ปมประเด็นร้อน “ตำรวจใช้ดุลพินิจ อาศัยเหตุอันควรสงสัย” ที่เป็นเครื่องมืออำนาจไร้ขีดจำกัด “ทำการตรวจค้นบุคคลในที่สาธารณะ” มักปรากฏเหตุการณ์ประชาชนบางคนไม่ให้ความร่วมมือแล้วตกเป็น “ผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่” ถูกนำตัวมาฟ้องคดีเกิดขึ้นมากมายกลายเป็นถูกมองว่า “ขัดหลักสิทธิ และเสรีภาพประชาชน” หยิบยกมาถกเถียงกันประจำอย่างกรณีล่าสุด “ชายขับรถยนต์กลับบ้านย่านสมุทรปราการ” จอดริมทาง จู่ๆตำรวจอาสาขับรถสายตรวจขอตรวจค้นรถพบยาเคตามีนในลิ้นชักรถ 4 กรัม ควบคุมใส่กุญแจมือ 3 ชม. ตรวจสอบอย่างละเอียดเป็น “การบูร” ที่เป็นข่าวโด่งดัง หลักการใช้อำนาจตรวจค้นบุคคลในที่สาธารณะนี้ ภูดิท โทณผลิน ทนายความสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม มองว่า ตามหลักสิทธิและเสรีภาพในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น “จนท.รัฐไม่สามารถทำการตรวจค้นบุคคลได้” เพราะรัฐธรรมนูญมองว่า “ผู้ต้องหาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนผู้นั้นเป็นบริสุทธิ์” อยู่เสมอทำให้การตรวจค้นทำไม่ได้ เหตุนี้ “ป.วิ.อาญา” จึงบัญญัติไว้ว่า “เว้นแต่มีหมายค้น” ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดี แล้วเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้ทันท่วงทีมีประสิทธิภาพก็เปิดช่องกรณีเหตุจำเป็น “มีเหตุอันควรสงสัย” สามารถตรวจค้นบุคคลได้ไม่ต้องมีหมายค้นเช่นกันฉะนั้นแม้ว่า “หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ” ไม่ให้ทำการตรวจค้นบุคคลได้ แต่หาก “มีหมายค้น” อันเป็นหลักตาม ป.วิ.อาญา รองรับไว้ก็ทำได้ แม้แต่ไม่มีหมายค้นแต่เป็นเหตุเร่งด่วน “มีเหตุอันควรสงสัย” เช่นกรณีผู้ก่อเหตุพยายามหลบหนี หรือพยายามทำลายหลักฐานลักษณะนี้ “ตำรวจ” ก็สามารถทำการตรวจค้นได้ทันทีแล้วการอาศัยเหตุอันควรสงสัยนี้แม้ “กฎหมายห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น หรือมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณะ” ก็ยังมีข้อยกเว้นว่า “พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ” สามารถทำการตรวจค้นได้เมื่อสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งในครอบครองใช้กระทำผิด ได้โดยทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด ก่อนนี้เคยร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติการของฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร ในการตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัยโดยไม่มีหมายค้น มีทั้งเจอยาเสพติด หรือไม่เจอสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้ผู้ถูกตรวจค้นไม่พอใจถ่ายวิดีโอโพสต์ผ่านโซเชียลฯ ต่อว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุบ่อยๆ แต่หลักการตรวจค้นสนธิกำลังนี้กระทำได้ตามกฎหมายเพราะในทางปฏิบัติ “ตำรวจมักไม่ทำตามลำดับขั้นตอน” แต่พิจารณาตามความสะดวกในการทำงานเหตุเร่งด่วนเป็นสำคัญ เช่น “ถ้ามีผู้กระทำความผิด” ส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติการเข้าชาร์จจับกุม หรือตรวจค้นกันก่อน หากว่า “ภายหลังเป็นเหตุการณ์ปฏิบัติไม่ชอบ” ก็ไม่ทำให้รูปคดีแห่งความผิดเสียไปเหตุเพราะการจับกุม หรือตรวจค้นมิชอบมักไม่เกี่ยวกับกระบวนการสอบสวน และไม่กระทบต่อพนักงานสอบสวนในการฟ้องคดี หรือไม่ทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมาย กลายเป็นไม่ชอบไปได้ เช่นก่อนนี้เคยทำคดีหนึ่ง...เจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาเรียกเงินจากผู้ต้องหาคดียาเสพติดนำตัวไปกักไว้โรงแรม 3 ชม. คราวนั้น “ตั้งทีมทำงาน” ติดตามหาพยานหลักฐาน ทั้งกล้องวงจรปิดจากโรงแรม ขอรายการเพิกถอนเงินจากธนาคาร และติดตามพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงแสดงถึงพฤติกรรมการจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จนสุดท้ายศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยมียาเสพติดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายส่วนขั้นตอนจับกุมไม่ชอบเป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าว “ผู้จับกุม” แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้การสืบสวนเสียไปนั้นหมายความว่า “ขั้นตอนตรวจค้นหรือจับกุมไม่ชอบ” ถ้าผู้กระทำความผิดจริง คดีก็ไม่อาจถูกยกฟ้องได้แต่อาจมีสิทธิในการดำเนินคดี “ฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” จากผู้ที่เกี่ยวข้องรีดไถเงินกรรโชกทรัพย์ตามมาภายหลังที่ต้องแยกจากคดียาเสพติดนั้นดังนั้นปัญหาเกี่ยวกับ “การตรวจค้นบุคคลถูกต้องเหมาะสมหรือไม่” ส่วนใหญ่เป็นช่องว่างการตีความกฎหมายกัน กล่าวคือ “ผู้ถูกตรวจค้น” มักตีความเข้าข้างตัวเองเสมอว่า “ตำรวจใช้อำนาจมากเกินกว่าเหตุ” ส่วนเจ้าหน้าที่ก็มองว่า “ปฏิบัติตามหลักขั้นตอนกฎหมายแล้ว” อันเป็นตามหลักจิตวิทยาผ่านการฝึกอบรมมานั้น “ทนายภูดิท” อธิบายต่อว่า “เหตุอันควรสงสัย” ในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่นี้สามารถทำได้กว้างมาก ไม่ว่าจะเป็นใช้อำนาจเรียก หรือสั่งประชาชนหยุดตรวจค้นตัวในที่สาธารณะโดยไม่ต้องมีหมายค้นได้ด้วยซ้ำยกเว้นเป็นการกระทำอย่างอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่น กรณีมีพยานหลักฐาน ภาพวิดีโอ หรือผู้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนว่า “ผู้ตรวจค้นมีพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ ใช้คำพูดส่อกรรโชกทรัพย์ หรือกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้ไม่มีความผิดใดๆ” ลักษณะนี้อาจเป็นการเข้าข่ายความผิดอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับการตรวจค้นมิชอบนี้ถัดมาประเด็น “การค้นในที่รโหฐาน หรือภายในบ้าน” เรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐมักไม่ทำการบุ่มบ่ามเหมือนการตรวจค้นบุคคลในที่สาธารณะ เพราะกฎหมายการตรวจค้นในที่รโหฐานค่อนข้างเข้มงวดในการคุ้มครองสิทธิในกรรมสิทธิ์ของประชาชน ดังนั้นเหตุการณ์เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นมักเกิดขึ้นน้อยมากเว้นแต่ “เหตุติดตามผู้กระทำผิดวิ่งเข้าบ้าน” อันเป็นลักษณะการทำความผิดซึ่งหน้าก็ไม่จำเป็นต้องมีหมายค้นสามารถเข้าทำการค้นจับกุมในที่รโหฐานได้ตามกฎหมายในเวลาขณะนั้น ฉะนั้นแล้วที่ผ่านมา “ข้อถกเถียงการตรวจค้น หรือจับกุมเหมาะสมหรือไม่” ในเรื่องนี้มองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจกระทำการตรวจค้นได้ทุกกรณีอันมีกฎหมายรองรับด้วยซ้ำ แน่นอนว่า “บางครั้งผู้ถูกตรวจค้นอาจรู้สึกไม่เป็นธรรม” แล้วบางคนก็นำเรื่องฟ้องร้องคดีแพ่ง หรือฟ้องคดีอาญาอยู่เสมอมาเช่นกันแต่ด้วยเวลาเป็นคดีความ “ผู้ถูกกล่าวหามักอ้างสายลับรายงานอันมีมูลเหตุพฤติการณ์น่าสงสัยในการกระทำความผิดจริงเป็นข้อต่อสู้” ทำให้มัก “ถูกยกฟ้องคดี” เว้นแต่ว่ามีพฤติการณ์กระทำเกินเลยแห่งความผิดกรรโชกทรัพย์ เรียกรับผลประโยชน์ หรือการทำร้ายร่างกาย ที่เป็นความผิดส่วนตัวการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหนำซ้ำปัจจุบันมักมีเหตุ “ข้อผิดพลาดจากการตรวจค้น” เรียกว่า Human Error แล้วเจ้าหน้าที่รัฐมีทั้งคนดีตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและยังมีบางคนแฝงมาหวังผลประโยชน์ก็มี ดังนั้นเมื่อ “ประชาชน” ถูกเรียกตรวจค้นไม่ควรขัดขืน แต่ต้องรู้จักป้องกันสิทธิตัวเองด้วยการถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานระหว่างถูกตรวจค้นเสมอ สิ่งสำคัญ “เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่อาจห้ามการถ่ายวิดีโอเป็นหลักฐานนี้” เพราะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจตามหลักการตรวจค้นที่ต้องกระทำอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว แม้แต่ “ตำรวจต่างประเทศ” ก็มีการนำกล้องวิดีโอมาใช้ติดไว้กับตัวในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ เพื่อเป็นหลักฐานในการต่อสู้กรณีมีข้อพิพาทเกิดขึ้นตามมาอยากฝากไว้ว่าถ้า “ตำรวจ” ขอตรวจค้นโดยชอบด้วยกฎหมาย “ประชาชน” ควรให้ความร่วมมือดีที่สุด เพราะมิเช่นนั้นอาจต้องถูกกล่าวหา “ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่” แม้ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งผิดกฎหมายก็ตาม เพราะยิ่งไม่ยินยอมให้ตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยิ่งมีความสงสัยที่มักเกิดปัญหาในทางปฏิบัติมากกว่าเดิมถ้าเป็นกรณี “ตำรวจนอกเครื่องแบบ” ก็ควรต้องแสดงบัตรประจำตัวให้ชัดเจน เพราะคงไม่มีใครสบายใจให้ตรวจค้นโดยไม่แสดงตัวแน่ๆ แล้ว ในการปฏิบัติก็ต้องเป็นไป “ด้วยความสุภาพเรียบร้อย” ไม่กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สินของผู้ถูกตรวจค้น เพื่อมิให้เขารู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งตามมาภายหลังนี้เน้นย้ำว่า “การตรวจค้นบุคคล หรือสถานที่” ล้วนเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน “เจ้าหน้าที่รัฐ” พึงกระทำด้วยความระมัดระวัง ยึดตามหลักกฎหมายเป็นที่ตั้งสำคัญอย่างเคร่งครัด.