เงื่อนงำการเสียชีวิตของ “แตงโมดาราสาวชื่อดัง” ที่พลัดตกสปีดโบ๊ตขณะล่องเรือกับกลุ่มเพื่อนชายหญิงรวม 6 คนจมหายลงแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นประเด็นมีข้อพิรุธสงสัยแตกปมเกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ จนตกเป็นกระแสข่าวใหญ่มาตลอดทั้งสัปดาห์ที่แล้วตั้งแต่พิรุธของเพื่อนลำดับเหตุการณ์วกไปวนมาไม่ชัดเจน พยายามปิดข่าวอันเป็นประเด็นให้ถูกจับตามองของสังคมแล้วมาจบตรง “แม่ของแตงโมเอ่ยถึงเงินชดเชย 30 ล้านบาท” จนถูกสื่อโซเชียลฯ วิพากษ์วิจารณ์ตั้งคำถามข้อสงสัยอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ “ตำรวจ” ระดมสรรพกำลังสืบสวนค้นหาพยานหลักฐานคลี่คลายคดีปมเหล่านี้เพื่อให้กระจ่างตอบข้อสงสัยสังคมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายนี้ ภูดิท โทณผลิน ทนายความสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม มองว่า ความเห็นส่วนตัวเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จึงไม่อาจล่วงรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแน่ชัดได้ แต่ก็พอให้หลักพิรุธต้องสงสัย และหลักตามกฎหมายอันประกอบด้วย 2 ประเด็น คือ... ภูดิท โทณผลินประเด็นแรก...“หลักพิรุธต้องสงสัย” ตามข้อมูลสื่อนำเสนอข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มีข้อสังเกตเห็นประเด็นพิรุธอันเป็นข้อขัดแย้งต่อเหตุผลสามัญชนทั่วไปคือ “คนบริสุทธิ์” เมื่อเกิดเหตุเพื่อนจมน้ำมักมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการแจ้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยกู้ภัย เข้าช่วยระดมพลคนมาค้นหาผู้ประสบภัยมากกว่านี้แม้ผลนั้นจะออกมา “แบบมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต” ก็ควรรอค้นหาเพื่อนให้เจอก่อนกลับบ้าน ทั้งในช่วงแรกปรากฏ “การบ่ายเบี่ยงไม่ให้การต่อ จนท.กู้ภัย” โอเคตามกฎหมายยังไม่ถูกตั้งข้อหาก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิ์ต่อการให้ข้อมูลอันจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาเร็วขึ้น มิใช่หายออกจากที่เกิดเหตุไปหาทนายตามคำกล่าวอ้างนั้นแล้วยังออกรายการข่าวกล่าวอ้าง “อุบัติเหตุนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย” ทั้งนั่งปัสสาวะขณะสวมชุดบอดี้สูทท้ายเรือจนพลัดตกน้ำ หรือลำดับเหตุการณ์วกวนขัดแย้งความจริง จนมีเหตุข้อพิรุธให้สังคมสงสัยตามมานี้ทว่าข้อพิรุธสงสัยนั้นคงต้องเป็นหน้าที่ “ตำรวจ” ในการค้นหาพยานหลักฐานข้อเท็จจริง เบื้องต้นก็มีการผ่าชันสูตรศพสรุปว่า “ตกน้ำและสำลักน้ำเสียชีวิต” ที่พบน้ำโคลนในหลอดลม ปอด กระเพาะอาหารจำนวนมากแล้วบาดแผลตามร่างกายน่าจะพิสูจน์ได้เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตหรือไม่กันอีกต่อไป ประเด็นที่สอง “หลักทางกฎหมาย” ประเทศไทยมีกฎหมายอาญาอันเป็นลักษณะกล่าวหาแล้วคดีนี้มีพยานหลักฐานสามารถเดินไปได้ 3 แนวทางคดี คือ คดีแรก...“กระทำโดยประมาทให้ผู้อื่นเสียชีวิต” ด้วยการมองจากพื้นฐานทั่วไป “การขับเรือ” ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัยเคร่งครัดแล้วภาพปรากฏตามสื่อมวลชนก็ “ไม่มีข้อมูลการใส่ชูชีพครบถ้วน มีการดื่มของมึนเมา และใช้ความเร็วขับขี่” ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตมักเป็นคดีอาญาอย่างน้อยผู้ต้องรับผิด คือ ผู้ขับขี่ หรือ เจ้าของเรือ นั่นเอง ตาม ป.อาญา ม.291 โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาทด้วยกรณี “คดีกระทำประมาทให้ผู้อื่นเสียชีวิต” แม้เป็นคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้ก็มีบทลงโทษไม่หนัก แล้วยังมีโอกาสได้รับการพิจารณารอการลงโทษได้สูง ลักษณะคล้ายคดีขับรถประมาทชนคนตายแนวทางคดีที่สอง...“ทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” เช่น สมมติในเรือมีการดื่มสุราเกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายกันพลั้งมือผลักตกน้ำถึงแก่ความตาย แต่เรื่องนี้ต้องอาศัยหลักฐานปรากฏให้ชัดเจนด้วย เช่น พยานแวดล้อม คลิปภาพ ข้อความแชต หรือคำรับสารภาพผู้อยู่ในเหตุการณ์เชื่อมโยงการทำร้ายร่างกายก่อนตกนั้นเพื่อนำไปสู่การกล่าวหา “ทำร้ายร่างกายทำให้ผู้อื่นตาย” อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.290 ผู้ใดไม่มีเจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปียิ่งกว่านั้นแนวทางคดีที่สาม...“ฆาตกรรมรับผลประโยชน์หรือไม่” ที่กระแสสังคมตั้งข้อสมมติฐานนี้ไว้แล้วก็เป็นคดีที่มีโทษแรงหนักมาก “อันเป็นลักษณะเจตนาฆ่าโดยวางแผนไว้ก่อน” แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่า “มีเจตนากระทำเช่นนั้นหรือไม่” แล้วเบื้องต้นตอนนี้พยานหลักฐานมีอยู่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงความผิดนี้ได้แล้วถ้าแจ้งข้อหานี้เชื่อว่า “อัยการหนักใจแน่” เพราะอาจเป็นการตั้งข้อหาสูงเกินกว่าพยานหลักฐานมีอยู่ หากศาลยกฟ้องผลคือ “ตำรวจและอัยการ” เข้าข่ายความผิดป.อ.ม.157 เจ้าพนักงานละเว้นโดยมิชอบมีโทษ 1-10 ปี และ ป.อ.ม.200 วรรคสองกระทำการมิชอบให้ผู้อื่นรับโทษหนักขึ้นมีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปีฉะนั้น “คดีนี้ประชาชนให้ความสนใจ” เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายคงทำงานคลี่คลายคดีกันอย่างรัดกุมรอบคอบสูงสุดแน่ๆ ทั้งต้องมีผู้บังคับบัญชาเข้ามารับทราบกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานทุกขั้นตอนด้วยซ้ำ จริงๆแล้ว...“นักสืบโซเชียลฯ เห็นพิรุธข้อสงสัยเยอะมาก” แต่ในทางกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา “โจทก์” มีหน้าที่นำสืบให้สิ้นสงสัยแล้วก็ไม่อาจนำข้อมูลการตั้งข้อพิรุธนั้นนำมาลงโทษจำเลยได้ เพราะหลักพิจารณาคดีอาญา “ฝ่ายโจทก์” เป็นผู้กล่าวหามีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐานมูลเหตุจูงใจให้ชัดเจนครบถ้วนถ้าศาลรับฟังแล้วไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจนเหตุวางแผนฆาตกรรม หรือลงมือทำร้ายผู้อื่นเสียชีวิต เช่นนั้นอาจยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยให้จำเลยโดยที่ “ฝ่ายจำเลย” ไม่จำเป็นต้องสืบพยานเบิกความก็ได้สิ่งนี้ย้ำให้ตำรวจต้องค้นหาข้อเท็จจริงทุกประเด็นที่สังคมสงสัยให้เห็นมูลเหตุจูงใจ จึงสังเกตได้ว่า “มีการเรียกสอบพยานหลายรอบ” แต่เรื่องนี้ก็ขอชื่นชม “สื่อมวลชน” ในการทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์ในเชิงการค้นหาสืบสวนหาข้อเท็จจริง เพราะการที่ตำรวจทำหน้าที่ฝ่ายเดียวอาจมีประเด็นหลุดถูกมองข้ามไปก็ได้ดังนั้นสื่อมีความสำคัญช่วยให้ “ตำรวจ” สามารถทำงานสืบสวนคดีนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ว่า “ข้อพิรุธ หรือหลักฐานนำเสนอผ่านสื่อ” โดยตำรวจมิใช่เป็นผู้ค้นหาได้มา “อัยการ” มักไม่นำเข้าสำนวนคดี แต่ทนายโจทก์ร่วม หรือทนายจำเลย ถ้าเห็นข้อความนั้นเป็นประโยชน์ก็อาจนำไปเป็นข้อเท็จจริงกล่าวอ้างต่อศาลก็ได้“ขอย้ำเราไม่รู้เบื้องลึกเหตุการณ์ข้อเท็จจริงว่ามีการทะเลาะกัน หรือมีเจตนาวางแผนฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะยังไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงขนาดนั้นแล้วแนวทางคดีน่าเป็นไปได้ตอนนี้คือประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต หรือทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เสียชีวิต แต่คงต้องรอผลสรุปการสืบสวนของตำรวจอีกครั้ง” ภูดิทว่าประการต่อมา “คดีความรับผิดทางแพ่ง” ไม่ว่าผลสรุปคดีอาญาจะออกมารูปแบบใด “บริบทคดีทางแพ่ง ก็คือ ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้จากกรณีเสียชีวิต” ด้วยการคำนวณจากค่าขาดงานขาดประโยชน์ และค่าปลงศพแล้วหาก “เป็นหัวหน้าครอบครัว” ก็คำนวณค่าเลี้ยงดูรายเดือนจนอายุ 75 ปี แต่ต้องนำสืบให้ศาลเห็นถึงความเสียหายนั้นเพื่อเรียกร้องจาก “ผู้ขับขี่ และเจ้าของเรือ” หากเรือมีประกันภัย บริษัทประกันภัยต้องร่วมรับผิดอีกราย เว้นแต่บริษัทประกันภัยชำระค่าเสียหายครบตามวงเงินประกันแล้วส่วนความรับผิด “ผู้ร่วมโดยสาร” กรณีผู้โดยสารไม่มีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นคงไม่มีส่วนประมาทก็ไม่ต้องร่วมรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาด้วย เว้นแต่ผู้โดยสารร่วมเหตุการณ์ไม่ให้ความร่วมมือปกปิดข้อมูลก็เป็นความผิดฝ่าฝืนหมายเรียกต่างหากอีกเรื่องหนึ่ง แล้วคดีละเมิดเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งมีอายุความ 1 ปีสุดท้ายแน่นอนว่า “ผลสรุปคดีคงคลุมเครือความรู้ของหลายคน” แต่การกล่าวหาคดีอาญาต้องมอง “โครงสร้างพยานหลักฐานเป็นสำคัญ” ตอนนี้ข้อหาหนักที่สังคมกำลังตั้งให้นั้นรูปคดีไม่อาจเชื่อมโยงเดินไปได้คดีนี้เป็น “คดีอาญา” บทบาทตำรวจ ทนายความ พนักงานอัยการ และศาล ล้วนมีส่วนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายสอดคล้องนโยบายแนวคิด ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง มุ่งจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี คนชรา ขจัดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สร้างเครือข่ายทนายความเพื่อความยุติธรรมทุกศาลจังหวัด ขอย้ำเป็นกำลังใจต่อ “จนท.ชุดคลี่คลายคดี” ให้มีความหนักแน่นเป็นธรรมแก่ 2 ฝ่าย เชื่อว่า “ตำรวจไทยเก่งมีความสามารถสูง” จะสรุปสำนวนสอดคล้องตามพยานหลักฐานที่คงต้องรอดูกันต่อไป.