ดูเหมือนว่าสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มจะคลี่คลายลงแล้ว หากไม่มีฝน หรือพายุ เติมกระหน่ำลงมาอีก หลังจากนี้ก็เข้าสู่โหมดฟื้นฟูและเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยใหญ่ในปีนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกน้ำท่วมขังมานาน รัฐจะต้องมีมาตรการดูแลที่ดีไม่ใช่พอสถานการณ์คลี่คลายแล้วก็แล้วกันเพราะบ้านเรือนราษฎรที่เสียหายจากความผิดพลาดบกพร่องในการบริหารจัดการน้ำ ของหน่วยงานภาครัฐ มีเป็นจำนวนมากขณะเดียวกัน การฟื้นฟูซ่อมแซมถนนหนทางที่ถูกน้ำท่วมตัดขาด ก็ต้องเร่งดำเนินการเช่นกันจากข้อมูลของ กรมทางหลวงชนบท มีถนนทางหลวงชนบทที่ประสบอุทกภัย รวม 53 สายทาง ในพื้นที่ 13 จังหวัดได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครสวรรค์ หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และนครปฐมสามารถสัญจรผ่านได้ 31 เส้นทาง และไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 22 เส้นทางนี่ยังไม่นับรวมถนนทางหลวงหลัก ที่ถูกกระแสน้ำตัดขาดอีกหลายเส้นทางเช่นกันอย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์นับว่าดีขึ้นแล้ว แต่ในอีกหลายพื้นที่ พี่น้องประชาชนยังต้องแช่อยู่ในน้ำต่อไปอีกนานแรมเดือนหลายครอบครัวยังไม่สามารถกลับเข้าพักในบ้านเรือนได้ เพราะระดับน้ำยังคงสูงอยู่ ยังต้องอาศัยอยู่ในจุดพักที่หน่วยงานต่างๆ จัดเอาไว้ และมีอีกมากที่ต้องอาศัยอยู่บนถนนตรงนี้หน่วยงานรัฐคงต้องเข้าไปดูแลในเรื่องระบบสาธารณูปโภคต่างๆมีตัวอย่างจาก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ที่รวบรวมบุคลากรของกรมฯ ทั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมโดยเฉพาะการจัดทำสุขาลอยน้ำ จำนวน 78 หลังตามโครงการ “DSD จิตอาสาเพื่อสังคม” ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงานที่ร่วมกับสถานประกอบกิจการ ภาคเอกชน เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกันบริจาคเงิน และผลิตภัณฑ์สำหรับใช้สร้าง สุขาลอยน้ำ สุขภัณฑ์เคลื่อนที่ และเรือไฟเบอร์กลาสมีการส่งมอบสุขาลอยน้ำ กระจายไปยังพื้นที่ที่ประสบภัยทั่วประเทศ ได้แก่ นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น นครราชสีมา สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท ลพบุรี อ่างทอง จันทบุรี กาญจนบุรี พิษณุโลก ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ชุมพร พิจิตร มหาสารคาม ศรีสะเกษ และสระบุรีลงมือสร้างด้วยฝีมือของครูช่าง และผู้เข้ารับการฝึก ตามรูปแบบของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีการติดตั้งไฟส่องสว่างโซลาร์เซลล์ และทดสอบการใช้งานก่อนส่งมอบ ว่าใช้งานได้จริงในพื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณของทางราชการ และมอบให้หน่วยงานในพื้นที่ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ในระยะยาวต่อไปซึ่งได้รับความชื่นชอบจาก นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างมากและอยากให้เป็นต้นแบบของหน่วยงานอื่น ในความร่วมมือ ร่วมแรงจากทุกภาคส่วนคนไทยไม่ทิ้งกันในยามยากลำบากอยู่แล้ว.“เพลิงสุริยะ”