“อดีต”...“อนาคต” งานวิจัย “การเมืองของความขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี : ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงความ เป็นการเมืองในห้วง 15 ปีของความรุนแรง”... (สกสว./กรกฎาคม 2563) รอมฎอน ปันจอร์ ผู้วิจัย บอกว่า ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คืออิทธิพลของเรื่องราวในอดีตที่ส่งผลต่อข้อเสนอทางการเมือง หรือในอีกด้านก็คือศักยภาพของโครงเรื่องเล่าใน “ประวัติศาสตร์” ที่กำหนด “จินตนาการ” ต่ออนาคตของผู้คนในพื้นที่ความขัดแย้งการศึกษาพลวัตการถกเถียงเกี่ยวกับ “อัตตบัญญัติในชายแดนใต้” หรือ “ปาตานี” ชิ้นนี้พบว่ายังคงดำรงสถานะเป็นทางเลือกหนึ่งของชนกลุ่มน้อยมลายูมุสลิมอยู่เสมอเมื่อสามารถเชื่อมโยงบทสนทนา ข้อเรียกร้อง หรือคำเสนอแนะดังกล่าวให้เข้ากับเหตุการณ์ สถานที่ ห้วงขณะ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมหรือ...เหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่ผู้คนมีความรู้สึกร่วมกันอย่างกว้างขวาง โครงเรื่องเล่าเหล่านี้ยังมีสถานะเป็นเหตุผลรองรับข้อเสนอทางการเมืองเหล่านั้น ทำหน้าที่เป็นสิ่งย้ำเตือนถึง “ความเจ็บปวด”...“ชะตากรรม” ที่ประสบร่วมกัน เป็นทั้งคำร้องทวงถามความยุติธรรมไปพร้อมๆกับทวงถามการบรรเทาเยียวยาจากรัฐด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจนำเสนอข้อเรียกร้องตลอดหลายปีจึงมักจะสัมพันธ์เชิงความหมายและสัญลักษณ์กับประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทั้งที่เป็นโครงเรื่องเล่าในอดีตอันยาวไกลและเป็นประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่ปี เหตุการณ์ในอดีตเหล่านี้ถูกเลือกอย่างรอบคอบเพื่อให้เพิ่มเหตุผลและพลังโน้มน้าวข้อเรียกร้อง “ความทรงจำต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบถูกหยิบยก เลือกใช้ ช่วงชิงความหมายเพื่อรองรับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการเรียกร้องสิทธิเครือข่ายนักศึกษาที่อาศัยวาระครบรอบเหตุการณ์จัดกิจกรรม...มุ่งสื่อสารข้อความทางการเมือง หรือแม้แต่คำแนะนำที่มาจากผู้นำทางการเมืองของมาเลเซียหลายครั้ง”ในกรณีสังหารหมู่ที่มัสยิดบ้านไอปาแยในปี 2552 ก็กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายที่เรียกร้องปัตตานีมหานครในเวลาต่อมา ควรต้องกล่าวด้วยว่าแม้แต่ข้อเสนอ “นครปัตตานี” ที่นำเสนอโดยรองนายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้นก็เคยถูกวางให้เปิดเผยเป็นครั้งแรกที่มัสยิดกรือเซะในเดือนมิถุนายน 2547หลังเหตุการณ์โจมตีที่มัสยิดเพื่อยุติสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อสองเดือนก่อนหน้านั้น ซึ่งถือเป็นการช่วงชิงความหมายในทางการเมืองที่แหลมคมอย่างมาก แม้จะไม่ได้รับการตอบสนองใดๆจากทั้งรัฐบาลและผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ในขณะนั้นเลยก็ตามแบบแผนข้างต้นพอสรุปได้ว่า... “ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่อาจหาหนทางที่ดีพอในการยอมรับประวัติศาสตร์บาดแผลและโครงเรื่องเล่าในทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในขณะที่การปกครองของกฎหมายหรือนิติรัฐยังคงเป็นหลักการที่เลื่อนลอยไร้บรรทัดฐานที่ทำให้ผู้คนเชื่อมั่นไว้วางใจได้...วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ยังดำรงอยู่ไปพร้อมๆกับการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติและไม่เสมอหน้า โครงสร้างอำนาจรัฐยังไม่สามารถปรับตัวให้ยืดหยุ่นและโอบเอาชนกลุ่มน้อยไว้ได้อย่างตั้งมั่นในสังคมการเมืองไทย”หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ...โครงสร้างอำนาจดังกล่าวยังไม่สามารถสะท้อน ตอบโจทย์ต่อสิ่งที่บางคนเรียกว่า “สำนึกอัตลักษณ์” หรือ “คุณค่าศักดิ์สิทธิ์” ของผู้คนเอาไว้ได้...ตราบนั้นเหตุการณ์ความไม่เป็นธรรมและเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ฝังใจเช่นนี้ก็จะยังคงมีศักยภาพที่จะกลายเป็นชนวน...ให้มีการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นก็คือความสามารถในการสถาปนาความรู้สึกร่วมที่กว้างขวาง การสร้างความร่วมมือภายในสังคมมลายูมุสลิม ซึ่งเครื่องมือสำคัญก็คือเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์บาดแผลนั่นเองอย่างไรก็ตาม การช่วงชิงความหมาย...การตีความประวัติศาสตร์ยังปรากฏอยู่ภายในสังคมมลายูมุสลิมด้วยเช่นกัน หากพิจารณาจากมุมมองของกรุงเทพฯข้อเรียกร้องในการปกครองตนเองภายใต้รัฐอธิปไตยไทยกับข้อเรียกร้องเอกราชปาตานีนั้นดูเหมือนจะเสริมกันและกันแต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นข้อเสนอที่มีสถานะเป็นคู่แข่งในเชิงยุทธศาสตร์ คำถามที่ว่าจะเลือก “ออโตโนมี” หรือ “เอกราช” นั้นยังคงเป็นประเด็นถกเถียงที่ทรงพลังอยู่เสมอในหมู่บรรดานักเคลื่อนไหวทั้งที่ติดอาวุธ...ใช้แนวทางการขับเคลื่อน น่าสนใจว่าการช่วงชิงความหมายนี้ยังปรากฏผ่านการตีความประวัติศาสตร์นับตั้งแต่...บาดแผลในกรณี ฮัจญีสุหลง อับดุลกอเดร์ ที่ถูกเจ้าหน้าที่สังหารไปในปี 2497 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นผู้นำในการเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อต่อรัฐบาลไทยในขณะนั้นหัวใจสำคัญก็คือรูปแบบการปกครองตนเองเหนือพื้นที่หรือดินแดนที่มีชาวมลายูมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่นั่นเอง ประสบการณ์...ความล้มเหลวของฮัจญีสุหลงเป็นทั้งแรงบันดาลใจในการต่อสู้ และมักจะถูกตีความเพื่อชี้ให้เห็นวิธีการที่โหดร้ายอันยากจะเจรจาต่อรองได้ของรัฐบาลไทย อีกทั้งยังยืนยันความจำเป็นในการเคลื่อนไหวเพื่อบรรลุถึงเอกราช ที่สำคัญคือ...การปลุกเร้าให้เห็นความจำเป็นของการใช้ความรุนแรงเข้ากดดันนอกจากนี้ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับความเป็นไปในปาตานี และชะตากรรมของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ด้านหนึ่ง...ข้อเรียกร้องทั้ง 7 ประการที่ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่ที่มาของผู้ปกครองที่ชอบธรรม การบริหารกิจการต่างๆที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการภาษี ภาษา การศึกษา กฎหมายอิสลาม กิจการศาสนา และสัดส่วนข้าราชการนั้น อาจเรียกขานตามการตีความนักประวัติศาสตร์ไทยบางคนว่าเป็น “คำร้องขอ 7 ประการ” เนื่องจากเป็นผลจากการเจรจาต่อรองที่มีขึ้นครั้งแรกระหว่างชนกลุ่มน้อยมุสลิมกับรัฐบาลไทยในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ซึ่งควรต้องพิจารณาด้วยว่าในโมงยามในขณะนั้น ระเบียบของการเมืองระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สองยังไม่ตั้งมั่นมากนักทางเลือกของ “ชนกลุ่มน้อยมุสลิม” ที่ดำรงอยู่นอกรัฐมลายูนั้นมีมากกว่าหนึ่ง...แทนที่จะเข้าไปผนวกรวมกับรัฐมลายูทางใต้หรือปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากรัฐเจ้าบ้านทางเหนือ (สยาม) และทางใต้ (บริติชมลายา)...“คำร้องขอ” ดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญว่าทางเลือกที่จะยอมรับอำนาจอธิปไตยของไทยนั้นเป็นไปได้มากที่สุด หากแต่สถานการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้น...ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือ “การก่อการรัฐประหาร” ปลายปี 2490 “กองทัพ” ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยอย่างที่ไม่อาจหวนคืนกลับได้ รัฐบาลอำนาจนิยม การจัดการกับ “ศัตรูทางการเมือง” จึงเกิดขึ้น จุดพลิกผันนี่เองที่ “บีอาร์เอ็น” ก่อตั้งขึ้นในปี 2503ข้อเสนอที่สุดขั้วและท้าทายระเบียบของรัฐไทยอย่างถึงที่สุดนั้นกำเนิดขึ้นมาได้จากระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง...บทเรียนจากประวัติศาสตร์เตือนให้เห็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญของการแสวงหาทางออกที่เปิดกว้างต่อบรรดาทางเลือกต่างๆที่จะเป็นไปได้ก็เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยในความหมาย “เคารพสิทธิ”...“เสรีภาพ” ประชาชนในการแสดงออก เคลื่อนไหวโต้แย้งกันอย่างสร้างสรรค์ เมื่อ “ความรุนแรง” หวนคืนกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขและจังหวะเวลาใดก็ตาม เสียงอื้ออึงของความรุนแรงจะกลบเสียงที่ควรถูกรับฟังมากที่สุด นั่นก็คือผู้คนที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้“ทุกฝ่ายต้องตระหนักการสร้างพื้นที่ถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเป็นปัจจัยสำคัญในการหลีกเลี่ยง บรรเทาผลกระทบของสงครามกลางเมือง ทั้งในกรณีที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องและการป้องกันความรุนแรงจากความขัดแย้งระลอกใหม่” รอมฎอน ปันจอร์ กล่าวทิ้งท้าย.