบเรา บางทีเราคิดว่าวิธีการให้เกียรติกันมันต่างกัน สำหรับผมมองว่า คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงเค้าอาจจะรับแรงกระแทกที่ไปถึงเค้าได้น้อยกว่าเราที่อยู่ตรงนี้”คนแบบไหนถึงโดนใจเน๋ง? “เน๋งชอบ คนมีแพสชัน มีเป้าหมายในชีวิตและมีความพยายาม ไม่ย่อท้อที่จะไปให้ถึง ผมว่ามีเสน่ห์มากและเค้าก็ดูเชี่ยวชาญในด้านของเค้า พุ่งชนเป้าหมาย แล้วเรา มาแชร์ประสบการณ์กันได้ มีไหวพริบ เล่นมุกได้ รับมุกทัน”.เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย