“ชาวพุทธ”...ทั่วประเทศควรถือเป็นหน้าที่ที่จะทำความเข้าใจและช่วยให้เพื่อนมนุษย์เข้าใจวิธีคิดแบบทางสายกลาง และช่วยกันสนับสนุนการเมืองทางสายกลางอันเป็นการเมืองที่คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมได้ใน “กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม”... “P4” ประเทศไทยจะพลิกโฉมทันที และเป็นตัวอย่างแก่โลกว่า...สัมมาพัฒนานั้นคืออย่างไร มนุษยชาติจะเปลี่ยนมาใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองของความเป็นมนุษย์ที่อาริยะพ้นจากความครอบงำของ “สมองส่วนหลัง” หรือ “สมองสัตว์เลื้อยคลาน”“การเมืองใหม่” หรือ “การเมืองทางสายกลาง” เป็นการเมืองสมองส่วนหน้า การเมืองเก่าหรือการเมืองสมองส่วนหลัง หรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน การคิดแบบทางสายกลางมีอานิสงส์มากถึงเพียงนี้...นี้คือการปฏิวัติความเป็นมนุษย์สู่โลกยุคใหม่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เปิดมุมมองในเรื่องนี้เหล่านี้เอาไว้อย่างต่อเนื่องอยู่เนืองๆ ย้ำว่าการเมืองแบบแจกกล้วย รวยกระจุก จนกระจาย เป็นหายนะประเทศไทย...หากแต่ “การเมืองใหม่ ประเทศไทยพลิกโฉมทันที พลิกความคิดเมื่อใด เปลี่ยนใหม่ทันที”ฝรั่งชาติตะวันตกมีวิธีคิดตายตัว แบ่งข้างแบ่งขั้ว แย่งชิงต่อสู้อย่างรุนแรง นี้คือ วิธีคิดสมองส่วนหลัง หรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน เพื่อการอยู่รอด ต่อสู้แย่งชิง หลอกลวง มนุษย์ก็มาจากสัตว์และเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง สมองส่วนหลังจึงกัมมันตะมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แม้มีความเจริญด้วยเทคโนโลยีแต่สมองส่วนหลังก็ยังคงบงการวิธีคิด คือคิดเชิงต่อสู้ แย่งชิง ทำให้โลกเสียสมดุล ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง วิกฤติ วิธีคิดเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับความจริงตามธรรมชาติเหมือนร่างกายของเราที่มีเซลล์เป็นล้านๆเซลล์ และอวัยวะต่างๆ มากมายหลากหลายสุดประมาณ แต่บูรณาการเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน เซลล์และอวัยวะไม่คิดแบ่งแยกและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เซลล์ทุกเซลล์มีสำนึกแห่งองค์รวมเดียวกัน ความเป็นองค์รวมคือ ความเป็นคนมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ยิ่ง“ถ้าประเทศไทยมีความเป็นองค์รวม จะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ยิ่ง”“คนในประเทศต้องมีสำนึกองค์รวมเดียวกัน ไม่คิดเชิงปฏิปักษ์แบ่งข้างแบ่งขั้ว”ความคิดแบบฝรั่งใช้ไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าสอน วิธีคิดแบบทางสายกลาง ที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา” ที่เห็นว่าสรรพสิ่งเป็นกระแสของเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผล ไม่แบ่งข้างแบ่งขั้ว จึงเรียกว่าทางสายกลางซึ่งเป็นทางสายปัญญาล้วนๆ เป็นการใช้สมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวกับปัญญาและความดี การเมืองทางสายกลาง คือ การเมืองที่ไม่แบ่งข้างแบ่งขั้ว แต่เป็นการเมืองที่ใช้ความเป็นเหตุเป็นผลหรือปัญญา เมื่อใช้ปัญญาก็เห็นความจริงร่วมกัน และร่วมมือกันได้ง่ายโดยรูปธรรมของการเมืองทางสายกลาง คือ พรรคการเมืองเป็นสถาบันนโยบายสาธารณะ (Public Policy Institute) และนักการเมืองเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบาย ดังต่อไปนี้หนึ่ง...พรรคการเมืองร่วมกับสังคม ระดมความคิดว่าประเทศไทยมีประเด็นใหญ่อะไรบ้าง (Thailand Big Issues) ที่ถ้าแก้ไขหรือพัฒนาได้สำเร็จ ประเทศจะพ้นวิกฤติและเจริญรุ่งเรืองรวดเร็ว ประเด็นใหญ่เหล่านี้คือประเด็นนโยบายสาธารณะ ที่คนไทยร่วมกันกำหนด สมมติว่ามี 20-25 ประเด็นสอง...นำประเด็นนโยบายสาธารณะ 20-25 ประเด็น สื่อสารให้คนไทยรู้ทั่วกันทั้งประเทศ เพื่อให้เกิด ความมุ่งมั่นร่วมกัน ความมุ่งมั่นร่วมกันจะเหมือนรวมพลังแสงเลเซอร์สาม...ร่วมกันก่อตัวเป็น “กลุ่มพัฒนานโยบาย” 25 กลุ่ม ตามจำนวนประเด็นนโยบาย แต่ละกลุ่มประกอบด้วย นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน บุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการทำให้นโยบายนั้นๆ สำเร็จ ...“กลุ่มขับเคลื่อนนโยบาย” ศึกษาการขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร เมื่อขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจรก็จะเกิดผลสำเร็จทุกเรื่อง ไม่มีทางจะไม่สำเร็จ จึงเรียกวิธีการนี้ว่า...“สัมฤทธิศาสตร์” สี่...เมื่อนโยบายสาธารณะที่สำคัญเกิดความสำเร็จ ประเทศไทยก็จะหลุดพ้นจากหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ที่ประเทศไทยติดอยู่ช้านาน และเกิดความเจริญรุ่งเรืองทุกด้านอย่างรวดเร็วห้า...กระบวนการที่กล่าวมาคือ “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ” ในสถานการณ์จริง ซึ่งทรงพลังมาก ที่ยิ่งทำ...ยิ่งรักกันมากขึ้น, ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น, ยิ่งฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกันเกิดปัญญาร่วม นวัตกรรม และอัจฉริยภาพกลุ่ม, ทั้งหมดเป็นพลังมหาศาล ทำให้ฝ่าความยากทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ, คนไทยร่วมกันมีความสุขประดุจบรรลุนิพพานหก...ทั้งหมดที่กล่าวนี้คือ P4 (Participatory Public Policy Process) หรือ “กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” ที่คนไทยทุกภาคส่วน รวมทั้งนักการเมือง มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และร่วมรับผลจากความสำเร็จของนโยบาย จึงเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง“ประชาธิปไตยทางปัญญา ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ และประชาธิปไตยสมานฉันท์ เป็นการที่ประชาธิปไตยทางอ้อมหรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน กับประชาธิปไตยทางตรงที่คนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เข้ามาบรรจบกันเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์”ทั้งนี้ทั้งนั้น “ประชาธิปไตยบางส่วน” และ “ประชาธิปไตยแบ่งข้างแบ่งขั้วแบบตะวันตก” หมดอายุการใช้งานแล้ว ดูตัวอย่างการเมืองในสหรัฐฯ “P4”...เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จะทำให้การเมืองลงตัวเจ็ด...ในขณะที่โลกคิดแบบแยกส่วนและทำแบบแยกส่วน อันนำไปสู่การเสียสมดุลหมดทั้งโลกจนเรียกกันว่า “วิกฤติอารยธรรมตะวันตก” การคิดแบบทางสายกลางนำไปสู่บูรณาการและความสมดุล เกิด ประเทศไทยที่เป็นองค์รวม ที่คนไทยทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีส่วนร่วม มีความสามัคคี ที่สำคัญ...ไม่แตกแยกเป็นซ้ายเป็นขวาอีกต่อไป เพราะความเป็นคนที่สมบูรณ์ย่อมมีทั้งแขนซ้ายและแขนขวา เครื่องบินที่บินได้ย่อมมีทั้งปีกซ้ายและปีกขวา การเห็นบางส่วนเหมือนตาบอดคลำช้าง ทำให้คนไทยแตกแยกและทะเลาะกันสูง แบ่งเป็นซ้ายเป็นขวา แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นคิดแบบทางสายกลาง...เกิดบูรณาการเห็นช้างทั้งตัว ก็ไม่มีอะไรจะทะเลาะกันอีกต่อไป “ประเทศไทย” ที่เป็นองค์รวมจะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ เหมือนเครื่องบินที่เป็นองค์รวมบินได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆไม่มีชิ้นไหนบินได้เลยข้อสุดท้าย...แปด “การเมืองใหม่” การเมืองทางสายกลางนี้เกิดขึ้นได้ง่ายอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปหาเงินมาแจกกล้วย ทำโดยการพลิกความคิด ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญนำ...“เรามีรัฐธรรมนูญมากว่า 20 ฉบับแล้วบนความคิดเก่า ในการเมืองทางสายกลางนี้ แต่ละพรรคจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมหรือ P4 โดยจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม พรรคใดเป็นรัฐบาลก็สนับสนุนให้พรรคอื่นๆขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะให้ได้มากที่สุด เพราะเสมือนอยู่ในร่างกายเดียวกัน”การต่อสู้เผชิญหน้าจนเปลี่ยนเป็นความร่วมมือ หรืออาจกล่าวว่าจาก C to C (C2C) ซึ่งควรเป็นระเบียบวาระของโลกเพื่อสันติภาพแล้ว “พรรคการเมือง”...จะไม่เหน็ดเหนื่อยยากลำบากในการต่อสู้ ขัดแข้งขัดขา มุ่งโค่นล้มกันอีกต่อไป แต่จะเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดความสำเร็จร่วมกัน“ประเทศไทย” กับความหวังการเมืองใหม่เฉกเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่? เมื่อใด? ชวนให้ติดตามจับตา.