ตามสูตรเศรษฐศาสตร์ใน “คูหากาบัตร” จากตัวเลขลอยๆศึกเลือกตั้งท้องถิ่นรอบล่าสุด ว่ากันว่าทำเงินสะพัดนับหมื่นล้านบาท ปรากฏการณ์แบบที่ประชาชนคนต่างจังหวัดแห่กลับบ้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งจนรถติดหนัก จราจรหนาแน่นทั้งสายอีสาน สายเหนือ สายใต้ ผลพวงประชาธิปไตยแบบไทยๆ “เงินไม่มา กาไม่เป็น” การเลือกตั้งสนามเล็กยังแจกกันสนั่นลั่นทุ่ง หัวละ 200 บาท 500 บาท 1,000 บาท ถึงหลายพันบาทเพราะศึกเดิมพันเก้าอี้ อบต.มันตัดสินแพ้ชนะกันแค่หลักสิบ หลักร้อยแต้มเท่านั้นแต่ถ้ามองโลกสวย ในมุมบวกเงินสะพัดสนามเลือกตั้งท้องถิ่น มันก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังเหือดแห้งยิ่งกว่าทุ่งกุลาร้องไห้ยามหน้าแล้ง ให้กลับมาชุ่มชื้นชั่วขณะชาวบ้านได้ “เบี้ยยังชีพ” ประทัง ในภาวะที่รัฐบาล “ถังแตก” และแน่นอน โดยบรรยากาศเลือกตั้งสนามท้องถิ่นที่คึกคัก คนแห่ไปใช้สิทธิกันล้น สะท้อนประชาธิปไตยแบบไทยๆ ประชาชนส่วนใหญ่น่าจะอยากให้ถึงฤดูเลือกตั้งใหญ่ไวๆ ลุ้นตัวเลขในคูหากาบัตรน่าจะอู้ฟู่กว่าสนามเล็กแน่ แต่พนันได้ “ร้อยเอาขี้หมากองเดียว” เดาทาง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม จะไม่ยอมกดปุ่ม “ยุบสภา” เด็ดขาดอย่างเร็วสุดก็ต้องลากถูลู่ถูกังไปให้เลยเดือนมีนาคมปีหน้า 2565เพราะตราบใดที่ยังไม่ “ชัวร์” ไม่มีหลักประกันพันเปอร์เซ็นต์ว่าชื่อของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะได้อยู่ใน “บัญชีนายกฯ” ของพรรคการเมืองใด หรือยึดค่ายพลังประชารัฐ เป็นฐานที่มั่นไม่ได้“บิ๊กตู่” ไม่มีทางกดปุ่ม “ดีดตัวเอง” ออกจากกัปตันเรือเหล็กสนิมเขรอะแน่ เพราะนั่นหมายถึง “แพ้” ตั้งแต่ยังไม่ลงสนามเลือกตั้ง โอกาสรีเทิร์นอำนาจที่ยากตามเงื่อนไขสถานการณ์ ถ้า “ตีโง่” ซ้ำซาก จะยิ่งแทบปิดประตูลงกลอน 2 ชั้น เกมล้มกระดาน เลือกตั้งใหญ่ต้องล้อตามระดับความชัวร์ในการต่อโปรโมชันของผู้นำแต่โดยบรรยากาศมันเร้าใจ ตามอารมณ์ธรรมชาติของ “นักเลือกตั้งอาชีพจมูกไว” ที่ขยับเตรียมพร้อมลงสนามกันคึกคัก โดยเฉพาะค่ายพลังประชารัฐ ฐานรองอำนาจ“บิ๊กตู่” เองออกตัวแรง แสดงสัญญาณตีธงเลือกตั้งชัดกว่าใคร ตามความเคลื่อนไหวรายวัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำทีม “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พปชร. ขนาบ “มาดามบิ๊กอาย” นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค เดินสายไปปักหมุดสาขาพรรค เปิดตัวผู้สมัคร พปชร.ทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ฐานใหญ่อีสานที่ขอนแก่นบุกเหนือไป จ.น่าน ลงหลักปักฐาน ชิงธงนำก่อนป้อมค่ายอื่นจับอาการ เดาทางของ “บิ๊กป้อม” ในฐานะที่คุมเสียง ส.ส.ในสภา น่าจะรู้สถานการณ์ “เสียงแกว่ง” ตามสัญญาณสภาส่อล่ม 2–3 รอบติดๆกัน มันเป็นอะไรที่สวนทางกับ “บิ๊กตู่” ผู้ที่มีอำนาจกดปุ่มล้มกระดานงานนี้ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ต้องใส่ชูชีพ ปลอดภัยไว้ก่อน“ยุบสภา” เกิดขึ้นได้ทุกขณะ ในภาวะที่พรรคร่วมรัฐบาลเต็มไปด้วย “รอยรั่ว” แบบที่นัดสังสรรค์ ส.ส.รัฐบาลต้องเลื่อนแบบไม่มีกำหนด ด้วยเหตุที่ “บิ๊กป้อม” อ้างโควิด ทั้งๆที่ “โอมิครอน” เพิ่งโผล่มาหลังนัดมันก็ชัด ภาวะทางใจในหมู่พรรคร่วม แม้แต่ค่ายเดียวกันยังแตกคอ เสียง ส.ส.มาก แต่ไร้เอกภาพ “เกมซ่อนแต้ม” ฤทธิ์หอกข้างแคร่ทิ่มแทงกันได้ทุกขณะยามนี้พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอารมณ์สมานฉันท์ มีแต่แย่งกันโกยกล้วยใส่รถเสบียง ตุนกระสุนดินดำให้มากสุด ในภาวะที่รัฐบาลกระแสตก ไร้แรงส่ง มีแต่แรงฉุดลงเหว ต่างฝ่ายต่างต้องเอาตัวรอด ไม่ยอมกอดคอกันจมน้ำตายขณะเดียวกัน โดยเงื่อนไขสถานการณ์ก็เร้า “ป้อมค่ายใหม่” ต้องรีบทิ้งไพ่ กับช็อตฮือฮา ไฮไลต์การขยับของ “มวยเก๋า” เบอร์ต้นๆของค่ายประชาธิปัตย์อย่างนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ขึ้นป้าย “I shall return” ประกาศลาออกจากค่ายเก่า ไปสังกัดพรรคใหม่ ทิ้งปริศนาแค่ว่า เป็นพรรคที่ครบเครื่องทีมเศรษฐกิจ ตรงกับภารกิจกอบกู้มหาวิกฤติโควิดที่สำคัญ ไม่อยู่ในสถานะของขั้วขัดแย้ง มุ่งฟื้นฟูบ้านเมืองจากโรคระบาด บอกใบ้มาซะขนาดนี้ คอการเมืองฟันธง มันต้องมี “สี่กุมาร” ภาคสองเรื่องของเรื่องมวยเก๋าระดับ “นิพิฏฐ์” ผ่านศึกเหนือเสือใต้ในศึกเลือกตั้งมา 7-8 สมัย คงไม่ใช่แค่อารมณ์น้อยใจค่ายเก่าไม่ให้ราคา แต่การรีเทิร์นสังกัดใหม่น่าจะมองเห็นโอกาส ประเมินเลือกตั้งรอบต่อไปมันตัดสินกันที่ “มือบริหารเศรษฐกิจ” ความหวังฟื้นโควิด.ทีมข่าวการเมือง