บทบาทผู้ว่าฯ กทม.บริหารอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ถึงรากเหง้าออกกติกา-จัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม มันเป็นการปฏิรูประบบราชการไปในตัว สุดท้ายกระตุ้นคนตัวใหญ่ช่วยแก้ปัญหาเมืองให้เข้ามาโอบรัดปัญหาเมืองด้วยกัน และเกิดความมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายชีวิตชาว กทม. ถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 1 พรรคก้าวไกล ย้ำแล้วย้ำอีกเป็นระยะตลอดที่ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าวการเมือง ถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นเข้าไปผลักดัน 12 นโยบายที่ตอบโจทย์เมืองหลวงซึ่งเชื่อมโยงร้อยรัดขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และพัฒนากรุงเทพฯให้ขึ้นแท่นมหานครระดับต้นๆของโลก เป็นเมืองแห่งซอฟต์เพาเวอร์และเมืองแห่งความเท่าเทียม โดยเชื่อมั่นคนรับรู้ข้อมูลเชิงนโยบาย ให้ความสำคัญกับนโยบายมากขึ้น ไม่เชื่อว่าคน กทม.ตัดสินใจเลือกคาแรกเตอร์จากอารมณ์ของผู้สมัครเหมือนที่ผ่านมาพอได้ปุ๊บ!! ทำทันทีทุกนโยบายในเทอม 4 ปี บางนโยบายอาจมีข้อติดขัดบ้าง แต่ในภาพรวมสัมผัสได้ถึงความพยายามในการทำทั้ง 12 นโยบายอาทิ การกระจายงบประมาณลงชุมชน 2,000 ชุมชน และอีก 50 เขต ที่ตั้งงบประมาณไว้ 4 พันล้านบาท รวมถึงการท็อปอัปสวัสดิการ เอาเงินจากภาษีที่ดินเข้ามาอุดหนุนสวัสดิการให้ชาว กทม. โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็กตั้งแต่เกิด-6 ปี และผู้พิการ อันนี้ให้คำมั่นได้ปุ๊บทำตูมเลยขณะเดียวกันการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รั่วไหลอยู่ ประเมินต่ำๆต้องเก็บได้ 1.5 หมื่นล้านบาท แม้ที่ผ่านมาตั้งเป้าได้ 1 หมื่นล้าน แปลกไหมเก็บได้แค่ 5 พันล้านบาทฉะนั้นเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยราว 1.8 หมื่นล้านบาท และน่าจะเก็บได้ถึง 2.2 หมื่นล้านตอนนี้ดูสิใจกลางเมือง นายทุนต่างๆเอาพื้นที่ไปปลูกกล้วย มะนาว แสร้งทำเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ผมต้องยุติเรื่องนี้ให้ได้เพื่อความเป็นธรรมและแก้ปัญหารั่วไหลภาษีที่ดินยังมีค่าธรรมเนียมขยะ ต้องเพิ่มจัดเก็บกับผู้ประกอบการ นายทุนใหญ่ ซึ่งผลิตขยะปริมาณมหาศาล ขณะที่ กทม.มีต้นทุนกำจัดขยะปีละ 7 พันล้านบาท แต่จัดเก็บค่าขยะได้แค่ 500 ล้านบาทค่าจัดการขยะขาดทุนยับ จะขึ้นค่าขยะ อ้าว!! ผลักภาระให้กว่า 2.4 ล้านครัวเรือน เท่ากับปิดตาข้างเดียว เพราะมีนายทุนห้างสรรพสินค้า นายทุนค้าปลีก ที่ผลิตขยะสด 50% ของขยะสดทั้งหมดใน กทม.ฉะนั้นเฟสแรกเริ่มเก็บค่าขยะให้เป็นธรรมก่อนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นายทุนใหญ่คัดแยกขยะ กทม.ก็ลดค่าจัดเก็บขยะให้ หากนายทุนใหญ่อยากทำธุรกิจอย่างเดียวและต้องการได้ส่วนลดค่าเก็บขยะ ก็มีทางเลือกเปิดให้มีบริษัทเข้ามาจัดการคัดแยกขยะได้หรือไม่ก็เกิดธุรกิจใหม่เข้าไปคัดแยกขยะช่วยนายทุนใหญ่ กทม.ได้จัดการขยะ และมีบริษัทใหม่เกิดขึ้นไปจัดการขยะ เกิดอาชีพใหม่เพื่อสังคมเช่นเดียวกับภาษีป้าย ธุรกิจบิลบอร์ด ซึ่งประเมินต่ำๆ มูลค่าตลาดที่ 2 หมื่นล้านบาท เก็บภาษีป้ายได้แค่ 1 พันล้านบาทโดยไปรีดภาษีป้ายจากคนที่จ่ายค่าภาษีป้ายอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ติดป้ายตามตึกแถว เป็นคนทำธุรกิจทั่วไป แต่นายทุนบิลบอร์ดขนาดใหญ่จ่ายภาษีป้ายแค่ 30% ถ้าเก็บเต็มเม็ด เต็มหน่วยจะได้ 2.5- 3 พันล้านบาท “เราเปรียบผู้ว่าฯ กทม.เป็นซีอีโอ เปรียบเทียบชาว กทม.เป็นบอร์ด เลือกผู้ว่าฯ กทม.มาเป็นซีอีโอบริษัท หน้าที่ของซีอีโอต้องหารายได้เข้าองค์กร เพื่อผลักดันนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคมสมมติจัดเก็บภาษีได้ 1 หมื่นล้าน เก็บค่าธรรมเนียมขยะที่เพิ่มมาจากนายทุนใหญ่ รวมทั้งหมด 2 พันล้าน ภาษีป้ายอีก ตัวเลขกลมๆ เก็บภาษีภาพรวมได้สัก 1.3-1.5 หมื่นล้านบาทเอาเงินส่วนนี้ไปสร้างสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำ อาทิ ฉีดวัคซีนปอดอักเสบอายุ 65 ปีขึ้นไป เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยติดเตียงและป้องกันผู้สูงอายุไม่เสี่ยงเป็นโรคปอดอักเสบ”นโยบายปราบคอร์รัปชัน แก้ปัญหาทุจริตก็เช่นกัน หลายคนมองแค่มิติปราบโกง แต่ความจริงมันมีมิติเกิดความไม่เป็นธรรมกับคน กทม.เกิดการโกงก็ต้องจัดการกำลังสะท้อนให้เห็นทุกนโยบายเน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อออกกติกาที่เป็นธรรม และทำให้คนกรุงเทพฯเท่ากัน แต่มันต้องเข้าไปทะเลาะกับกลไกของ กทม. ถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ นายวิโรจน์ บอกว่า ไม่ได้ทะเลาะเท่าที่สัมผัสข้าราชการใน กทม. 90% พร้อมทำงานกับผู้ว่าฯ กทม. ที่ตรงไปตรงมา เบื่อระบบการทำงานที่ไร้ธรรมมาภิบาล ขอเพียงให้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้เราต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้ได้ ทลายข้อจำกัด ไม่เอาระเบียบมาปฏิเสธประชาชน ผู้ว่าฯ กทม.ต้องยืนยันเป็นกำแพงเหล็กให้คนที่ทำงานถูกต้อง ทำงานให้กับประชาชน ให้งานรูทีนมันไหลได้แล้ว...มันจะเปลี่ยน!!แบบนี้ผู้ว่าฯ กทม. ถึงมีเวลาไปทำในสิ่งที่ประชาชนทำเองไม่ได้ ไปช่วยประชาชนแก้ปัญหา เช่น โรงขยะที่สร้างกลิ่นเหม็น ซึ่งพบว่ามีผู้รับเหมาที่ถูกตั้งข้อสันนิษฐานเป็นเครือข่าย คสช.หรือทหาร รู้จักคนใหญ่คนโตจริงไม่จริงไม่รู้...ผู้ว่าฯ กทม.ต้องจัดการเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับชาว กทม.ซึ่งจะทำให้คนตัวใหญ่หรือทุนใหญ่ คนตัวเล็กได้อยู่ร่วมกันในเมืองอย่างมีความสุข เมืองที่ดีต้องเป็นเมืองที่ให้โอกาสตั้งตัวกับทุกคนผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกมาแล้ว แต่มีคนรุ่นใหม่เบื่อนักการเมืองที่ส่วนใหญ่รับใช้คนรวย จึงไม่ออกไปใช้สิทธิหรืองดออกเสียง สอดคล้องกับรายงานของสิทธิมนุษยชนโลกที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะรัฐและทุนไปทิศทางเดียวกัน ประชาชนจึงถูกกระทำ นายวิโรจน์ บอกว่า ใช่ แต่นิยามเฟิสต์โหวตเตอร์ของผมแปลก และเปลี่ยนไป โดยเห็นทุกคนเป็นเฟิสต์โหวตเตอร์เพราะ 9 ปีไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มันจำความรู้สึก จำบรรยากาศการเลือกตั้งแทบไม่ได้แล้ว และบริบทของ กทม.ในวันนั้นกับวันนี้มันเปลี่ยนไปมาก ทั้งวิธีคิด ค่านิยม มุมมองต่อสังคมของชาว กทม.คน กทม.ยังมองปัญหาที่ใกล้ตัว ทั้งน้ำท่วม ทางเท้า ขยะ มลพิษ แต่วันนี้ได้มองลึกที่ต้นตอโครงสร้างปัญหาช่วงเวลาที่เหลือจะทำให้ “กรุงเทพฉบับวิโรจน์” แมตช์กับ “กรุงเทพฉบับชาว กทม.” ได้อย่างลงตัวอย่างไร นายวิโรจน์ บอกว่า โค้งสุดท้ายเชื่อว่าประชาชนตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.ที่นโยบายโดยเฉพาะนโยบายและวิธีคิดที่เป็นอัตลักษณ์ของผม และอัตลักษณ์ของก้าวไกล ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะมองปัญหาเหมือนคนอื่นมอง แต่มองคนละมิติลึกลงถึงโครงสร้าง ถึงแก้ได้สะเด็ดน้ำ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็วนลูปเดิมมีการตีกันเบอร์ 1 โดยพยายามชี้ให้ชาว กทม.เห็นว่า ลงสมัครครั้งนี้หวังผลเพียงภาพใหญ่ทางการเมืองในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป ไม่ได้หวังเป็นผู้ว่าฯ กทม. นายวิโรจน์ บอกว่า ตามผลสำรวจโพลของพรรคจากวันแรกจนถึงวันนี้ ผลการตอบรับดีขึ้นอย่างมาก พล็อตกราฟพุ่งขึ้นสูงมากแสดงว่าชาว กทม.เห็นตรงกับเรา ลำพังแค่การบริหาร กทม. ภายใต้ข้อจำกัดเดิมๆที่กระอักกระอ่วน กทม.อาจดีขึ้น แต่สุดท้ายวนกลับมาลูปเดิมหลายคนก็แซวว่าถ้าอยากเปลี่ยน กทม.อย่างถาวร เพื่อเอาเวลาไปเผชิญกับความท้าทายใหม่ ต้องเลือก “วิโรจน์ไปเขย่า กทม.” ถ้าต้องผ่าตัดก็ต้องผ่าตัด เหมือนตัดเล็บขบ ตราบใดไม่ถอนเล็บที่มันแทงเนื้อออก จะทายาดีอย่างไรมันก็ดีขึ้น แต่ยังเจ็บเหมือนเดิมฉะนั้นวันนี้ผมหวังจะชนะ ขอยืนยันถ้าฟังเสียงผมจะรู้ว่าพูดในฐานะผู้ชนะบนฐานความมั่นใจจากข้อมูลสถิติที่ถูกต้อง.ทีมการเมือง