เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนสามารถเพาะปลูกได้ทั้งปี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 (สวพ.3) กรมวิชาการเกษตร จัดทำโครงการวิจัยการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชในระบบโรงเรือนปรากฏผล โรงเรือนหลังคาทรงโค้ง 2 ชั้น มีความเหมาะกับพื้นที่อีสานตอนบน ช่วยให้เกษตรกรปลูกมะเขือเทศเชอร์รีมีกำไรสูงสุดถึงปีละ 611,200 บาท แต่ถ้าปลูกผักชีจะได้กำไรสูงสุดถึงปีละ 634,680 บาท “พื้นที่ภาคอีสานตอนบน เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนา แต่ทำได้เพียงปีละครั้ง หลังทำนาจะปลูกพืชไร่ ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าปลูกพืชสวน หรือพืชผักที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ประกอบกับช่วงเวลาที่จะปลูกพืชผักได้ มีช่วงเวลาแค่สั้นๆ หลังหมดหน้าฝน ดินยังพอมีความชื้นหลงเหลือให้ปลูกได้ หลังจากนั้นปลูกไม่ได้แล้วเพราะอากาศร้อนจัด แล้วไหนเกษตรกรยังเจอปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชมาทำลาย และขาดแคลนน้ำ เราจึงคิดทำโครงการวิจัยหารูปแบบของโรงเรือนที่เหมาะกับพื้นที่ เพื่อให้เกษตรสามารถมีรายได้ให้ตัวเองได้ตลอดทั้งปี และลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก”ดร.นฤทัย วรสถิตย์ ผอ.สวพ.3 บอกถึงที่มาของโครงการ ที่เริ่มศึกษาวิจัยมาตั้งแต่ปี 2562 และจะเสร็จสิ้นในเดือนนี้...ผลการศึกษาโรงเรือนในรูปแบบ ต่างๆที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด พบว่า โรงเรือนที่เหมาะกับพื้นที่ภาคอีสานตอนบนคือ โรงเรือนหลังคาทรงโค้ง 2 ชั้น เพราะสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่ารูปแบบอื่น... แต่ต้องมีการปรับปรุงความสูง โครงสร้าง ฐานรากให้มีประสิทธิ ภาพการระบายความร้อน และมีความมั่นคงทนต่อแรงลมได้มากกว่าโรงเรือนที่มีขายในท้องตลาดโดยโรงเรือนได้รับการพัฒนาปรับปรุงมาแล้ว จะเป็นโรงเรือนหลังคาทรงโค้ง 2 ชั้น มีความกว้าง 6 ม. ยาว 24 ม. สูง 5 ม. มีถังเก็บน้ำขนาด 2,000 ลิตร มีปั๊มน้ำ และระบบน้ำหยด ทั้งหมดมีต้นทุนอยู่ที่โรงเรือนละ 1.5 แสนบาทถ้านำไปติดตั้งในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 6 โรงเรือนสำหรับพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ถ้าเป็นพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ติดตั้งได้ 8 โรงเรือนและเมื่อนำโรงเรือนที่ผ่านการปรับปรุงแล้วไปทดสอบปลูกพืชผักโดยใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ที่ สวพ.3 และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) 4 แห่ง ชัยภูมิ เลย มุกดาหาร และนครพนม ปรากฏว่า พื้นที่ 1 ไร่ 8 โรงเรือน ใน 1 ปี ปลูกผักชีได้ 5 รอบ สามารถทำกำไรได้ปีละ 634,680 บาท...ปลูกมะเขือเทศเชอร์รีได้ปีละ 4 ครั้ง ได้กำไร 611,200 บาท...ปลูกผักสลัดได้ปีละ 8 รอบ ทำกำไรได้ถึง 564,480 บาทปลูกแตงโมไร้เมล็ดได้ปีละ 3 ครั้ง ได้กำไร 343,608 บาท...ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นได้ปีละ 3 รอบ ได้กำไร 322,864 บาท...ปลูกคะน้าฮ่องกงได้ปีละ 4 ครั้ง ได้กำไร 179,904 บาทโรงเรือนนี้นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งปี ค่าใช้จ่ายในเรื่องสารเคมีกำจัดโรคแมลงศัตรูแทบไม่มีเลย ช่วยลดต้นทุนในเรื่องนี้ไปได้ถึง 80% เลยทีเดียว ไม่เหมือนการปลูกแบบทั่วไปนอกจากจะมีการใช้สารเคมีมากแล้ว ยังทำการเพาะปลูกได้แค่บางฤดูเท่านั้นและจากการคำนวณต้นทุนค่าโรงเรือนและรายได้ที่เกิดตามมา ดร.นฤทัยบอกว่า การลงทุนโรงเรือน 8 หลังนี้ จะคืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจะมีกำไรล้วนๆ เพราะโรงเรือนมีอายุใช้งานนานไม่น้อยกว่า 20 ปีเกษตรกรที่สนใจเทคโนโลยีการผลิตพืชปลอดภัยในระบบโรงเรือน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สวพ.3 ขอนแก่น โทร.0-4320-3500 ต่อ 292. ชาติชาย ศิริพัฒน์