เหมือนกับซ้อมก่อนจะมีการอภิปรายใหญ่ เป็นมุมมองของภาคเอกชน โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต่อการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152เห็นว่าทั้งสองฝ่ายพยายามทำการบ้านกันอย่างเต็มที่ฝ่ายค้าน ก็ทำการบ้านมาค่อนข้างดี ในการตั้งประเด็นคำถาม ตั้งข้อสงสัย ตั้งความไม่ไว้วางใจในหลายเรื่อง ทั้งการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลหลายๆอย่างส่วนรัฐบาล ก็พยายามตอบทุกคำถาม แต่การตอบคำถามนั้น จะตอบได้ถูกใจ หรือตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่อง ข้อมูลเหล่านี้ประชาชนควรนำไปพิจารณาต่อรองประธาน ส.อ.ท. ยังเชื่อว่าภาพการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงเดือน พ.ค. ต้องดุเดือดขึ้นทวีคูณ ดูจากการซ้อมใหญ่ครั้งนี้ เห็นได้จากอารมณ์การใช้คำพูด หรือการใช้น้ำเสียงตอบโต้กันค่อนข้างหนักทั้งหมดอยู่ที่ข้อมูลของฝ่ายค้าน หากอภิปรายโดยใช้เรื่องเดิมๆ ไม่มีเรื่องใหม่ ประเด็นใหม่ๆ ที่จะมาตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มขึ้น ภาพของฝ่ายค้านก็จะดูจืดไปทำให้อภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา เหมือนเปิดข้อสอบให้ฝ่ายรัฐบาลไปทำการบ้านล่วงหน้าแต่ถ้าฝ่ายค้านมีเซอร์ไพรส์ ที่อาจเก็บข้อมูลอุบไต๋บางส่วนไว้ แล้วไปเปิดกันตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจขอข้อมูลเด็ดๆ แค่ 2-3 เรื่อง ที่ชี้ให้เห็นชัดถึงการทุจริต การบริหารงานที่ไม่ชอบมาพากล ไม่โปร่งใสไอ้ที่ว่า “ปาฏิหาริย์จากฟ้า” ที่มักอยู่ข้าง “ลุงตู่” ถึงเวลานั้นมันก็ไม่แน่เหมือนกันแต่เอาเถอะถึงยังไง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็ประกาศย้ำเป็นรอบที่ร้อยกลางวงประชุมสภา หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยุบสภา ไม่ลาออกเด็ดขาดนาทีนี้ศึกนอกยังกินแกยาก แต่สนิมที่เกิดแต่เนื้อในพลังประชารัฐ นับวันยิ่งบานทะลักไปทุกทีความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็แทรกเข้ามาอีกกับปมบ้านใหญ่เมืองชลฯ ภายใต้ปีก “สนธยา-พี่น้องตระกูลคุณปลื้ม” สายเลือดแท้ๆ “กำนันเป๊าะ” เปิดศึกแตกหักกับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน อดีต “เด็กปั้นบ้านแสนสุข”ที่วันนี้ไฮเพาเวอร์ ถึงขั้นสถาปนาตนเป็นคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ไปแล้วความจริงคนวงในรู้กันมานานแล้วว่า ขั้ว “บ้านใหญ่เมืองชลฯ” กับ กลุ่มอำนาจใหม่ “พลังเฮ้ง” ขบเกลียวกันมาหลายปี อันมาจากปัญหาการบริหารจัดการประสานผลประโยชน์ที่บ้านใหญ่ฯยังคงการบริหารงานแบบเดิมๆ สไตล์กงสีขณะที่ “เสี่ยเฮ้ง” รวบรวมสมัครพรรคพวก สถาปนาตนเป็นขั้วอำนาจใหม่ ยึดคติว่า “เป็นลูกน้องพ่อ ไม่ใช่ลูกน้องลูก”จึงไม่แปลกที่ฝ่ายหนึ่งจะถูกเปรียบเป็น “หมาก้าวร้าว” อีกฝ่ายตอกกลับด้วยวลี “แม่ทัพอัลไซเมอร์”เป็นไปตามธรรมชาติของพรรคเฉพาะกิจ ที่รวบรวมนักการเมืองร้อยพ่อพันแม่มาไว้ด้วยกันสุดท้ายเรื่องนี้ต้องจบลงตรงที่ “คงต้องมีใครเป็นฝ่ายไป”แน่นอนว่าจากผลงานช่วงที่ผ่านมา “เสี่ยเฮ้ง” เดินงานเข้าเป้าทั้งในพื้นที่เมืองชลฯ รวมไปถึงการออกหน้างัดข้อกับ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บวกแต้มเพิ่มในใจ “ลุงตู่”ฉะนั้นฝ่ายที่ต้องไปก็น่าจะเป็นกลุ่ม “บ้านใหญ่เมืองชลฯ”อยู่ที่ว่าจะเสี่ยงพวงมาลัยให้ ชาติไทยพัฒนา ภูมิใจไทยหรือจะกลับไปปัดฝุ่นรื้อฟื้นฐานเดิม พลังชล.เพลิงสุริยะ