เมื่อผมจงใจจะตั้งชื่อเรื่องที่เขียนว่า “เรื่องเหล้าในวงเล่า” ผมก็เดาได้ “เล่า” คำหลัง เพื่อนพิสูจน์อักษรอาจช่วยแก้ให้เป็น “เหล้า” เพราะคิดว่าผมเขียนผิด (ซึ่งก็ผิดประจำ)วงเล่า คำหลัง เป็นคำใหม่ ที่อาจารย์ ล้อม เพ็งแก้ว ท่านใช้หมายถึงวงสนทนาหาความรู้ มีเสน่ห์จนผมอยากยืมท่านมาใช้บ้างแต่พอเปลี่ยนมาตั้งชื่อเรื่องเป็น เหล้าแก้วที่แปด ผมก็ยิ้มได้ เพราะเริ่มเห็นประเด็นเลี้ยวเข้าหาการเมืองในหนังสือ “ข้างสำรับ” (สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ.2559) อาจารย์ ส.พลายน้อย เล่าเรื่องเหล้า โดยเน้นประเด็น เหล้าองุ่น ไว้ว่า หลายประเทศแย่งกันคุยว่า เป็นต้นคิดจีนคุยว่าทำก่อนใคร อียิปต์ กรีก ต่างคุยว่าทำก่อน แต่ไม่มีเรื่องอ้างเป็นหลักฐานยืนยันเท่าพวกฝรั่ง ที่อ้างคัมภีร์ไบเบิล ที่บอกว่า โนอาห์ เป็นคนปลูกองุ่น ทำเหล้าองุ่น และเมาเหล้าองุ่นก่อนใครๆในโลกเรื่องประเทศใดทำเหล้าองุ่นก่อน ยังไม่มีกรรมการตัดสิน แต่มีความเข้าใจกลางๆว่า ฝรั่งสักชาติหนึ่งเอาผลองุ่นจากทวีปเอเชียไปปลูกในยุโรป ก่อน ค.ศ.600 ปีต่อมา บาทหลวงสเปนเอาพันธุ์จากยุโรป ไปปลูกในแคลิฟอร์เนีย ทวีปอเมริกา แต่เรื่องนี้ชาวอเมริกันชาตินิยมก็เถียงว่า องุ่นพันธุ์นั้น เจอโรคระบาดสูญพันธุ์ไปเมื่อ ค.ศ.1880แต่องุ่นพันธุ์อเมริกาเหนือเดิม เป็นพันธุ์ทนทานไม่ตายด้วยโรคระบาด แพร่หลายมาถึงวันนี้เมื่อเถียงกันไม่จบ ประเทศไหนเป็นต้นคิดเหล้าองุ่น ก็เริ่มเห็นประเด็นสำคัญกว่า เมื่อไม่ว่าที่ไหนก็กินเหล้า ควรจะกินเหล้าแค่ไหน จึงจะพอดีๆฝรั่งเขาสรุปกันเอง ควรจะไม่เกินสามแก้ว แก้วแรกเรียกน้ำย่อย หรือกระตุ้นให้สมองเดิน แก้วสองเพื่อหญิงคนที่รัก และ แก้วที่สาม แก้วสุดท้าย กินแล้วกลับไปนอนที่บ้านเรื่องเหล้าสำหรับคนไทย พูดกันแบบพอเพียง มีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น มีขวดกินขวด มีสองขวดกินสองขวด สู้แค่เสมอหมด เถียงกันไปมา เกิดมีคนดีศรีอยุธยา วางเป็นกำหนดกฎเกณฑ์ ซึ่งก็ดูจะยอมรับกัน กินได้ถึงสิบแก้วแต่ละแก้ว ที่กินไป จะก่ออาการ ต่างๆกันไปแก้วหนึ่ง นงนุช แก้วสอง พุทธวาจา แก้วสาม แกล้วกล้าพูดจาฉลาด แก้วสี่ องอาจผ้าขาดไม่รู้ตัว แก้วห้าเมามัวพูดไม่กลัวผิด แก้วหก มิ่งมิตรพูดผิดทุกคำ แก้วเจ็ด มืดหน้าตาดำมือคลำหนทางแก้วแปดนวลนางเห็นช้างเท่าหมู แก้วเก้า โฉมตรู เห็นประตูเป็นบันได และแก้วสิบ ไปไม่ไหวลงนอนอานุภาพของเหล้าแต่ละแก้ว ก็บังเอิญ! พอจะเปรียบได้กับอำนาจที่ได้จากการเมือง ประวัติศาสตร์การเมืองไทย นักการเมืองที่เป็นนายกฯได้ต่อเนื่องกันถึงแปดปี ดูเหมือนจะมีไปแล้วสามคนแต่ละคน อาการที่เกิดจากเมาอำนาจการเมือง ก็ดูจะไม่ต่างจากเหล้า ซักเท่าไหร่เช่น คุณประยุทธ์ที่กำลังเถียงกันว่า อายุนายกฯจะถึงแปดปี สิงหาคมปีหน้าหรือไม่...แต่ไม่ว่าจะครบเมื่อไหร่ ก็มีข่าวออกมา ท่านหลุดปากอยากเมาต่อ เอ๊ย! ทำงานสานต่อ...ตามนโยบายให้บ้านเมืองอีกสักห้าปีดูตามอาการของเหล้าแก้วที่แปด นวลนางเห็นช้างเท่าหมู ก็ช่างแม่น...ท่านเพิ่งกล้าหักหาญน้ำใจ พี่ป้อม ปลดสองรัฐมนตรีคู่ใจ พี่ชายร่วมน้ำสาบานในสวนท้อ...ได้อย่างที่คอการเมืองอึ้งผมดูรายการทีวี เขาคุยกันถึงกลยุทธ์แยกกันเดินรวมกันตี...มีคนเป็นห่วงฝ่ายประยุทธ์ ไม่มีธรรมนัสแล้ว จะสู้ศึกเลือกตั้งได้แค่ไหน คนที่รู้ดีเขาบอก หายห่วง เพราะไม่มีธรรมนัสก็มี “หิมาลัย” หรือเสธ.หิ แทนก็ดูกันต่อ ถ้าถึงแก้วที่เก้า โฉมตรูเห็นประตูเป็นบันไดแล้ว อาการของคุณประยุทธ์ จะไปต่อถึงแก้วที่สิบ ไปไม่ไหวลงนอน...หรือเปล่าคอการเมืองต้องไม่ลืมนะครับ ท่านตั้งเจตนาจะดื่มต่ออีกห้า รวมเป็นสิบสามแก้วก็แล้วกัน.กิเลน ประลองเชิง