เสียงวิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุอลัชชียังคงมีอยู่ และอาจเป็นเหตุที่ทำให้นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ออกมาชี้แจงว่า พุทธศาสนิกชนต้องให้ความเคารพพระภิกษุสงฆ์ อย่าก้าวล่วงอำนาจของคณะปกครองสงฆ์ ความผิดของสงฆ์ต้องพิจารณาโดยคณะสงฆ์ อย่าเข้าไปก้าวก่ายคณะสงฆ์คำแถลงข้างต้นเป็นผลสืบเนื่อง จากพฤติการณ์อื้อฉาว ประพฤติผิดพระธรรมวินัยของพระภิกษุสงฆ์อลัชชีที่เกิดขึ้น บ่อยครั้ง กลายเป็นข่าวโด่งดัง มีชาวพุทธบางคนถูกกล่าวหา ยุ่งเกี่ยวชี้ผิดชี้ถูกเกี่ยวกับการกระทำของพระภิกษุสงฆ์ บางคนถูกแจ้งความดำเนินคดี ทนายความบางคนขู่ห้ามชาวบ้านยุ่งเรื่องพระเด็ดขาดโดยอ้างว่าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ฯลฯ คือผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบ และลงโทษพระภิกษุผู้ทำผิดพระธรรมวินัย เช่น ตั้งวงดื่มสุราแกล้มหมูกระทะ หรือมีเพศสัมพันธ์กับสีกา ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ชาวบ้าน เป็นเรื่องจริงในทางกฎหมาย แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามขาด ไม่ให้ชาวบ้านยุ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ก่อนปรินิพพานเมื่อ 2565 ปีมาแล้ว พระพุทธองค์ทรงมอบให้ “พุทธบริษัท 4” ดูแลและปกป้องพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ชั่วกาลนาน พุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา แต่บัดนี้ประเทศไทยไม่มีภิกษุณี พุทธบริษัทจึงเหลือเพียง 3 ที่จะเป็นศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนาแต่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาจะต้องเป็นพระภิกษุผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามพระธรรมวินัย ต้องเป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่ประพฤติพระ ธรรมวินัยเป็นอาจิณ เช่น ชอบตั้งวงดื่มสุรา หรือมั่วสีกา หรือสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อทำการทุจริต เช่น กรณีเงินทอนวัดถ้าห้ามเด็ดขาดไม่ให้อุบาสกหรืออุบาสิกายุ่งเกี่ยว หรือติเตียน หรือเผยแพร่ข่าวท่านทางสื่อ เพื่อปกป้องพระภิกษุที่ดี และตำหนิพระภิกษุอลัชชี อาจขัดกับพระพุทธประสงค์ ที่ทรงต้องการพุทธบริษัท 4 ให้ช่วยกันปกป้องพระพุทธ ศาสนา ใครจะเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา ถ้าองค์กรผู้มีอำนาจหน้าที่ ก็ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่การตีความกฎหมายไม่ควรสุดโต่งเกินไป ควรยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางของพระพุทธองค์ แม้แต่ในวินัยของพระก็ยังมีเรื่อง “โลกวัชชะ” หมายถึงอาบัติที่เป็นทางโลก ข้อเสียหายที่ชาวโลกติเตียนว่าไม่เหมาะสมกับสมณเพศ แสดงว่าชาวพุทธติเตียนพระสงฆ์ได้ ไม่ถือคติ “ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์”.