กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการที่สำคัญ 2 เรื่อง เพื่อแสดงว่าโรคโควิด-19 ไม่ใช่โรคระบาดร้ายแรงอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นโรคปกติ ด้วยการยุติการแถลงข่าวเป็นรายวัน มาเป็นรายสัปดาห์ โดยได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี แต่ขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชนว่ารัฐบาลไม่ได้ปกปิดข้อมูลข่าวสารอีกเรื่องหนึ่งได้แก่การถอดโควิด-19 ออกจากการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ชี้แจงว่าไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิก แต่จะให้โควิดเป็นโรคปกติ ไม่ใช่โรคฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ชี้แจงว่าผู้ป่วยที่รักษาตัวที่ รพ.เอกชน ต้องเสียค่าใช่จ่ายหรือไม่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกข่าวมาตามลำดับ ว่าจะให้โควิด-19 เป็น “โรคประจำถิ่น” ไม่ใช่โรคระบาดร้ายแรงอีกต่อไป แม้จะมีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนโต้แย้งว่า โควิดยังเป็นโรคระบาดร้ายแรงทั่วโลก จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยทั่วโลก 412,521,649 คน เสียชีวิต 5,835,957 คน อาจเทียบได้กับสงครามโลกส่วนประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ 14,900 คน เสียชีวิต 26 คน ติดเชื้อสะสมรวม 2,608,227 คน เสียชีวิตสะสม 22,465 คน ถือว่าการระบาดของโควิดในไทยอยู่ใน ช่วงขาลงหรือช่วงขาขึ้น การที่รัฐบาลจะงดการแถลงข่าวรายวัน ย่อมทำให้ประชาชนหวาดระแวงเป็นการปกปิดข้อมูลหรือไม่แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ โควิดยังเป็นโรคระบาดร้ายแรง และยังระบาดอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเหมือนกับเดลตา แต่ก็ยังมีผู้ป่วยที่มีอาการร้ายแรง ต้องเข้าโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตเป็นรายวัน ประชาชนจึงต้อง การข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มิฉะนั้นจะกลายเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือข่าวลือรัฐบาลน่าจะจดจำบทเรียนได้ดี กรณีหมูแพง ที่ทำให้ข้าวปลาอาหารแพง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “แพงทั้งแผ่นดิน” มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐปกปิดข้อเท็จจริง เรื่องการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์หมูแอฟริกา ที่ะบาด มานานแรมปี ทำให้หมูในหลายจังหวัดล้มตายเป็นอันมาก แต่กรมปศุสัตว์ไม่ยอมรับกรมปศุสัตว์เพิ่งจะยอมรับว่ามีการระบาดจริงในบางจังหวัด เมื่อต้นเดือนมกราคม 2565 ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนนอกจากจะมีเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นแล้ว ยังมี “สิทธิที่จะรู้” และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในครอบครองของหน่วยงานรัฐ ประชาชนจะต้องได้รับข่าวสารรอบด้าน เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของแผ่นดิน.