ศาล รธน.วินิจฉัยชี้ “อานนท์-ไมค์-รุ้ง” จัดชุมนุมปฏิรูปสถาบันฯ เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ขัด รธน. “ทีมทนาย-รุ้ง” วอล์กเอาต์ บ่นผิดหวังคำวินิจฉัยที่ตัดโอกาสไม่ให้ผู้ถูกร้องได้แก้ต่าง ทนายสิทธิฯกระทุ้งนานาชาติ ร่วมจับตาตรวจสอบ “รุ้ง” อ่านแถลงปิดคดีต่อหน้าสื่อ ยัน 10 ข้อเสนอไม่คิดล้มล้าง “ณฐพร” ตีปีกจี้ ตร.-อัยการล่ออาญาต่อบี้ กกต.ยุบพรรคก้าวไกล พท.ชงสภาตั้ง กมธ.ตรวจสอบรัฐบังคับใช้กฎหมาย ละเมิด “นักโทษทางความคิด” ไม่เต็มปากพ่วงช่วยคดี ม.112 สภาว้าวุ่นหวิดล่มทั้งที่เพิ่งเปิด “ชวน” จวกรัฐบาลอย่าปัดสวะ ต้องรับผิดชอบองค์ประชุม ทัวร์ลง กกต.ตู้แช่ไวน์หราในออฟฟิศสังคมจับตาแรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยการจัดชุมนุมของนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง เสนอปฏิรูปสถาบัน เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ราษฎรรวมตัวรอฟังคำวินิจฉัยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่ลานหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กลุ่มทะลุฟ้า นำโดย น.ส.ยุคลธรณ์ ช้อยเครือ นายพีรพงศ์ เพิ่มพูล นายจิตริน พลาก้านตรง ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นำโดย น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดานายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ นางมาลัย นำภา มารดานายอานนท์ นำภา กลุ่มไอลอว์ นำโดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี นำโดยนายเจษฎา ศรีปลั่ง นำมวลชนเดินทางมาปักหลักชุมนุมรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเทียบคดี กปปส.ไม่ผิดล้มล้างผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการนำป้ายข้อความประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่ม กปปส. ถูกร้องเรียนว่ากระทำการเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพ และไม่มีมูลเหตุที่จะบ่งชี้ได้ว่าเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง” มาวางไว้เป็นเชิงสัญลักษณ์เปรียบเทียบกับการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่ถูกร้องในลักษณะเดียวกัน ขณะที่กลุ่มไอลอว์ได้ตั้งโต๊ะเข้าชื่อเสนอรัฐสภายกเลิก ป.อาญามาตรา 112 พร้อมติดภาพผู้ถูกร้องทั้งหมดไว้ที่แผงรั้วเหล็กกั้นทางเข้าอาคาร โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมาปิดกั้นพื้นที่ทางเข้าออก กันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปใกล้บริเวณอาคาร พร้อมติดประกาศเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้าพื้นที่เขตอำนาจศาล“รุ้ง” อ่านแถลงปิดคดีต่อหน้าสื่อต่อมา น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล นักศึกษาคณะสังคมวิทยาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ถูกร้อง อ่านคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อหน้าสื่อมวลชน ใจความว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ โดยไม่ดำเนินการไต่สวน เป็นกระบวนพิจารณาคดีที่กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกร้อง ที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม จึงขอยื่นคำแถลงปิดคดีประกอบในวันนัดฟังคำวินิจฉัยเพื่อสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดของประเทศ เป็นของประชาชน การใช้อำนาจรัฐต่างๆ ต้องเชื่อมโยงกับประชาชนตั้งแต่ในระดับรัฐธรรมนูญ ประมุขของรัฐ องค์กรของรัฐที่ใช้อำนาจผ่านฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ใช้อำนาจภายใต้กรอบกฎหมายที่ตราขึ้นโดยตัวแทนของประชาชน เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นไปโดยชอบธรรม และมีรากฐานมาจากเจตจำนงของประชาชน ยืนยัน 10 ข้อเสนอไม่คิดล้มล้างผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปนัสยายังแถลงปิดคดีโดยยืนยันในข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อให้มีการปฏิรูปสถาบัน ผู้ถูกร้องไม่ได้เผยแพร่ถ้อยคำปราศรัย หรือข้อความคิดใดต่อสาธารณะ ในลักษณะเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงผู้ทรงอำนาจสูงสุดไปเป็นบุคคลอื่น หรือเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงประมุขของรัฐ แต่กระทำโดยมีความมุ่งหมายที่ธำรงไว้ซึ่งพระมหากษัตริย์ และรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ให้เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะการเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจ ให้สอดคล้องกับหลักการ The king can do no wrong ด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมายข้างต้น ผู้ถูกร้องมิได้ใช้สิทธิหรือเสรีภาพล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อย่างใด กลับกันต่างจะช่วยส่งเสริมให้สถานะของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง จึงขอให้ศาลวินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องศาล รธน.ฟันล้มล้างการปกครองกระทั่งเวลา 15.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ภายหลังนัดประชุมเพื่อแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ กรณีรับคำร้องที่นายณัฐพร โตประยูร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการกระทำของนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง จัดชุมนุมปราศรัยเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และการอภิปรายในวันนั้น เข้าข่ายใช้สิทธิเสรีภาพในการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1- 3 และกลุ่มองค์กรเครือข่าย เลิกการกระทำดังกล่าวทันที“ทีมทนาย-รุ้ง” นำวอล์กเอาต์ทั้งนี้ ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ทีมทนายความกลุ่มราษฎร นำโดยนายกฤษฎางค์ นุตจรัส นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม และ น.ส.ปนัสยา พากันวอล์กเอาต์ออกจากห้องพิจารณาคดี มานั่งฟังคำวินิจฉัยที่เต็นท์กลุ่มทะลุฟ้า ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ระหว่างนั้นมวลชนที่มาให้กำลังใจต่างแสดงความไม่พอใจโห่ฮาเป็นระยะ น.ส.ปนัสยาแถลงว่า การปฏิรูปไม่ใช่การล้มล้าง ตัดสินเช่นนี้ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ ไม่เข้าใจศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าการปราศรัยครั้งนั้นเป็นการล้มล้างการปกครอง เบื้องต้นเคารพในคำวินิจฉัย แต่ด้วยจิตวิญญาณอันซื่อตรงต่อหลักนิติธรรม เห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวไม่อาจยอมรับได้ เพราะขาดความชอบอย่างยิ่งด้วยกระบวนการพิจารณาคดีที่ให้ใช้ระบบไต่สวน แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้มีการไต่สวน ไม่ยอมให้นักวิชาการเข้าให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ขอยืนยันอีกครั้งว่าข้อเสนอทั้ง 10 ข้อ ล้วนเป็นด้วยเจตนาสุจริตด้วยความปรารถนาดีผิดหวังคำวินิจฉัยที่ตัดโอกาสน.ส.ปนัสยากล่าวทิ้งท้ายว่า ยืนยันจะเคลื่อนไหวต่อ จนกว่าข้อเรียกร้องจะประสบความสำเร็จ ขณะที่นางสุริยา สิทธิจิรวัฒนกุล มารดา เข้ามาสวมกอดให้กำลังใจบุตรสาว ก่อนที่จะเดินทางกลับ ทั้งนี้หลังกลุ่มแนวร่วมรับฟังคำวินิจฉัยจบ มีการเผาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจำลองที่ทำมาจากกระดาษ เป็นเชิงสัญลักษณ์ด้วยด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ว่า จะนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง ว่ามีส่วนใดที่คำวินิจฉัยเกินอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงไปกระทบต่อสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 2 หรือไม่ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าหลักฐานของฝั่งผู้ร้องครบถ้วนตามกระบวนการหรือไม่ เพราะการขอไต่สวนพยานทั้ง 8 ปากของฝั่งผู้ถูกร้องก็ถูกคัดค้านจากศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนี้ จะถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงในคดีอาญาอื่น เช่นคดีของนายอานนท์ นำภา ซึ่งจะเป็นภาระที่หนักของทีมทนายความมาก รู้สึกผิดหวังกับคำวินิจฉัย ขอเรียกร้องให้สังคม รวมถึงนานาชาติ ตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าถูกต้องหรือไม่ด้วย “ณฐพร” จี้ กกต.ยุบพรรคก้าวไกลด้านนายณฐพร โตประยูร ในฐานะผู้ร้อง กล่าวว่า กระบวนการหลังจากนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอัยการจะนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปดำเนินคดีอาญา มั่นใจต่อคำร้องนี้มีพยานหลักฐาน และจากคำวินิจฉัยนี้จะทำให้คำร้องเอาผิดยุบพรรคก้าวไกล ดำเนินการได้ เชื่อว่า กกต.จะขอคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยไปดำเนินการ เนื่องจากพรรค และ ส.ส.พรรคดังกล่าว ให้การสนับสนุนทางการเงิน และการประกันตัวผู้ต้องหา รวมถึงอ้างว่ามีการไปร่วมชุมนุม ถือเป็นความผิด เชื่อมั่นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นสารตั้งต้นฟ้องร้องเอาผิดต่อผู้กระทำการละเมิดต่อสถาบันพท.ชงตั้ง กมธ.ตรวจใช้กฎหมายที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำ ส.ส.พรรค อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ รองหัวหน้าพรรค น.ส.ธีระรัตน์ สำเร็จวานิชย์ ส.ส.กทม. นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี นายจิรทัศน์ ไกรเดชา ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ เสนอญัตติด่วนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการใช้บังคับกฎหมายที่ล้นเกิน และขัดต่อหลักนิติธรรม สำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง นพ.ชลน่านกล่าวว่า ดำเนินการตามเจตนารมณ์ หลังจากพรรครับหนังสือมาจากกลุ่มพลเมืองเพื่อผู้ต้องขังทางการเมือง เราจะใช้กลไกสภาฯผลักดันเรื่องสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง วัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม ให้เจ้าหน้าที่พึงสังวรในการยับยั้งควบคุม คุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง และจะส่งผลการศึกษาไปยังรัฐบาลไม่เต็มปากพ่วงช่วยคดี ม.112เมื่อถามว่าตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า 3 แกนนำกลุ่มราษฎร กระทำการล้มล้างการปกครองฯ จะใช้ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยเหลือได้หรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า เราเพิ่งยื่นญัตติ ต้องรอการพิจารณาคงไม่ทันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของพรรคว่าเราต้องการช่วยเหลือผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง หรือนักโทษทางความคิด เมื่อถามว่าญัตตินี้จะศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้ ป.อาญามาตรา 112 ใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ข้อเสนอของกลุ่มพลเมืองผู้ต้องขังทางการเมือง เรียกร้องสิทธิประกันตน ไม่ใช่กฎหมายใดเป็นการเฉพาะ ที่ผ่านมามีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ป.อาญามาตรา 116 และมาตรา 112 บางส่วน อย่าได้ไปผูกกับคดี 112 นายกฯย้ำจุดยืนไม่แตะ 112นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม และรัฐบาล ยังคงยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และไม่ควรนำมาเป็นประเด็นแบ่งข้างให้เกิดความแตกแยกในสังคม ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนในการปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่เป็นเสาหลักและศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติจ่อส่งตีความคุณสมบัติ “นิพนธ์”เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเข้าสู่วาระนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้สอบถามความชัดเจนกรณี ส.ส.ฝ่ายค้านเข้าชื่อเสนอต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ของนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ที่นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าการยื่นของฝ่ายค้านทำผิดช่องทาง แต่ต้องรับโดยมารยาท เป็นการใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม สร้างความเข้าใจผิดให้สังคม จึงอยากทราบความชัดเจนในเรื่องนี้ นายศุภชัย โพธิ์สุ ประธานการประชุม ชี้แจงว่าได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กลุ่มงานประสานงาน การเมืองว่า ทำเรื่องเสนอนายชวนลงนาม เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว สบายใจได้สภาว้าวุ่นหวิดล่มทั้งที่เพิ่งเปิดต่อมาเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา ในวาระ 2-3 ที่มีปัญหาตกค้างมาจาก การประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ที่องค์ประชุมหวิดล่ม จนต้องชิงปิดประชุมสภาฯ ทันทีที่เริ่มประชุมเป็นการโหวตลงมติมาตรา 6 ก็เกิดปัญหาซ้ำรอยทันที เนื่องจากมี ส.ส.อยู่ในห้องบางตา จนนายศุภชัย โพธิ์สุ ประธานในที่ประชุม ต้องกดออดเรียกอยู่หลายครั้ง ใช้เวลารอเกือบ 10 นาที จึงครบองค์ประชุม มีผู้แสดงตน 271 เสียง ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งจากจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 475 คน ก่อนที่ประชุมลงมติเห็นชอบ “ชวน” จวกรัฐบาลอย่าปัดสวะที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหารัฐมนตรีเลื่อนตอบกระทู้ว่า อยากให้เป็นมาตรฐานไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลหรือ ส.ส. ต้องมีความรับผิดชอบมาตอบกระทู้ ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีหนีกระทู้ จึงพยายามสร้างบรรทัดฐานขึ้นมา การประชุมสภาสัปดาห์ที่แล้วที่มีปัญหา เพราะบังเอิญไปตรงกับประชุม ครม.นัดพิเศษ ได้โทรศัพท์คุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯแล้ว ในระบบนี้รัฐบาลอยู่ได้ด้วยเสียงข้างมาก ดังนั้น รัฐบาลต้องเป็นหลักมีหน้าที่รักษาองค์ประชุม ส.ส.รัฐบาลมีน้ำหนักพิเศษกว่า ส.ส.ทั่วไป เป็นภารกิจต้องทำ อย่าไปโยนให้วิป เพราะวิปเป็นเพียงผู้ควบคุมเสียง ไม่ใช่คนบอกให้คะแนนครบหรือไม่ครบ เสียงจะครบหรือไม่อยู่ที่ ส.ส.รับผิดชอบ พรรคต้องดูแลคนของตนเอง เป็นรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อเสียง ไม่ใช่ขาดประชุมแล้วไปโยนให้คนอื่นพท.ย้ำหน้าที่รัฐบาลคุม ส.ส.นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงปัญหาองค์ประชุมสภาฯ ว่า ความรับผิดชอบเป็นหน้าที่ของฝ่ายเสียงข้างมาก ตนทำหน้าที่ในสภามานาน ยืนยันฝ่ายเสียงข้างน้อยจะทำหน้าที่ก็ต่อเมื่อฝ่ายเสียงข้างมากหรือรัฐบาลมีความพร้อมเท่านั้น ถ้าเราเห็นว่าคุณไม่พร้อมเราก็จะไม่ทำหน้าที่เป็นเสียงข้างมาก แต่ในการพิจารณากฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เราจะทำหน้าที่ อย่ามาถามว่าทำไมฝ่ายค้านถึงไม่ทำหน้าที่ หรือไม่แสดงตน เพราะการรักษาองค์ประชุมให้ครบเป็นหน้าที่ของฝ่ายเสียงข้างมาก ฝ่ายค้านที่มีเสียงข้างน้อย จะทำหน้าที่ตรวจสอบให้ถึงที่สุดเช่นกัน ส่วนกรณีรัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ มาตรการหลังจากนี้ถ้ายังเป็นเหมือนเดิม เราอาจต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัยชี้ขาดไม่ชัวร์กรณี “เอ๋” กระทบงบฯนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลฎีกามีคำสั่งให้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. และหน้าที่การเป็นกรรมาธิการงบประมาณฯว่า ต้องรอดูคำวินิจฉัยให้ชัดก่อน ส่วนการพิจารณาของ กมธ.งบประมาณฯปี 65 ที่ น.ส.ปารีณาเป็น กมธ.อยู่นั้น ผลจะเป็นอย่างไรต่อยังไม่ทราบ เห็นจากข่าวว่าทนาย น.ส.ปารีณาระบุว่า อาจต้องร้องศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าจะกระทบต่อการพิจารณางบประมาณ ปี 65 หรือไม่ มีข้อสงสัยว่า กมธ.ที่ศาลระบุนั้นเป็น กมธ.วิสามัญ ปกติคนนอกเป็นได้ แล้วจะกระทบหรือไม่ ตรงนี้แตกต่างจาก กมธ.สามัญที่เป็นไม่ได้เตือน “วิรัช” อย่าเสี่ยงนั่ง กมธ.งบเมื่อถามว่า กรณีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ หาก ส.ส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะไม่สามารถเป็น กมธ.วิสามัญในอนาคตหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ใช่ แต่ที่เป็นไปแล้วก็แล้วไป ศาลเพิ่งมาสั่ง ไม่มีผลย้อนหลัง แต่อนาคตจะได้ระมัดระวัง คนละกรณีกับการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว เมื่อถามย้ำว่า หากอยากให้ชัดเจนควรยื่นศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ใช่ ต้องเอาคำวินิจฉัยของศาลฎีกามาดู เพราะที่ออกมามันย่อๆ สั้นๆ เลยไม่รู้ เมื่อถามว่ากรณีนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่เพิ่งถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. อาจไม่สามารถนั่ง กมธ.วิสามัญงบประมาณในอนาคตได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า หากยังไม่ชัดเจนก็อย่าไปเสี่ยง ทั้งนี้ ส.ส.ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะไม่ได้รับเงินเดือนและเบี้ยประชุมฉะ “สันติ” อย่าคิดเอาแต่หน้านายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง กล่าวพาดพิงโครงการประกันราคาข้าว ทำให้เกษตรกรอ่อนแอว่า โครงการประกันรายได้เป็นนโยบายที่พรรคคิดและทำเพื่อให้พี่น้องเกษตรกร ให้ได้รับส่วนต่างรายได้ที่ขาดหายไป มีเกษตรกรเกือบ 8 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์ ที่นายสันติกล่าวหา ไม่เป็นความจริง เกษตรกรอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ระบบการเกษตรได้รับการพัฒนาควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต ที่น่ากังวลคือความคิดของนักการเมืองที่อ่อนแอลง การทำงานไม่ใช่คิดว่าใครจะได้หน้า หรือเอาหน้า การตระหนักในหน้าที่ของตนสำคัญที่สุด ไม่เช่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าตำหนิที่สุด “ทักษิณ” กระตุ้นรับโลกอนาคตผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงคืนวันที่ 9 พ.ย.นายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ร่วมสนทนาในรายการแคร์ทอล์กxแคร์ คลับเฮาส์ หัวข้อ “Metaverse” โลกก้าวไป แต่นายกไทยยังใช้ทหารปลูกผักชี!?โดยนายทักษิณกล่าวว่า วันนี้ทั้งโลกพูดถึงเมตาเวิร์สที่ยังไม่สมบูรณ์ เฟซบุ๊กเดินหน้าก่อนเพื่อน เทคโนโลยี Visual Reality บล็อกเชนเข้าไปรวมไปลักษณะการใช้ที่เป็นโลกเสมือนจริง สามารถเล่น เรียน ทำงาน และซื้อของในเมตาเวิร์ส ในชีวิตประจำวัน ถ้าเตรียมตัววันนี้เราจะถูกกินมากกว่าไปกิน ภาครัฐต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามากกว่านี้ ตนไปดูซุ้มไทยในงาน 2020 เวิลด์ เอ็กซ์โป ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวยงาม ใหญ่โต ครีเอทีฟชักชวนคนท่องเที่ยวได้ดี แต่ถามว่า เราไม่คิดจะสร้างอนาคตบ้างหรือ เสียดายว่าเราน่าจะมีส่วนที่มองเห็นว่า เรากำลังสร้างอะไรถึงอนาคตบ้างติงบังคับใช้ ม.112 ไม่เป็นระบบผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งผู้ร่วมเสวนาถามถึงการโพสต์สเตตัสเรื่องมาตรา 112 นายทักษิณ ตอบว่า เมื่อก่อนมีระบบคณะกรรมการที่จะฟ้องเป็นคดี สมัยนี้ใครก็ฟ้องได้สะเปะสะปะ ตำรวจก็รับหมด มันเลวร้าย ต้องรีบแก้ไข คือโทษ 15 ปี มากไปต้องมีกระบวนการในการแจ้งความ ถ้าเป็นแบบทุกวันนี้ พังหมด ประเทศมีแต่แตกแยกเรื่อยๆ“ปู” กระทุ้งให้แก้ราคาข้าวก่อนเมื่อถามถึงกรณีนายกฯให้ทหารปลูกผักชี นายทักษิณตอบว่า ไม่ต้องเอาค่ายทหารมาทำหรอก ค่ายทหารมีที่เยอะไปควรจะแบ่งให้ชาวบ้านทำกิน ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเสริมว่า ระยะสั้นรัฐต้องเร่งหามาตรการบริหารอุปสงค์อุปทานรักษาราคาข้าวก่อน ระยะยาวต้องส่งเสริมเกษตรกรต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ หาข้าวพันธุ์ดี หาตลาดคุณภาพ ขายข้าวคุณภาพโชว์ล้ำยุคใส่แว่นเมตาเวิร์สน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังโพสต์เฟซบุ๊กด้วยว่า หลังจากออกคลับเฮาส์เมื่อคืนร่วมกับพี่โทนี่ (นายทักษิณ) หลายคนคงอยากรู้ว่าแว่นอัจฉริยะเรย์แบนที่ทำร่วมกับเฟซบุ๊กหน้าตาเป็นอย่างไร เลยขอแชร์ภาพให้ดู แว่นนี้ยังไม่ใช่แว่นแบบที่เรียกว่า VR หรือภาพเสมือนจริง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเฟซบุ๊กพัฒนาเพื่อเข้าสู่โลกเสมือนจริงหรือเมตาเวิร์ส ช่วงนี้เปิดใช้ไม่กี่ประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา อิตาลี และออสเตรเลีย ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้โพสต์รูปขณะใส่แว่น รวมถึงภาพที่ถ่ายและคลิปวิดีโอที่ถ่ายด้วยแว่นดังกล่าวในเฟซบุ๊กสตอรีด้วยพท.สอนมวยฟื้นเศรษฐกิจนายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยทรุดหนักมาตลอด 7 ปี จากผลงานที่ล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และยังมาเจอกับวิกฤติโควิดซ้ำเติม ดังนั้น หากหวังจะฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่ง จะมาคิดทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเหมือน 7 ปีไม่ได้ ต้องคำนึงว่าจะรักษาธุรกิจเดิมให้รอดต่อไปอย่างไรโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ต้องคิดสร้างธุรกิจใหม่ๆให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาลทัวร์ลง กกต.ตู้แช่ไวน์หราในออฟฟิศผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ภาพนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. ขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในห้องทำงาน เกี่ยวกับความพร้อมในการเลือกตั้ง อบต.และนายก อบต.ในวันที่ 28 พ.ย. ที่เกิดกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ ตั้งข้อสังเกตปรากฏตู้แช่ไวน์อยู่ภายในห้องทำงานด้วย ล่าสุดได้มีการลบภาพข่าวดังกล่าวออกจากเฟซบุ๊กสำนักงาน กกต.แล้ว แต่ว่ามีคนแค็ปภาพไว้ และแชร์สนั่นในโลกออนไลน์ พร้อมกับวิจารณ์ถึงความเหมาะสมเรื่องข้อห้ามเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ราชการ